12 วิธีรักษาสิวอักเสบที่ได้ผลจริง และปลอดภัย

สิวอักเสบ

     ในสังคมแห่งการแข่งขันเช่นปัจจุบันความมั่นใจเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บุคคลนั้นประสบความสำเร็จไม่ว่าจะมากหรือน้อย ความมั่นใจเป็นจุดเริ่มต้นการใช้ชีวิตในสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมการเรียน การทำงาน หรือที่ไหนก็ตามที่เราต้องพบปะผู้คน จุดเริ่มของความมั่นใจที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ ภาพลักษณ์ภายนอก หากมีใบหน้าที่สดใสเราก็พร้อมที่จะพบปะรู้จักคนใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้ามล่ะ หากเรามีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยสิวคงไม่มีใครอยากไปพบเจอผู้อื่น ยิ่งเป็นสิวอักเสบ แดงช้ำ หรือมีหัวหนองด้วยแล้ว ยิ่งลดทอนความมั่นใจ ทำให้ขาดความสุขในการเข้าสังคม บางคนถึงกับหลบหน้าผู้อื่นทำให้เสียโอกาสในหน้าที่การงาน หรือโอกาสดีๆในชีวิตไปทีเดียว

     ปัญหาสิวบวม แดงเป็นหนอง หรือสิวอักเสบ (Inflammatory acne / Papulopustular acne) เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้หลายคนหนักใจ เพราะรอยแดงช้ำเป็นที่สังเกตได้ง่าย ยิ่งสิวสุกระหว่างวันเห็นหัวหนองชัดเจนยิ่งทำให้ขาดความมั่นใจ ถ้าเป็นผู้ชายสิวอักเสบจะยิ่งเห็นชัด เพราะไม่มีเครื่องสำอางมาปิดบังอำพราง ถ้าเป็นผู้หญิงสิวอักเสบจะทำให้แต่งหน้าไม่เนียนใส ยิ่งแต่งยิ่งพอกหน้าหนายิ่งทำให้สิวเห่อและอักเสบมากกว่าเดิม ดีไม่ดีสิวอักเสบกลายเป็นสิวหัวหนอง สิวแตกต่อหน้าคนอื่นยิ่งแย่กันไปใหญ่ ทางที่ดีเรามาหาทางป้องกันสิวอักเสบก่อนสิวอักเสบจะทำร้ายเรากันดีกว่า

แล้วสิวอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร?

     ตอบแบบกำปั้นทุบดินสิวอักเสบก็มาจากสิวนั่นแหล่ะ แล้วเกิดการอักเสบติดเชื้อเสริมเข้าไปทำให้สิวเม็ดเล็กๆ ธรรมดา บวม แดง อักเสบ กดเจ็บ และระยะท้ายๆเป็นหนอง พร้อมจะระเบิดระบายหนองออกมาจากหัวสิวให้เรากลายเป็นจุดสนใจจากคนอื่น ทั้งที่ไม่ต้องการเสียอย่างนั้น ซึ่งสาเหตุการเกิดสิวอักเสบหลักๆ มี 2 สาเหตุ

     1. สาเหตุสำคัญเกิดจากมือเรานี่แหล่ะ พอเห็นสิวนูนๆบนใบหน้าแล้วเกิดอาการคันไม้คันมือ ขอบีบ แคะ แกะหน่อย ไม่ว่าจะเป็นสิวแบบไม่มีหัวสิว หรือสิวแบบมีหัวสิว เช่น พวกสิวเสี้ยนทำให้หัวสิวแตกเกิดการรั่วของคอมีโดน (Comedone) ทำให้เกิดการอักเสบและมีการติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococci/ Streptococci ร่วมเข้าไปด้วย

     2. เกิดจากเชื้อประจำถิ่น Propionibacterium acnes (P. Acnes) แบคทีเรียกลุ่มนี้กินไขมันเป็นอาหาร ปกติอาศัยอยู่บนผิวหนังโดยไม่ก่อโรค เพราะมีแบคทีเรียตัวอื่นควบคุมอยู่ ถ้ามีการอุดตันของไขมันเชื้อนี้จะเจริญเติบโตได้ดีทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง จากขั้นตอนการสร้างเอ็นไซม์มาเปลี่ยนไขมันให้เป็นกรดไขมันอิสระ (Free fatty acid : FFA) สารตัวนี้ก่อความระคายเคือง เราจึงรู้สึกเจ็บเวลาที่เป็นสิวอักเสบแล้วไปสัมผัสถูกสิว

