โอเมกา 6 คืออะไร

     ปัจจุบันใครๆก็รู้จักโอเมกา 3 (Omega 3) เพราะเป็นกลุ่มไขมันดีมีประโยชน์ช่วยลดไขมันเลวในร่างกาย แต่จะมีใครรู้จักโอเมกา 6 (Omega 6) บ้าง? แน่นอนว่าโลกนี้ไม่ได้มีไขมันที่ดีแต่เฉพาะโอเมกา 3 โอเมกา 6 ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไขมันกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มไขมันดีเป็นไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) ร่างกายสามารถนำไขมันกลุ่มนี้ไปใช้ประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนกลไกทางชีวิต แถมแหล่งโอเมกา 6 ยังหารับประทานง่ายไม่ต้องซื้อราคาแพง เพียงเลือกรับประทานน้ำมันที่สกัดจากพืชเท่านี้คุณก็จะได้โอเมกา 6 ตามธรรมชาติ

     โอเมกา 6 เป็นไขมันคู่ขนานกับโอเมกา 3 ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการรับประทานโอเมกา 3 มากเกินไป คือถ้าได้รับไขมันโอเมกา3 มากเกินความต้องการของร่างกาย (วัยผู้ใหญ่ 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) จะเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดสมองแตก ไขมันโอเมกา6 จะลดความเสี่ยงนั้น แต่ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ส่งผลดีต่อระบบประสาทและความจำ โอเมกา6 ประกอบด้วยกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid :LA) และกรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic : ARA)

          1. กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid)เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไอโคซาเพนเทโนอิก (Eicosapentaenoic : EPA)มีความสำคัญในการเผาผลาญกลุ่มไขมันอิ่มตัว

          2. กรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic)เป็นกรดไขมันที่ช่วยสร้างสารอีซิโอซานอยด์(Eicosanoids)เป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท

     ประโยชน์ของไขมันโอเมกา6

          1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่เกิดจากกระบวนการออกซิเดชั่น (Oxidation) และไลปิดออกซิเดชั่น (Lipid oxidation) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์

          2. ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดภาวะเกร็ดเลือดข้นจึงลดภาวะไขมันอุดตันในหลอดเลือดและป้องกันภาวะเส้นเลือดสมองแตกจากการรับประทานโอเมกา3 มากเกินนอกจากนี้ยังลดอาการชาปลายมือ ปลายเท้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานาน

          3. สารไอโคซาเพนเทโนอิกช่วยลดไขมันเลว (Low density lipoprotein :LDL) เพิ่มระดับไขมันดี(High density lipoprotein: HDL)โดยเข้าไปจับตัวกับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) จึงลดระดับไขมันเลว

          4. ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท ช่วยให้ระบบความจำดีขึ้น

          5. เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพรอสตาแกรนดิน (Prostaglandin) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนออกฤทธิ์ลดความเจ็บปวดเมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ รวมทั้งบรรเทาอาการปวดประจำเดือนเพราะพรอสตาแกรนดินมีความสัมพันธ์กับการหดและคลายของกล้ามเนื้อเรียบ

          6. เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารก่อการอักเสบในร่างกายซึ่งมีผลดีในกรณีที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปก่อโรคจะถูกกลไกการป้องกันของร่างกายจับทำให้เกิดการอักเสบ แต่ถ้ามีโอเมกา 6 มากเกินไปจะทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบบ่อยและเรื้อรังซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายแทน จึงต้องรับประทานโอเมกา 6 ให้สมดุลกับโอเมกา 3 เพื่อออกฤทธิ์ต้านทานกัน

          7. ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ยืดหยุ่น ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านป้องกันไม่ให้ลอกเป็นขุยมีคำแนะนำการรับประทานโอกา6 เพื่อให้เพียงพอต่อร่างกายเพียงเรารับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ไม่ควรรับประทานไขมันที่มีโอเมกา6 มากเกินไปเพราะจะเกิดโทษ ควรรับประทานโอเมกา3 ต่อโอเมกา6 เป็น 1:1 หรือ 1:4 จึงจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

     แหล่งอาหารอุดมไขมันโอเมกา6
แหล่งอาหารที่อุดมโอเมกา 6 ส่วนใหญ่พบมากในน้ำมันต่างๆ โดยในน้ำมันเหล่านี้พบทั้งโอเมกา 3 โอเมกา 6 วิตามิน อี แต่ถ้าเรียงตามปริมาณโอเมกา 6 มากที่สุด คือ

น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน

น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน

          1. น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน(Sunflower oil) ช่วยป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัวซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันข้าวโพด

น้ำมันข้าวโพด

          2. น้ำมันข้าวโพด(Mazola or Corn oil) มีคุณสมบัติเด่นในการลดไขมันเลว และเพิ่มไขมันดี ซึ่งส่งผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันถั่วเหลือง

น้ำมันถั่วเหลือง

          3. น้ำมันถั่วเหลือง(Soybean oil) จัดอยู่ในกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยลดไขมันเลว เพิ่มไขมันดีให้กับร่างกาย น้ำมันถั่วเหลืองจัดอยู่ในกลุ่มไขมันดีพิเศษ ช่วยเก็บคราบไขมันออกจากหลอดเลือด

น้ำมันงา

น้ำมันงา

          4. น้ำมันงาเป็นกลุ่มน้ำมันบำรุงประสาท ปกป้องประสาทไม่ให้ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระส่งผลให้ระบบความจำดีแม้อายุจะมากขึ้น

น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว

          5. น้ำมันรำข้าว(Rice-bran oil) ลดการสะสมไขมันเลว เพิ่มการสร้างไขมันดี จึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก

          6. น้ำมันมะกอก(Olive oil) ช่วยลดการสะสมไขมันเลว ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว

          7. น้ำมันมะพร้าว(Coconut Oil) จัดเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids)ที่ดีให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันอื่นคือ ต่ำ 8.6 กิโลแคลอรีต่อกรัมเมื่อเทียบกับไขมันชนิดอื่นที่ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัมแต่ควรบริโภคน้ำมันมะพร้าวชนิดสกัดเย็น

น้ำมันคาโนลา

น้ำมันคาโนลา

          8. น้ำมันคาโนลา (Canola oil) ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอุดตัน

     นอกจากในกลุ่มน้ำมันต่างๆแล้วโอเมกา 6 ยังพบใน ผลวอลนัท ถั่วต่างๆ ปลาทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเลทั้งนี้ในน้ำมันพืชต่างๆที่นอกจากจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ประกอบด้วยโอเมกา 3 หรือ 6 แล้ว ยังมีส่วนประกอบเป็นกรดไขมันชนิดอิ่มตัวด้วยซึ่งจะมีมากหรือน้อยต่างกัน การบริโภคน้ำมันต่างๆจึงควรบริโภคอย่างพอดี

     อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารในกลุ่มโอเมกา 6 ไม่ควรเน้นการรับประทานเพื่อให้ได้โอเมกา 6 มากเกินไป เพราะไขมันในกลุ่มนี้ไม่ใช่แต่จะให้ประโยชน์อย่างเดียว การได้รับโอเมกา 6 มากยังก่อโทษกับร่างกายด้วย จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ ไม่ควรควบคุมน้ำหนักมากเกินไปจนงดไขมัน หรืออาหารที่ปรุงผ่านไขมัน เพราะ
อย่างไรเสียร่างกายคนเราก็ยังต้องการไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น

แสดงความคิดเห็น