ไขมันที่ดี ต้องไขมันจากโอเมก้า 3

โอเมก้า 3

     ในแต่ละวันร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการดำเนินชีวิต ทั้งอาหารในกลุ่มโปนตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ วิตามิน แต่มีสารอาหารชนิดหนึ่งที่เราทุกคนอยากหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด แต่สารอาหารในกลุ่มนี้ก็เป็นแหล่งพลังงานที่ทรงพลังที่สุดเช่นกัน นั่นคือ อาหารในกลุ่มไขมัน

     ด้วยความเชื่อที่ว่าไขมันเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ส่งผลให้เกิดการสะสมพลังงานในร่างกายและนำไปสู่ความอ้วนในที่สุด ทำให้เราทุกคนหวาดกลัวอาหารในกลุ่มไขมัน แต่อย่างไรเสียร่างกายของคนเรา ก็ยังต้องการไขมันเพื่อใช้ควบคุมกระบวนการต่างๆ ในชีวิต ถึงแม้บางคนจะกลัวพลังงานสะสมมากเกินไปแต่เราก็ต้องรับประทานไขมันอยู่ดี ซึ่งไขมันก็ไม่ได้น่ากลัวไปเสียทั้งหมดยังมีไขมันอีกประเภทที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าโทษ นั่นคือ ไขมันดีซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมตตาบอลิซึ่ม (Metabolism) ในร่างกาย ไขมันดีตัวหนึ่งที่เราต้องพูดถึงนั่นคือโอเมก้า 3 (Omega 3) ซึ่งจัดเป็นสารในกลุ่มไขมันดี

ประโยชน์ของโอเมก้า 3

     1. โอเมก้า 3 เป็นสารสำคัญต่อระบบประสาท ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้เต็มที่ เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ มีการวิจัยกับผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) โดยให้รับประทานโอเมก้า 3 ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าผู้ป่วยเริ่มมีความจำดีขึ้น

     2. ช่วยให้หัวใจทำงานได้ปกติ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยโอเมก้า 3 จะเข้าควบคุมการแลกเปลี่ยนแคลเซียม (Calcium) และโซเดียม (Sodium)โดยเฉพาะที่หัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนประจุที่มีความเกี่ยวข้องกับการเต้นของหัวใจให้ทำงานไปอย่างราบรื่น

     3. กรดไขมันที่จำเป็นจะถูกนำไปสร้างพรอสตาแกรนดิน (Prostaglandin) ซึ่งช่วยควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมการแข็งตัวของเลือด ไม่ให้เลือดหนืดหรือเกิดลิ่มเลือดมากเกินไป

     4. กรดไขมันจำเป็นจากโอเมก้า 3 ช่วยควบคุมระดับไขมันเลว (Triglyceride :TG) และคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มไขมันดี (High density lipoprotein) อีกด้วย

     5. ช่วยลดการอักเสบโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โดยจะไปลดการสร้างสารไซโตไคเนส (Cytokines) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ แต่ในผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคไขข้อรูมาตอยด์ ก่อนรับประทานโอเมก้า 3 ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อน

     6. โอเมก้า 3 ประกอบด้วยกรดไขมันที่มีพันธะแตกต่างกันหลายชนิด ชนิดหนึ่ง คือ DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนาเซลล์สมอง เซลล์ในดวงตา และการเจริญเติบโต มีประโยชน์กับทารกและเด็กในด้านพัฒนาการ ความจำ การใช้ทักษะตามวัย

     7. ป้องกันไขมันอุดตันทั้งจากหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดหัวใจ จากคุณสมบัติในการควบคุมเลือดไม่ให้หนืด หรือเป็นลิ่มมากเกินไป มีการวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานปลาทะเล 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายลงครึ่งหนึ่ง

     8. โอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสายตา ส่งเสริมการมองเห็น ลดความเสื่อมของดวงตา เพราะกรดไขมันดีในโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ในดวงตา

     9. ช่วยให้ผม เล็บ ผิวหนังแข็งแรง อีกทั้งช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม บำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง ลดการเกิดรังแค

     10. ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแห้ง อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของแสงแดดหรือแสงยูวี (Ultraviolet)

     11. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน จากสารที่ช่วยควบคุมกล้ามเนื้อเรียบ ควบคุมการหดตัวของมดลูก จึงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้

ข้อควรระวังในการรับประทานโอเมก้า 3

     1. เนื่องจากโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ผู้ที่เป็นโรคหัวใจที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่รับประทานยาควบคุมความดันเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพราะอาจเป็นการเสริมฤทธิ์กันจนทำให้เกิดอันตรายได้

     2. การรับประทานโอเมก้า3 เกินกว่า 3 กรัม ต่อวัน หรือการรับประทานปลาทะเลมากกว่า 8 ครั้ง ต่อสัปดาห์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตกได้ จึงควรระมัดระวัง รับประทานตามคำแนะนำของฉลากข้างผลิตภัณฑ์โดยเคร่งครัด ไม่รับประทานเกินกว่านั้น

แหล่งอาหารที่มีโอเมก้า 3

ปลาน้ำจืด และปลาทะเล เป็นแหล่งอาหารที่พบโอเมก้า 3 สูง

ปลาน้ำจืด และปลาทะเล เป็นแหล่งอาหารที่พบโอเมก้า 3 สูง

     อาหารที่มีโอเมก้า 3 พบทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล ก่อนนำมารับประทาน ควรทำให้สุกก่อนเพื่อป้องกันการก่อโรคที่ติดมากับเนื้อปลา

     นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์สกัดเสริมอาหารโอเมก้า 3 ให้เลือกรับประทานหลายยี่ห้อ แล้วเราจะมีวิธีการเลือกผลิตภัณฑ์อย่างไรจึงจะเหมาะสม

คำแนะนำในการเลือกผลิตภัณฑ์สกัดเสริมอาหาร

     1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ มีวันที่ผลิตและวันหมดอายุ ตลอดจนสถานที่ตั้งชัดเจน
     2. มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ กรณีต้องการคำแนะนำผลิตภัณฑ์ชัดเจน
     3. ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. หรือหากเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าควรผ่านการรับรองจาก FDA (Food and Drug Administration) ประเทศนั้นๆ
     4. บรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่แตกหัก หรือบุบ
     5. ควรเก็บไว้ในห้องที่แห้งหรือไม่ชื้นเกินไป

     จากบทความข้างต้นจะเห็นว่าไขมันไม่ใช่สารอาหารที่น่ากลัวเสมอไป เพียงเราเลือกรับประทานไขมันชนิดดีเพื่อส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติ เท่านี้ร่างกายเราจะได้สารอาหารครบถ้วนเพื่อส่งเสริมกลไกการทำงานต่างๆ ของชีวิต แหล่งของโอเมก้า 3 จากธรรมชาติ คือ ปลา ซึ่งเราหารับประทานได้ทั่วไป แต่หากมีความจำเป็นต้องรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรเลือกชนิดที่ปลอดภัยกับเรามากที่สุด และวันนี้อย่าลืมหาแหล่งอาหารที่มีโอเมก้า 3 รับประทานนะคะ

แสดงความคิดเห็น