     นอกจากนี้สิวอักเสบยังแบ่งออกเป็น 5 ประเภท เพราะความรุนแรงและการรักษาอาจแตกต่างกัน

     1. สิวชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นการอักเสบส่วนบนของผิวหนัง
     2. สิวหนอง (Pustule) มีทั้งบนผิวหนังชั้นตื้น และลึกลงมา ถ้าเป็นสิวหนองบริเวณชั้นตื้นจะรักษาให้หายได้เร็วกว่าชนิดตุ่มนูนแดง (Papule)
     3. สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) เป็นการอักเสบชนิดที่อยู่ลึกลงไปเป็นก้อนบวม ใช้เวลาในการหายค่อนข้างนานและทำให้เกิดแผลเป็น
     4. สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง (Cyst) หรือที่เรียกว่าสิวหัวช้าง สิวชนิดนี้ก่อรอยแผลเป็น
     5. สิวเสี้ยน (Trichostasis spinulosa) คือ กลุ่มของขนอ่อน (Vellus hair) ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน อาจพบเส้นเดียว หรือหลายเส้นบริเวณจมูก คาง หลัง บางตำราของแพทย์โรคผิวหนังจัดสิวประเภทนี้อยู่ในกลุ่มสิวอุดตันเช่นกัน

     ไม่ใช่ว่าสิวอักเสบจะป้องกันไม่ได้เลย เรามาดูวิธีป้องกันสิวอักเสบเบื้องต้นกัน

     1. การล้างหน้าให้สะอาด การล้างหน้าให้สะอาดไม่ใช่การล้างหน้าบ่อยๆ แต่หมายถึง การทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกคั่งค้างออกให้มากที่สุด การล้างหน้าให้สะอาดก่อนนอนเพื่อเอาสิ่งอุดตันออกให้หมดเป็นการปล่อยให้ผิวได้หายใจ และมีช่องทางในการขับของเสียและน้ำมันออกจากรูขุมขนเพื่อป้องกันผิวอุดตันเกิดเป็นสิว

     2. ในกรณีผิวมันควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม Olive oil, Lanolin มาใช้กับผิวหน้า เพราะส่วนผสมที่มีน้ำมันจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน

     3. ควรเลือกใช้เครื่องสำอางที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (Water-based) และเป็นชนิดไม่ก่อสิว (Non-comedogence) เพราะผิวหน้าต้องการความชุ่มชื้นจากน้ำมากกว่าน้ำมันเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ส่วนเครื่องสำอางชนิดไม่ก่อสิวจะเป็นประเภท Oil free หรือมีส่วนประกอบของน้ำมันน้อย

     4. หากเป็นสิวอุดตันไม่ควรแกะ หรือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะมือที่สัมผัสใบหน้าอาจนำเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) มาสู่ผิวหน้า และถ้ายิ่งผิวหน้ามีสิวอยู่ก่อนยิ่งส่งเสริมให้เชื้อเข้าสู่หัวสิวพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้

     5. ฝึกผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะความเครียดเป็นตัวทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งจะยิ่งทำให้สิวเพิ่มขึ้น อีกทั้งความเครียดยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายติดเชื้อง่าย รวมทั้งบริเวณใบหน้าสิวก็ติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่ายเช่นกัน

     6. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับเป็นการส่งเสริมให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนตามปกติ ถึงแม้ไม่มีวิจัยว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เกิดสิว แต่การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ฮอร์โมนแปรปรวนแน่นอน ฮอร์โมนนี่แหล่ะเป็นต้นเหตุของการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมัน ถ้าฮอร์โมนกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปจะทำให้เกิดสิวอุดตันได้

     7. ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติ เพราะร่างกายจำเป็นต้องขับของเสียออกจากระบบขับถ่าย มีรายงานบอกว่าผู้ที่มีคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในกระแสเลือดสูงจะส่งผลต่อฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างและขับน้ำมันในชั้นผิว

     ถึงแม้เราจะดูแลผิวหน้าเป็นอย่างดี แต่บ่อยครั้งเมื่อเกิดสิวขึ้นมาก็กลายเป็นสิวอักเสบได้โดยง่าย เมื่อเกิดสิวอักเสบ เราก็ต้องดูแลรักษาเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น หรือดูแลให้เกิดรอยแผลเป็นน้อยที่สุดหัวใจหลักของการรักษาสิวอักเสบ คือ เอาหัวหนองออกให้หมด หลังจากนั้นจะดูแลรักษาด้วยวิธีการทายา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะ การรักษาสิวอักเสบแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

