11 วิธีรักษาฝ้าที่ได้ผลจริง และปลอดภัย

     ปัญหาผิวที่ผู้หญิงทุกคนไม่อยากพบเจอเลยนั่นคือ ปัญหาฝ้า (Melasma) บนใบหน้า เพราะเป็นปัญหาผิวหนังที่รักษายากและทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า ไม่ว่าเราจะพอกเครื่องสำอางหนาขนาดไหนก็ไม่อาจปกปิดรอยฝ้านั้นได้ ยิ่งถ้าเมื่อไหร่ปล่อยให้หน้าสดไม่พอกเครื่องสำอางยิ่งทำให้เจ้าตัวกลุ้มใจหนัก ขาดความมั่นใจ เพราะเจ้ารอยสีน้ำตาลไหม้โชว์หราอยู่บนหน้าเรา

     ฝ้ามักเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคน ลักษณะเป็นรอยสีคล้ำหรือน้ำตาล มักปรากฏบริเวณแก้ม โหนกแก้มหน้าผาก จมูก สาเหตุไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไรแต่ส่วนใหญ่ คือ

     1. กรรมพันธุ์ โดยพบว่าผู้ที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นฝ้าจะมีโอกาสเป็นฝ้าสูงกว่าคนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติเรื่องนี้
     2. ฮอร์โมน (Hormone) พบว่าฮอร์โมนเพศหญิงทั้งเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เป็นตัวกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) จึงพบว่าในหญิงตั้งครรภ์จะเกิดฝ้าได้มากขึ้น และจากเหตุผลเดียวกันผู้หญิงจึงเกิดฝ้าได้มากกว่าผู้ชาย
     3. การใช้ยา เช่น ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนสูงก็ทำให้เกิดฝ้าจากเหตุผลของฮอร์โมนเช่นกัน นอกจากนี้ยังพบในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และยังพบได้ในผู้ใช้ยากันชักบางตัว คือ ไดฟีนิลไฮแดนโตอิน (Diphenylhydantoin) หรือมีแซนโตอิน (Mesantoin) มีรายงานพบยาบางตัวอาจทำให้เกิดฝ้าได้ เช่น ยาต้านการอักเสบกลุ่ม Tetracycline ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Sulfonamides
     4. การแพ้เครื่องสำอาง จะทำให้ผิวหนังบริเวณที่แพ้คล้ำดำและเกิดเป็นฝ้าตามมาโดยมีแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น การแพ้เครื่องสำอางอาจแพ้สารปรุงกลิ่น หรือสีที่ผสมลงไปในเครื่องสำอางนั้น
     5. รังสียูวี (Ultraviolet : UV) มีการวิจัยพบว่า คลื่นรังสีทั้งยูวีเอ (Ultraviolet A) ยูวีบี (Ultraviolet B) และแสงที่ตามองเห็น (Visible light) เหล่านี้จะเข้าทำลายชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะรังสี UVA ที่มีช่วงคลื่นยาว สามารถเข้าไปทำลายผิวในชั้นลึกหรือชั้นหนังแท้ (Dermis) เมื่อรังสียูวีเข้าไปทำลายที่ชั้นผิวหนังร่างกายจะสร้างเมลานิน ขึ้นมาเพื่อป้องกันรังสียูวีทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นหมองคล้ำ ถ้ามีการสร้างเมลานินมากจะทำให้ผิวบริเวณนั้นคล้ำไม่สม่ำเสมอเกิดเป็นกระ หรือฝ้าได้ในที่สุด
     6. การขาดสารอาหารทำให้เกิดฝ้าได้ เช่น ร่างกายขาดกรดโฟลิก (Folic) วิตามิน เอ ซี และบี 12 (Vitamin A C B12) อาหารที่มีสารเหล่านี้ได้แก่ บร็อคโคลี กล้วยน้ำว้า ไข่ไก่ ส่วนวิตามินซี พบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
     7. อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย พบว่าผู้ที่มีอาการไทรอยด์เป็นพิษ โรคตับ มีโอกาสเป็นฝ้าสูงกว่าคนทั่วไป

ฝ้า แบ่งออกเป็น 3 ชนิด

1. ฝ้าแบบตื้น ฝ้าชนิดนี้อยู่ในชั้นผิวหนังกำพร้า มีขอบชัด รักษาให้หายได้
2. ฝ้าแบบลึก ฝ้าชนิดนี้เกิดจากความผิดปกติในชั้นผิวหนังแท้ ฝ้าจะมีสีน้ำตาลผสมเทาเข้ม ขอบเขตไม่ชัด และรักษาหายยาก
3. ฝ้าแบบผสม คือ ฝ้าแบบตื้นและแบบลึก กระจายผสมกันไป

