3 วิธีรักษาโรคแผลกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กด้วยสมุนไพร

โรคแผลกระเพาะอาหาร

โรคแผลกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก

อาการของโรคแผลกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก เริ่มจากแผลที่กระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง และอาจมีเลือดออกในกระเพาะ โดยสังเกตได้จากอุจจาระที่มีสีคล้ำ อาการปวดจะเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร 30-60 นาที และจะปวดอยู่นาน 60-90 นาที หรืออาจจะมีอาการปวดในขณะที่รับประทานอาหาร เนื่องจากอาหารที่รับประทานเข้าไปทำให้เกิดการพองตัวบริเวณที่มีแผลและมีการหลั่งกรดออกมา ทำให้ผู้ป่วยหยุดรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวลดลง ความต้านทานโรคลดลง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะผอมมาก ส่วนแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นส่วนใหญ่จะปวดบริเวณกลางท้อง ค่อนไปทางกระเพาะอาหาร มักจะปวดเป็นพักๆ ร้าวไปรอบเอว อาการปวดท้องจะเกิดขึ้นภายหลังรับประทานอาหาร 2-3 ชั่วโมง หรือขณะท้องว่าง

สาเหตุของโรคแผลกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก สาเหตุของแผลที่กระเพาะอาหารเกิดจากความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารเสื่อมลง โดยอาจมีสาเหตุมาจากยา เช่น แอสไพริน อินโดเมธาซิน หรือเกิดจากน้ำดีไหลย้อนจากลำไส้เล็กขึ้นมาที่กระเพาะอาหารก็ได้ นอกจากนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น โรคปอด โรคไต หรือโรคมะเร็ง ส่วนสาเหตุของแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดจากการหลั่งกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุผิวของลำไส้เล็กส่วนต้น เกิดเป็นแผลขึ้นมา โรคนี้พบมากในคนที่เคร่งเครียดกับการงาน รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา วิตกกังวล และคิดมาก เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคไขข้ออักเสบ ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง โรคปอดเรื้อรัง และโรคตับอักเสบเรื้อรัง อาจส่งผลให้เป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นได้อีกด้วย

การรักษาเบื้องต้น
     – การให้ยาลดกรดและเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
     – การให้ยาแก้ปวดตามอาการ
     – การรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัดและต้องรับประทานอาหารให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ
     – การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

การรักษาโรคแผลกระเพาะอาหาร-ลำไส้เล็ก ด้วยสมุนไพร

     1. ขมิ้นชัน โดยการนำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นบางๆ โดยไม่ต้องปอกเปลือก จากนั้นตากแดดจัดสักประมาณ 1-2 วัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล เก็บไว้ในขวดสะอาดและมิดชิด รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

     2. กล้วยน้ำว้า นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานให้นำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงกับน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่ม หรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน

     3. ว่านหางจระเข้ ใช้ใบสดที่เพิ่งตัดออกจากต้น นำมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกส่วนที่มีสีเขียวออกให้หมดเหลือแต่วุ้นใส หากมียางสีเหลืองติดที่วุ้นให้ล้างออกก่อน แล้วจึงหั่นวุ้นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณ 3 นิ้ว แล้วล้างให้สะอาดอีกครั้ง รับประทานวันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า เย็น

แสดงความคิดเห็น