     1. สิวเป็นไต แดงแข็ง สัมผัสหรือกดเจ็บแต่ไม่มีหัวหนอง สิวชนิดนี้จะเป็นอยู่นาน รักษาหายช้า แต่ก่อความรำคาญมาก เพราะเวลาสัมผัสหรือล้างหน้าจะเจ็บมาก และบริเวณที่เป็นสิวยังมีรอยนูนแดงเห็นชัด วิธีการรักษา คือ แต้มยาทาสิวหรือสมุนไพรทาสิว เพื่อลดการอักเสบ ระยะนี้ถ้าการใช้ครีมแต้มได้ผลสิวจะค่อยๆ ยุบไปโดยไม่มีหัวหนองแต่อาจใช้เวลานานพอสมควร

     2. ระยะมีหัวหนองแต่สิวยังไม่สุก วิธีการรักษา คือ กระตุ้นให้สิวสุกโดยเร็ว เพราะสิวที่มีหัวหนองต้องเอาหนองออกมาให้หมด แต่เวลาที่ควรเอาหนองออกเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น คือ ช่วงเวลาที่สิวสุก วิธีการที่ดีเพื่อกระตุ้นเม็ดสิวให้สุก คือ การออกกำลังกายให้ร่างกายเกิดความร้อน เร่งให้สิวสุกเป็นหนองเร็วขึ้น พอสิวสุกแล้วกดออกให้หมด ใช้ครีมทาสิวแต้มบ่อยๆ หลังจากนั้นบริเวณสิวหนองเดิมจะตกสะเก็ดให้แต้มด้วยครีมลดรอยต่างๆ การกดสิวต้องทำในช่วงที่สิวสุกเท่านั้น เพราะไม่เช่นนั้นจะเจ็บมากและจะเป็นสิวหัวหนองซ้ำๆ ที่บริเวณเดิม

     3. สิวสุก ระยะนี้ให้เจาะเอาหัวหนองออกให้หมด สิวจะหายได้เองโดยไม่ติดเชื้อ อาจทาครีมแต้มสิว หรือครีมลดรอยเพื่อป้องกันรอยแผลเป็น

     วิธีการดูแลหรือรักษาสิวอักเสบมีหลายวิธีแตกต่างกัน แต่ประสิทธิภาพในการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย วันนี้มานำเสนอสูตรการดูแลและรักษาสิวอักเสบให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละบุคคล

1. สูตรมะเขือเทศ-มะนาว ให้ใช้มะเขือเทศ 1 ลูกใหญ่สับหรือปั่นให้ละเอียด บีบน้ำมะนาวลงไปประมาณ 1 ช้อนชา เอามาพอกหน้าประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้อาจใช้มะเขือเทศอย่างเดียวก็ได้เช่นกันและสามารถทำได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยมะเขือเทศ และมะนาว

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยมะเขือเทศ และมะนาว

     ในมะเขือเทศมีสาร Licopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของสิวอักเสบ อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะแก่การเติบโตของแบคทีเรีย เช่นเดียวกับน้ำมะนาวที่อุดมไปด้วย AHA (Alpha Hydroxy Acids) หรือกรดผลไม้ที่ช่วยให้สิวอักเสบอ่อนตัว เปิดหัวหนองเอาหัวสิวออกมาได้ง่าย และเมื่อขจัดหัวสิวออกก็ช่วยสมานแผลให้สิวลดการอักเสบ ยุบตัวได้เร็ว

2. สูตรเปลือกมังคุดลดสิวอักเสบ วิธีนี้ใช้เปลือกมังคุดคั้นเอาแต่น้ำสีม่วง ส่วนจะใช้กี่ผลขึ้นอยู่กับปริมาณที่ต้องการ เมื่อได้น้ำมังคุดสีม่วงเอามาผสมกับดินสอพองให้เหนียวใช้แต้มบริเวณสิวอักเสบ หรืออีกวิธีเอาเปลือกมังคุดมาตำหรือปั่นใส่น้ำอุ่นลงไปเล็กน้อยคั้นเอาน้ำสีม่วงใช้ป้ายสิวอักเสบโดยตรงเลยสูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันในช่วงมีสิวอักเสบ และค่อยๆลดลงเหลือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยเปลือกมังคุด

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยเปลือกมังคุด

     ในเปลือกมังคุดมีสารที่เรียกว่า GM-1 ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย สารแซนโทน (Xanthone) ช่วยต้านการอักเสบ และสารเทนนิน (Tannin) ที่ช่วยสมานผิวให้เร็วขึ้น

3. สูตรมะละกอ โดยใช้มะละกอสุก ผสมกับข้าวโอ๊ตบดผสมน้ำผึ้ง นำมาผสมให้เข้ากันพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยมะละกอ และข้าวโอ๊ต

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยมะละกอ และข้าวโอ๊ต

     ในมะละกอมีเอนไซม์ชื่อปาเปน (Enzyme Papain) และไคโมปาเปน (Chymopapain) มีคุณสมบัติลดการอักเสบ จึงลดการเกิดสิวอักเสบได้

4. สูตรปูนแดง ขมิ้นชัน ส่วนผสม ปูนแดง ½ ช้อนชา ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมรวมกันคนให้เป็นเนื้อเดียวนำปูนแดงขมิ้นชันมาป้ายหัวสิว เช้า – เย็น ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยปูนแดง และขมิ้นชัน

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยปูนแดง และขมิ้นชัน

     ในขมิ้นชันมีสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (Curcumnoids) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ ส่วนปูนแดงออกฤทธิ์ในการบีบรัดแผลให้สมานเร็ว

5. สูตรว่านหางจระเข้ ใช้ว่านหางจระเข้อายุ 1 ปี ขึ้นไป ใช้ใบล่าง นำว่านหางจระเข้แช่น้ำ 10-15 นาที เพื่อให้ยางสีเหลืองออก หลังจากนั้นปอกเปลือกเหลือไว้แต่วุ้นใส นำไปล้างยางเหลืองออกให้หมดอีกครั้งจากนั้นนำวุ้นใสหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาทาสิวอักเสบวันละ 1-2 ครั้ง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยว่านหางจระเข้

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยว่านหางจระเข้

     ในว่านหางจระเข้มีสารคาร์บอกซีเพบทิเดส (Carboxypeptidase) สารชนิดนี้มีสรรพคุณลดอาการบวม ปวด ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีสารอะล็อกทิน เอ (Aloctin A) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลใหม่

6. สูตรกระเทียม สูตรแรก นำกระเทียมกลีบใหญ่ 2-3 กลีบ บดหรือทุบคั้นเอาแต่น้ำกรองเอากากออก นำน้ำกระทียมที่ได้มาทาบริเวณสิวอักเสบ และบริเวณรอบๆที่เป็นสิว ทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก ห้ามทิ้งไว้นาน เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังไหม้ สามารถทาน้ำกระเทียมคั้นได้ทุกวันจนกว่าสิวจะยุบ

     สูตรที่ 2 กระเทียมและน้ำส้มสายชู นำกระเทียมคั้นน้ำปริมาณเท่าสูตรที่ 1 ผสมน้ำส้มสายชูปริมาณเท่ากัน นำสำลีชุบและทาบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ 5 นาที และล้างออกเช่นกัน

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยกระเทียม

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยกระเทียม

     กระเทียมมีสารอัลลิอิน (Alliin) มีการวิจัยที่สำนักเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยสุรนารี ว่าสารตัวนี้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยต้านการอักเสบ อีกทั้งในกระเทียมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ

7. สูตรหอมแดงรักษาสิว ใช้หอมแดง 1 ผล คั้นเอาแต่น้ำ หรือจะฝานเป็นแว่นบางๆ นำมาทาบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก สามารถทาได้ทุกวันจนกว่าสิวจะยุบ แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นของหอมแดงอาจนำน้ำคั้นหอมแดง หรือหอมแดงที่ฝานไว้เข้าแช่เย็นเพื่อลดกลิ่น สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันในช่วงสิวอักเสบ

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยหอมแดง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยหอมแดง

     หอมแดงมีสารอัลลิอิน (Alliin) ที่เมื่อถูกทำให้แตกจะเปลี่ยนเป็นสารอัลลิซิน (Allicin) และ ไดอัลลินไดซันไฟต์ (Diallyl disulfide) สารเหล่านี้มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

