8 สูตรดีท็อกลําไส้ทำอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผลดี

     ในยุคปัจจุบันที่คนเราต้องสัมผัสสารพิษหลากหลายทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งโดยปกติร่างกายของคนเราสามารถขับสารพิษต่างๆออกมาจากร่างกายจากการขับถ่ายทั้งการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ หรือการขับออกทางผิวหนังที่มาในรูปเหงื่อการกำจัดสารพิษออกจากร่างจะเพียงพอหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสารพิษสะสมมากหรือไม่ หรือว่าอวัยวะร่างกายของเราทำงานปกติหรือไม่ หากเราอยู่หรือทำงานในสถานที่มีสารพิษมากตลอดเวลา หรือร่างกายเรากำจัดสารพิษได้ไม่หมด สารพิษพวกนี้ก็จะเหลือก่ออันตรายให้ร่างกาย หรืออาจสะสมไว้ นานวันกลายเป็นมะเร็งได้

     จากกลไกการสะสมสารพิษของร่างกายดังกล่าวคนเราจึงคิดวิธีกำจัดสารพิษออกจากร่างกายหรือที่เรียกติดปากว่าดีท็อก ปัจจุบันมีสถานที่หลายแห่งที่รับทำการดีท็อกร่างกายโดยเฉพาะลำไส้ หลายๆคนเคยไปใช้บริการและอีกหลายๆคนยังไม่แน่ใจเลยว่าการดีท็อกคืออะไร
ความหมายของการดีท็อกลําไส้

     การดีท็อก หรือ Detoxification เป็นกระบวนการต่างๆที่นำของเสียออกจากร่างกาย คนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการดีท็อกมักเข้าใจว่าหมายถึงการกำจัดของเสียออกจากลำไส้ใหญ่นั่นก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง แต่จริงๆแล้วการดีท๊อกทำได้หลายอย่างและหลายอวัยวะในร่างกาย หากเราทำการดีท็อกอย่างปลอดภัยจะเป็นการฟื้นฟูร่างกายให้สดชื่น อวัยวะต่างๆทำงานได้ไม่ติดขัด และมีสุขภาพดี การดีท็อกร่างกายที่ง่ายที่สุดคือการดีท็อกลำไส้เพราะมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นแล้วผู้ที่ทำดีท็อกจะรู้สึกสบาย

     ประโยชน์ของการดีท็อกลําไส้

          1. เป็นการทำความสะอาดลำไส้ กำจัดสิ่งตกค้าง รวมทั้งสารพิษต่างๆให้ออกจากร่างกายมากกว่าในภาวะปกติ
          2. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ และลำไส้ โดยเฉพาะผู้ที่มีระบบขับถ่ายแปรปรวนให้มีความสมดุลและกลับมาขับถ่ายได้ปกติ
          3. เป็นกระบวนการกระตุ้นการทำงานของระบบต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไต ตับ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
          4. ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณดีไม่หมองคล้ำ นั่นเพราะร่างกายสามารถกำจัดของเสียและสารพิษออกไปทำให้ผิวพรรณสดใสโทษของการดีท็อกลําไส้

     เนื่องจากการดีท็อกลำไส้ชนิดสวนล้างลำไส้ยังเป็นข้อถกเถียงและมีการวิจัยกันน้อย การจะทำการดีท็อกก็ต้องระมัดระวัง เลือกใช้สถานบริการที่เชื่อถือได้ ระมัดระวังโทษที่ตามมาคือ

          1. การดีท็อกลำไส้โดยการสวนล้างลำไส้ถ้าทำบ่อยๆจะทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน ลำไส้อาจลดการเคลื่อนไหว บีบตัว ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น โดยพบว่าผู้ที่มีอาการท้องผูกมากๆนิยมไปรับบริการสวนล้างลำไส้ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการขับถ่าย

          2. การติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หากว่าบริเวณที่ดีท็อกลำไส้มีแผลและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดีท็อกไม่สะอาดพอจะทำให้เราติดเชื้อได้ซึ่งอันตรายมาก การเข้ารับการดีท็อกลำไส้จึงต้องเลือกสถานบริการที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย

          3. มีความเสี่ยงที่ผนังลำไส้จะทะลุได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาลำไส้หรือเคยผ่าตัดต่างๆ ซึ่งหากผนังลำไส้ทะลุจะเป็นอันตรายมากและต้องใช้เวลาในการรักษายาวนาน

     สูตรการดีท็อกลําไส้

     เนื่องจากการดีท็อกลำไส้ยังมีข้อถกเถียงกันเรื่องความปลอดภัยและความจำเป็นในการทำ หากต้องการที่จะทำดีท็อกลำไส้แล้วให้เลือกสถานบริการที่เชื่อถือได้และปลอดภัย ไม่ควรทำเองเพราะเสี่ยงกับการติดเชื้อและลำไส้ทะลุ จึงขออธิบายวิธีการทำอย่างคร่าวๆ คือ

          1. การดีท็อกลำไส้ด้วยน้ำ โดยน้ำที่ใช้เป็นน้ำอุ่นและใช้ปริมาณค่อนข้างมาก วิธีการทำโดยการ
ค่อยๆปล่อยน้ำเข้าสู่ทวารหนักและลำไส้เพื่อให้สวนล้างสิ่งตกค้างและสารพิษออกมา หลังทำผู้ที่เข้ารับการดีท็อกจะรู้สึกสบาย เบาท้องเพราะไม่เหลือกากอาหารตกค้างแต่วิธีการนี้ใช้เวลานาน ขณะทำการสวนล้างผู้ทำอาจมีอาการปวดหน่วง หรือปวดเบ่งเล็กน้อยตลอดเวลา และไม่ควรทำในผู้ที่ผ่านการผ่าตัดกระเพาะและลำไส้เพราะเสี่ยงที่ผนังลำไส้จะทะลุได้

          2. การดีท็อกลำไส้ด้วยกาแฟ วิธีนี้ใช้กาแฟสำหรับการดีท็อก โดยเชื่อกันว่ากาแฟมีความสามารถในการดูดสารพิษมากกว่าน้ำ แต่ผู้ที่ทำการดีท็อกด้วยกาแฟต้องดื่มน้ำหลังทำการดีท็อกเพิ่มเพราะกาแฟจะดูดน้ำออกจากลำไส้และร่างกายมาก วิธีการนี้ห้ามทำให้ผู้ที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ เพราะเป็นการกระตุ้นให้อาการของโรคเพิ่มขึ้น
วิธีการดังกล่าวข้างต้นต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แต่หากเราไม่อยากสวนล้างลำไส้เพราะต้องใช้เวลา หรือต้องหาสถานบริการที่ปลอดภัย และไม่พร้อมยอมรับความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เราควรเลือกใช้การดีท็อกลำไส้ด้วยอาหารซึ่งมีขั้นตอนในการทำง่าย และปลอดภัย

     วิธีดีท็อกลำไส้ด้วยอาหาร

มะนาว

มะนาว

          1.สูตรมะนาว น้ำอุ่น วิธีการคือตอนเช้าหลังตื่นนอนให้บีบมะนาวครึ่งลูกผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มทุกเช้าหลังตื่นนอน ใช้เวลาในการดีท็อก 7-10 วัน และระหว่างการดีท็อกให้งดแป้งและเนื้อสัตว์ ให้รับประทานอาหารที่มีกากใย คือ ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่อุดมด้วยเยื่อเมือก (Mucilage) เช่น แก้วมังกร มะละกอกล้วยน้ำว้า เสาวรส ผักบุ้ง แตงกวา

เม็ดแมงลัก

เม็ดแมงลัก

          2. สูตรเม็ดแมงลัก ให้ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนช้า ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว ตั้งทิ้งไว้ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมงดูให้พองตัวเต็มที่ นำมาดื่มแทนอาหารมื้อเย็น หรือก่อนนอน เยื่อเมือก (Mucilage) ของเม็ดแมงลักจะช่วยทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร ช่วยดูดซับไขมัน สารพิษออกจากลำไส้ สูตรนี้สามารถทำได้ 7 วัน อาจทำคู่กับสูตรมะนาวก็จะยิ่งเห็นผลมากขึ้น แต่ต้องรับประทานผลไม้ให้มากเพราะร่างกายอาจขาดวิตามินได้