วิธีปฏิบัติตัวป้องกันการเกิดฝ้า

     1. สาเหตุหลักในการเกิดฝ้าที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะแดดในช่วง 10.00 -16.00 น. ควรใช้ครีมทาป้องกันรังสียูวีเป็นประจำ ถ้าต้องไปในที่แสงแดดจัด ควรพกร่มหรือหมวกไปด้วย หากมีสารเคลือบกันรังสียูวีที่ร่มหรือหมวกยิ่งดี แม้กระทั่งวันที่ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนก็ควรทาครีมป้องกันรังสียูวี เพราะเราต้องสัมผัสกับแสงไฟในบ้าน แสงจากจอคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน
     2. หลีกเลี่ยงยาหรือฮอร์โมนที่ทำให้เกิดฝ้า หรือถ้าจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
     3. รับประทานอาหารในกลุ่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยเซลล์ผิวในการป้องกันรังสียูวี เช่น มะเขือเทศ ใบบัวบก มะละกอ ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักตำลึง ผักกาดเขียว
     4. หากไม่ได้เป็นโรคไต ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบ ของร่างกายที่มีปริมาณมากที่สุด เป็นตัวจับกับออกซิเจนไหลเวียนไปทั่วร่างกายและไปเก็บเอาสิ่งสกปรกหรือสารเคมีออกจากเซลล์เพื่อขับออกนอกร่างกาย
     5. ดูแลการขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องผูก เพราะอาการท้องผูกเป็นสาเหตุของความเครียดอีกทั้งสิ่งสกปรกที่คั่งค้างในร่างกายยังก่อปฏิกิริยาเป็นสารพิษ เป็นอนุมูลอิสระในร่างกาย

     เมื่อเริ่มมีรอยคล้ำสีน้ำตาลบริเวณแก้ม โหนกแก้ม จมูก หน้าผาก เราควรรีบหาสมุนไพร ครีม หรือเซรั่มลบเลือนรอยคล้ำมาใช้ แม้จะเห็นรอยหมองคล้ำไม่ชัดก็ควรต้องใช้ หากเราไม่อยากให้รอยคล้ำนั้นชัดขึ้นจนกลายเป็นฝ้า การเลือกใช้สมุนไพร ครีม หรือเซรั่ม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและลักษณะของรอยคล้ำหรือฝ้า ซึ่งก็มีอยู่หลายสูตรให้เลือก

วิธีรักษาฝ้าด้วยสูตรสมุนไพรในครัวนับเป็นวิธีที่ประหยัดเงินในกระเป๋ามากที่สุด ทำได้ประจำ เพราะไม่มีสารเคมีตกค้างที่ผิวให้เราเสี่ยงต่อการแพ้

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า

1. สูตรหัวไชเท้า วิธีการพียงนำหัวไชเท้าดิบมาบดแล้วนำมาพอกบริเวณที่เกิดฝ้าทิ้งไว้ 10-20 นาทีแล้วล้างออก ในช่วงแรกสามารถทำได้วันเว้นวัน เมื่อดูแล้วรอยฝ้าเริ่มจางอาจพอกหัวไชเท้าห่างเป็นอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ในหัวไชเท้ามีจุลินทรีย์ที่ยับยั้งการสร้างเมลานินที่เป็นต้นเหตุของฝ้า

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยใบบัวบก

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยใบบัวบก

2. สูตรใบบัวบก วิธีการนำใบบัวบกมาบดหรือคั้นให้ได้น้ำ ผสมน้ำผึ้งลงไปให้ข้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-20 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หรือนำน้ำใบบัวบกมาเช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ สามารถทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ที่ใบบัวบกช่วยลดรอยฝ้าให้จางลงได้ เพราะในใบบัวบกมีสารไตรเตอพีนอยด์ (Triterpenoids) ที่ส่งเสริมการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวมีความต้านทานกับรังสียูวีได้มากขึ้น แต่ไม่เพิ่มการสร้างเมลานินจึงช่วยลดรอยฝ้าให้จางลงได้

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียก

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียก

3. สูตรมะขามเปียก โดยการนำมะขามเปียกมาคั้นเอาแต่น้ำผสมน้ำผึ้งพอกหน้าครั้งละ 10 นาที ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง อาจเปลี่ยนจากน้ำผึ้งเป็นโยเกิร์ต มะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยผลัดเซลล์ผิว ที่ตายให้หลุดลอก กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ฝ้าจึงจางลง อาจใช้น้ำมะนาวแทนเพราะมีกรดผลไม้อย่างอ่อน (AHA) ช่วยผลัดเซลล์ผิว หรือใช้น้ำสับปะรด ที่มีเอนไซม์ชื่อโบรมีเลน  (Bromelain) เป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีนจึงขจัดเซลล์เก่าผลัดผิวให้ฝ้าจางลง