8. สูตรตำลึง แทบไม่น่าเชื่อว่าตำลึงสามารถลดสิวอักเสบได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีการวิจัยของแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า ตำลึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้สูงกว่ามะระขี้นก วิธีใช้คือนำตำลึงมาหนึ่งกำมือ ตำและคั้นเอาแต่น้ำสีเขียว ใช้สำลีชุบแปะไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยตำลึง

วัตถุดิบของสูตรการรักษาสิวอักเสบด้วยตำลึง

     ตำลึงประกอบด้วยวิตามินเอ (Retinol) และเบต้าแคโรทีน (Beta carotene) แน่นอนว่าวิตามินเอ ช่วยลดเลือนรอยดำช้ำ และเบต้าแคโรทีนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในเซลล์ผิว

9. รักษาสิวอักเสบด้วยครีมแต้มสิว ครีมแต้มสิวอักเสบจัดเป็นเวชสำอางควรซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรแนะนำเพราะบางตัวมีอาการข้างเคียงที่ต้องดูแลใกล้ชิด ครีมแต้มสิวในช่วงสิวอักเสบแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น

การรักษาสิวอักเสบด้วยครีมแต้มสิว

การรักษาสิวอักเสบด้วยครีมแต้มสิว

     – กลุ่มที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ ดังจะเห็นฉลากกำกับยา เช่น Clindamycin, Metronidazole กลุ่มนี้เหมาะกับสิวหัวหนองที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็น P.Acnes,Staphylococci หรือ Streptococci แต่การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของเภสัชกรเพื่อป้องกันการดื้อยา อีกทั้งในบางคนอาจแพ้ยาเหล่านี้ทำให้ผิวเห่อ แดง และอักเสบจนลอกได้

     – กลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ หรือเรียกว่าครีมในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid) ครีมในกลุ่มนี้นอกจากลดการอักเสบของสิว ยังเป็นครีมที่ช่วยลดการขับน้ำมันส่วนเกิน จึงลดการอุดตันของสิว แต่ข้อเสียของครีมกลุ่มนี้ คือ ทำให้ผิวหนังระคายเคือง แดงเห่อ หรืออาจลอกเป็นขุย

     – กลุ่มที่มาจากสารสกัดธรรมชาติ ในปัจจุบันมีการวิจัยครีมแต้มสิวที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ครีมที่สกัดมาจากเปลือกมังคุด พบว่าให้ผลดีในด้านลดการอักเสบ อีกทั้งครีมกลุ่มนี้ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา และพบอาการแพ้ได้น้อย

10. วิธีการรักษาสิวอักเสบด้วยการฉีดยา ในกรณีต้องการให้สิวอักเสบยุบตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมใบหน้าให้พร้อมกับวันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือแม้แต่วันไปสมัครงานใหม่ ทุกคนต่างอยากให้ผู้อื่นเห็นตัวเองในแบบที่สวยสดใสที่สุด แต่ถ้ามีสิวเจ้ากรรมอักเสบเป็นหนองอยู่บนใบหน้า ตัวเลือกหนึ่งในปัจจุบัน คือ การฉีดยาเข้าไปในบริเวณสิวอักเสบ โดยแพทย์ผิวหนังปัจจุบันจะใช้สเตอรอยด์ (Steroid) ฉีดเข้าไปที่สิวอักเสบ วิธีนี้สิวอาจยุบเร็วภายในหนึ่งวันเลยทีเดียว

การรักษาสิวอักเสบด้วยการฉีดยา

การรักษาสิวอักเสบด้วยการฉีดยา

     ข้อดีของการใช้ยาฉีดสิวอักเสบ แน่นอนว่าสิวยุบตัวได้เร็ว ป้องกันการเกิดหลุมสิว เพราะไม่ต้องรอให้สิวสุกแล้วแกะเอาหนองออก สิวที่ได้รับการฉีดสเตอรอยด์จะยุบตัวลงได้เอง