โยเกิร์ต น้ำผึ้งและมะนาว

โยเกิร์ต น้ำผึ้งและมะนาว

          3. สูตรโยเกิร์ต น้ำผึ้ง มะนาว วิธีการโดยนำโยเกิร์ตครึ่งถ้วย ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมะนาวครึ่งลูก รับประทานตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือช่วงบ่ายเป็นของว่าง หากรู้สึกรับประทานยากอาจผสมนมถั่วเหลืองหรือนมวัวชนิดหวานน้อย

กล้วยน้ำว้าและนมสด

กล้วยน้ำว้าและนมสด

          4. สูตรนมสด กล้วยน้ำว้า โดยการใช้นมสด 500 มิลลิลิตร ปั่นกับกล้วยน้ำว้า 2 ลูก รับประทานในตอนเช้า หากเป็นผู้ไม่รับประทานนมวัวอาจเปลี่ยนเป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ หากเป็นเวลาเช้าที่เร่งรีบอาจรับประทานกล้วยน้ำว้าสุก 2 ลูก ตามด้วยนมก็ช่วยให้อิ่มแทนมื้อเช้าได้ สูตรนี้จะปรับสมดุลการขับถ่ายใน 3 วันอีกทั้งร่างกายยังไม่ขาดวิตามิน (Vitamin) และแร่ธาตุ (Mineral) เพราะในกล้วยน้ำว้าได้ชื่อว่ามีวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน หากจะให้ได้ผลดีควรงดแป้งและเนื้อสัตว์ 7 วันระหว่างรับประทานสูตรนี้เช่นกัน

น้ำดื่ม

น้ำดื่ม

          5. น้ำกับการดีท็อก แม้น้ำอาจไม่ใช่การดีท็อกสารพิษออกจากร่างกายโดยตรง แต่กระบวนการดีท็อกก็ขาดน้ำไม่ได้ เพราะน้ำเป็นตัวพาและนำของเสีย หรือสารพิษออกจากร่างกาย ในแต่ละวันหากไม่มีปัญหาโรคหัวใจ หรือโรคไต เราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว คือเมื่อตื่นนอนตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง 1 แก้ว เพื่อเป็นการกระตุ้นกระเพาะและลำไส้ และก่อนมื้ออาหารทุกมื้ออีก 1 แก้ว วิธีการง่ายๆในการกำจัดสารพิษที่เรามักมองข้ามก็คือการดื่มน้ำนั่นเอง

ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย

     6. การออกกำลังกาย สารพิษถูกขับออกจากร่างกายได้อีกทางก็คือเหงื่อ การออกกำลังกายครั้งละ30 นาทีจะมีเหงื่อที่เป็นตัวพาสารพิษออกมาทางหนึ่งช่วยให้ร่างกายสะสมสารพิษน้อยลง อีกทั้งการออกกำลังกายยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ เมื่อเทียบระหว่างคนที่ออกกำลังกายกับคนที่นั่งอยู่เฉยๆกระบวนการบีบตัวของลำไส้ของคนที่ออกกำลังกายจะมีประสิทธิภาพมากกว่า กรมอนามัยแนะนำให้เราออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่หากเราจะออกกำลังกายเพื่อการดีท็อกลองปรับมาเป็นการออกกำลังกายทุกวันจะรู้สึกถึงความสดชื่นมาก

     การรักและดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ดีเพราะร่างกายเรามีร่างกายเดียวเมื่อเสื่อมหรือเสียก็ไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ หรือหากซ่อมแซมได้ก็อาจทำงานไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม แต่การรักษาและดูแลร่างกายก็ต้องอยู่ภายใต้คำว่าปลอดภัยไว้ก่อนมาเป็นอันดับหนึ่ง การดีท็อกร่างกาย หรือการดีท็อกลำไส้ก็เช่นกันควรเลือกวิธีการที่ไม่สร้างความเสี่ยงให้กับตัวเอง เลือกวิธีการที่เป็นประโยชน์มากที่สุด การรักตัวเอง ดูแลสุขภาพตัวเอง อย่าลืมเรื่องความปลอดภัยกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น