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยว่านหางจระเข้

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยว่านหางจระเข้

4. สูตรว่านหางจระเข้ นำวุ้นจากว่านหางจระเข้อายุ 1 ปี ที่ล้างเอาเมือกสีเหลืองออก นำวุ้นใสมาบดหรือปั่นพอกบริเวณที่เกิดฝ้าครั้งละ 10 นาที ถ้ามีเวลาอาจพอกเช้า-ก่อนนอน หรือถ้าไม่มีเวลาให้พอกวันละ 1 ครั้ง ทำติดต่อกันจะเริ่มเห็นผลฝ้าจางลงในเดือนแรกหลังใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ในวุ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งรังสียูวีไม่ให้ทำลายผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีกทั้งไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ที่ชื่ออะลอคตินเอ (Aloctin A) จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตาย กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่จึงทำให้ฝ้าจางลง

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยไข่ขาว

วัตถุดิบในสูตรรักษาฝ้าด้วยไข่ขาว

5. สูตรไข่ขาวลอกฝ้า วิธีการ คือ นำเฉพาะไข่ขาวมาพอกบริเวณที่เป็นรอยคล้ำหรือฝ้าทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออก สามารถทำได้ทุกวัน โปรตีนที่ชื่อ อัลบูมิน (Albumin) ในไข่ขาวจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกออกมาและวิตามินเอ (Vitamin A) ในไข่ขาวจะช่วยให้สีผิวบริเวณนั้นจางลงจึงช่วยลดรอยดำลดฝ้าได้

6. กลุ่มครีมรักษาฝ้า แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ

     6.1 ครีมรักษาฝ้าชนิดเร่งการผลัดผิวชั้นหนังกำพร้า ทำให้รอยฝ้าตื้นขึ้นและสีจางไป เหมาะกับการรักษาฝ้าชนิดตื้น ครีมที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกรดผลไม้ AHA (Alpha Hydroxy acid) และกรดวิตามินเอ (Retinoid)

     6.2 ครีมรักษาฝ้าชนิดที่ลดการสร้างเมลานิน โดยกลไกการออกฤทธิ์จะแตกต่างกันออกไป ครีมในกลุ่มนี้ เช่น
          – Kojic acid เป็นกรดที่ได้จากการหมักกลูโคส (Glucose) กับเชื้อรา Aspergillus ซึ่งก็คือ เชื้อราที่เจริญได้ดีในถั่ว สาเก หรือเต้าเจี้ยว สารตัวนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างเมลานิน
          – Arbutin cream ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Hydroquinone-beta-D-glucoside ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างเมลานิน
          – Licorice cream ครีมตัวนี้ได้จากการสกัดมาจากกลุ่มรากชะเอมเทศชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Licorice คือ Glycyrrhiza glabra นอกจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระยังมีสารที่ช่วยให้ผิวใสกระจ่าง
          – ครีมในกลุ่มวิตามินซี (Vitamin C) กลุ่มนี้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี ที่นอกจากจะลดการสร้างเมลานินยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ช่วยป้องกันรังสียูวีเข้าทำลายเซลล์ผิว

     กลุ่มของครีมรักษาฝ้าเป็นเวชสำอางควรซื้อจากร้านที่มีเภสัชกรแนะนำ หากระหว่างทาครีมเหล่านี้มีอาการแสบ แดง เป็นผื่นบริเวณที่ทาให้หยุดใช้และล้างออกทันที หากมีอาการผิวเห่อแดงมากขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์เพราะแม้จะเป็นครีมที่มาจากธรรมชาติแต่เป็นสารที่สกัดมาแล้วจึงมีโอกาสแพ้ได้เช่นกัน

7. วิธีรักษาฝ้าด้วยการทานยารักษาฝ้า
     การใช้ยารับประทานเพื่อรักษาฝ้าควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์โรคผิวหนัง โดยแพทย์จะสั่งยา Transamin โดยยาตัวนี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชื่อไทโรซิเนส (Tyrosinase enzyme) ที่เป็นตัวช่วยสร้างเมลานินจึงส่งผลให้หยุดการสร้างเม็ดสีใหม่และทำให้เม็ดสีเดิมหรือฝ้าจางลง จริงๆ ยา Transamin นำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในร่างกาย เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร เลือดออกตามไรฟันโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อช่วยให้เลือดหยุด แต่ในด้านความงามนำเอาคุณสมบัติรองมาใช้ในการรักษาฝ้า การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพราะยาชนิดนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีลิ่มเลือดอุดตันง่าย อาจทำให้ลิ่มเลือดไปอุดตันสมอง หัวใจ และอาการข้างเคียง คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ

8. วิธีรักษาฝ้าด้วยการทำไอออนโตฟอรีซีส (Iontophoresis)
     เป็นการรักษาโดยใช้เครื่องมือที่มีกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปที่ผิวเป็นตัวช่วยผลักส่งครีมเข้าไปในเซลล์ผิว การทำไอออนโตฟอรีซีสจะช่วยให้ครีมซึมเข้าไปลึกกว่าการทาครีมบำรุงผิวทั่วไป แม้จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องมือที่สามารถผลักดันครีมเข้าผิวได้มากกว่าการทาปกติจริงหรือไม่ แต่ผลการใช้ต้องให้ผู้รักษาด้วยวิธีนี้เป็นผู้พิจารณา โดยมีการศึกษาความพอใจในการใช้ไอออนโตฟอรีซีสผลักครีมวิตามินซีเข้าผิวรักษาฝ้าที่ประเทศเกาหลี พบว่าได้ผลดีในระดับน่าพอใจ ครีมที่ใช้เพื่อลดฝ้าโดยผ่านวิธีไอออนโตฟอรีซีสมีหลายชนิด คือ Kojic acid, Arbutin cream, Licorice cream และ Azelaic โดยตัวหลังเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

9. วิธีรักษาฝ้าด้วยการกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion)
     เป็นการเร่งการผลัดเซลล์ผิวในชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดออกมาเพื่อให้ผิวหนังตื้นและรอยฝ้าจางลง วิธีนี้เหมาะกับฝ้าชนิดตื้น การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ หลังการกรอผิวอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหน้าสูง อาจเกิดรอยแดงบนใบหน้าอยู่ 2-3 วัน และหลังการรักษาต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเด็ดขาด

10. วิธีรักษาฝ้าด้วยการทำ IPL (Intense Pulsed Light)
     IPL เป็นนวัตกรรมการใช้แสงยิงเข้าไปบริเวณผิวหนังที่เกิดเป็นฝ้าให้เกิดความร้อนทำให้โปรตีนของเม็ดสีหรือเมลานินที่เป็นสาเหตุของฝ้าแตกจากกัน ทำให้รอยฝ้าจางลง แต่การทำ IPL เป็นเพียงการช่วยให้ฝ้าจางลงไม่ได้ทำให้หายขาดจึงต้องมีการทำซ้ำทุก 1-2 เดือน และควรหลีกเลี่ยงแสงแดด การทำ IPL อาจทำให้มีรอยแผลตกสะเก็ดเล็กๆ บริเวณที่ยิงแสง แต่รอยแผลจะค่อยๆจางไป

11. วิธีรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์(Laser)
     Laser มีชื่อเต็มว่า Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation คือการใช้คลื่นแสงยิงไปยังเซลล์เป้าหมายโดยตรง เป็นการรักษาฝ้าโดยการยิงเลเซอร์เข้าไปที่ผิวบริเวณที่เป็นฝ้าทำให้เม็ดสีแตกออกจากกัน ทำให้รอยฝ้าจางลง แต่วิธีนี้อาจยิ่งทำให้ผิวบริเวณที่เป็นฝ้ามีรอยคล้ำมากยิ่งขึ้น เพราะกระบวนการแตกของเม็ดสีทำให้เกิดการอักเสบที่ชั้นใต้หนังกำพร้า กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมากินเม็ดสีหรือเมลานินที่แตกจากกัน อาจทำให้เกิดรอยคล้ำมากกว่าเดิม และวิธีนี้ไม่ได้ป้องกันการสร้างเมลานินใหม่ ผู้ที่ยิงเลเซอร์จึงมีโอกาสกลับมาเป็นฝ้าซ้ำได้อีก

     ก่อน พ.ศ.2539 มีสารที่ใช้ผสมในครีมรักษาฝ้าชื่อ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) แต่หลังจากปีนั้นสารตัวนี้ได้ถูกประกาศห้ามผสมในเครื่องสำอางตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอางปี พ.ศ. 2535 เพราะมีการศึกษาพบว่าครีมที่ผสมไฮโดรควิโนนทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทาเป็นด่างขาวและเพิ่มฝ้ามากกว่าเดิม และที่อันตรายไปมากกว่านั้นคือ สารไฮโดรควิโนนถูกศึกษาพบว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

     อย่างไรก็ดี การดูแลก่อนเกิดฝ้าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเมื่อเกิดฝ้าขึ้นแล้วนอกจากจะเสียเงิน เสียเวลาในการรักษา เสียสุขภาพจิตกับรอยดำบนใบหน้าแล้ว การรักษาด้วยวิธีต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ การป้องกันตัวกระตุ้นการเกิดฝ้าจึงจำเป็น นั่นคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดและการทาครีมป้องกันรังสียูวีเป็นประจำ ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆ แต่สามารถป้องกันการเกิดฝ้าได้จริง

แสดงความคิดเห็น