     ข้อเสียของการใช้ยาฉีดสิวอักเสบ แน่นอนว่าการฉีดสเตอรอยด์เข้าที่สิวอักเสบหัวสิวยุบตัวก็จริง แต่ไม่ทำให้สิวหายขาด เพราะไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ สเตอรอยด์ช่วยลดการอักเสบแต่ไม่ช่วยในเรื่องการฆ่าเชื้อ สิวจึงมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ อีกทั้งสิวอาจเกิดขึ้นที่บริเวณเดิมซ้ำๆ เพราะหัวสิวยังฝังลึกอยู่บริเวณนั้นเกิดเป็นไตแข็งๆ ขึ้น หากเครื่องมือที่ใช้ไม่สะอาดพออาจยิ่งทำให้เกิดการอักเสบลุกลามกว่าเดิม และที่สำคัญการใช้ยาฉีดชนิดนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะการฉีดยาที่ไม่ได้ปริมาณอาจไม่ทำให้สิวยุบทันใจ หรือถ้าฉีดยาในปริมาณมากเกินไปจะทำให้ผิวบริเวณนั้นยุบลงไปด้วย กลายเป็นเกิดหลุมบนใบหน้าแทน

11. วิธีการรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยาชนิดรับประทาน นอกจากการรักษาสิวอักเสบแบบครีมทาภายนอก หรือการฉีดเพื่อให้สิวอักเสบยุบแล้ว ยังมีการใช้ยารับประทานเพื่อลดการอักเสบของผิว โดยยาที่ใช้รับประทานต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะมีผลข้างเคียง

การรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยาชนิดรับประทาน

การรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยาชนิดรับประทาน

     11.1 ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ที่เรียกว่า Isotretinoin ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ที่ใช้ทา คือ จะออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำมันจากต่อมไขมัน ยับยั้งการเจริญเติบโตของ P.acnes เป็นยาที่ขับออกทางตับ ถ้าใช้โดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์อาจทำให้เกิดตับอักเสบ ซึ่งอาจจะเป็นตับอักเสบแบบเฉียบพลันและทุเลาไปได้เอง หรือถ้ารุนแรงจะกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้ยังพบว่ายาตัวนี้ส่งเสริมให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง เลือดออกง่ายจึงห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ อาการข้างเคียงอื่นที่พบ คือ มีภาวะซึมเศร้า ปากแห้ง ตาแห้ง ระหว่างการรับประทานยาตัวนี้ แพทย์จะแนะนำให้งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิดที่อาจมีผลส่งเสริมให้เกิดภาวะตับอักเสบ เมื่อแพทย์ให้ใช้ยารักษาสิวอักเสบในกลุ่มนี้ควรแจ้งยาที่เรารับประทานเป็นประจำเพื่อให้แพทย์พิจารณา

     11.2 กลุ่มยาปฏิชีวนะ ยาในกลุ่มนี้ เช่น Doxycycline, Clindamycin, Tetracycline หรือ Amoxicillin ยาเหล่านี้ต่างช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.acnes หรือแบคทีเรียตัวอื่น และแน่นอนว่ายาปฏิชีวนะเหล่านี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน เพราะขนาดที่ใช้ หรือปริมาณยาต้องให้แพทย์เป็นผู้คำนวณ เพราะยาเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกนำมาทำลายที่ตับ ส่งผลให้เกิดตับอักเสบได้เช่นกัน และเพราะเป็นยาที่มีไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อในบางคนอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และยาบางตัวอาจทำลายไขกระดูกได้จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

12. การใช้เลเซอร์ (Laser) มีการวิจัยพบว่าแบคทีเรีย P.acnes มีการสังเคราะห์เม็ดสีที่เรียกว่า พอร์ไฟลิน (Porphyrins) ซึ่งการใช้แสงยิงเข้าไปที่พอร์ไฟลินจะทำให้แบคทีเรียตาย เมื่อแบคทีเรียลดจำนวนลง การอักเสบก็ลดตามไปด้วย แต่เทคโนโลยีชนิดนี้ยังมีราคาค่อนข้างสูง

     ถึงแม้เราจะทราบถึงสาเหตุ และวิธีการดูแลและรักษาสิวอักเสบมานาน แต่ยังไม่มีวิธีใดที่ให้ผลการรักษาได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับลักษณะผิว ฮอร์โมน และความไวของบุคคลต่อการรักษา การดูแลพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า ไม่ว่าการรักษาความสะอาด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การดูแลเรื่องการขับถ่าย และการพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อมีปัญหาสิวขึ้นมาไม่ควรไปซื้อยาที่มีผลข้างเคียงมารับประทานเอง หากมีความจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดกับปัญหาสิวมากเกิน เพียงเท่านี้เราก็จะลดสิวจากความเครียดลงได้แม้ไม่ทั้งหมด……ก็เพราะสิวไม่ได้อยู่กับเราทุกวันไปตลอดชีวิตนี่นา

แสดงความคิดเห็น