ไข้เลือดออก โรคที่มากับฤดูฝน รู้ไว้ห่างไกลโรค

     ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูฝน เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างแปรปรวนเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ทำให้ร่างกายใครหลายคนปรับตัวไม่ได้ นอกจากปรับตัวไม่ทันแล้วยังมีโรคที่มากับฤดูฝนรุมซ้ำเติมให้เจ็บป่วยกันไปอีก โรคที่มากับฤดูฝนและเป็นอันตรายถึงชีวิต คือ โรคไข้เลือดออก แล้วเราจะดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้อย่างไร

     โรคไข้เลือดออก (Dengue Virus) เป็นโรคที่มากับฤดูฝนที่มีการแพร่กระจายมากและนับวันยิ่งอันตรายมากขึ้นจากความรุนแรงที่มากขึ้น ในปี พ.ศ.2558 สำนักระบาดวิทยาได้รายงานว่าคนไทยป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก 102,762 คน และเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก 102 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูง โดยโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เราป้องกันได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ คือ กำจัดแหล่งน้ำที่จะเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายให้หมดเพื่อตัดตอนการเติบโตเป็นยุงลายที่จะออกมาสร้างความเจ็บป่วยให้เรา

ระบาดวิทยาของไข้เลือดออก

ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออก

ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออก

     ไข้เลือดออกเป็นไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไข้เลือดออก โดยไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ เมื่อติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันไข้เลือดออกชนิดนั้นไปตลอดชีวิต โดยสายพันธุ์ที่พบ คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 แต่โรคนี้มีความน่ากลัวตรงที่หากเราเคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ครั้งต่อไปที่ติดเชื้อนี้จากสายพันธุ์อื่นผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงขึ้น บางรายรุนแรงจนระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว เข้าสู่ภาวะช็อกตามมา

     ซึ่งพาหะนำโรคไข้เลือดออกเองก็คือ ยุงลาย ตลอดชีวิตสามารถวางไข่ได้ครั้งละ 1,000-2,000 ฟอง ตลอดชีวิตของยุงลายตัวเมียสามารถวางไข่ได้ถึง 4 ครั้ง จึงมีการแพร่พันธุ์ได้จำนวนมากและรัศมีหากินไกลถึง 2 กิโลเมตร จึงไม่น่าแปลกที่โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่กำจัดยาก ควบคุมยากในปัจจุบัน

อาการแสดงของไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก

     1. สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลย คือ หากเราอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกให้เราต้องระวังให้มาก รัศมีการหากินของยุงลายไกลถึง 2 กิโลเมตร หากถูกยุงกัดและมีอาการไข้ให้ระมัดระวังเพิ่มขึ้น
     2. โดยปกติอาการไข้จะแสดงภายหลังที่เราถูกยุงลายกัด 5-8 วัน อาการ คือ มีไข้สูงมาก 5-7 วัน อาจมีไข้โดดๆ หรือมีน้ำมูกร่วมด้วย แต่อาการเด่น คือ อ่อนเพลียปวดศีรษะมาก
     3. อาจมีภาวะเลือดออก เช่น มีเลือดกำเดาซึมหรือไหล มีจุดจ้ำเลือดที่ใต้ผิวหนัง หากอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกในกระเพาะ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หากเข้าสู่ระยะนี้เมื่อตรวจเลือดจะพบว่าเลือดของผู้ป่วยมีค่าเกล็ดเลือดต่ำมาก
     4. มีอาการปวดท้อง คลำพบตับโต
     5. เมื่อเข้าสู่ระยะไข้ลงต้องเฝ้าระวังภาวะช็อก และระบบไหลเวียนเลือดและไตล้มเหลว ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการตัวเองได้ง่ายๆ คือ ปัสสาวะไม่ออกใน 8 ชั่วโมง แม้จะดื่มน้ำมากหรือได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำแล้วก็ตาม

การรักษาโรคไข้เลือดออก

     การรักษาโรคไข้เลือดออก แพทย์จะพิจาณาให้สารน้ำทดแทนโดยการเจาะเลือดตรวจความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด ซึ่งความถี่ในการเจาะเลือดจะขึ้นกับความรุนแรงของอาการและปรับค่าสารน้ำตามผลของการเจาะเลือด หน้าที่ของผู้ป่วย คือ การพยายามรับประทานอาหารและดื่มน้ำให้มากเพราะการรับประทานและดื่มน้ำได้เป็นสัญญาณที่ดีว่าการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงและอาการของผู้ป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้น และฟื้นตัวจากโรคไข้เลือดออกได้ในที่สุด

คำแนะนำในการดูแลตัวเองขณะป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก

     ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้สามารถฟื้นตัวได้เป็นปกติ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่น และสามารถหายจากอาการช็อกหรือระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวได้ เพียงช่วยแพทย์และพยาบาลในการดูแลตัวเอง

     1. ผู้ป่วยต้องพยายามรับประทานอาหารและดื่มน้ำให้มาก ในระยะไข้สูงอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้หรืออาเจียน แต่การรับประทานอาหารและดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วกว่าการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
     2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสีดำ แดง เพราะหากมีอาการอาเจียน แพทย์และพยาบาลจะวินิจฉัยไม่ได้ว่าอาเจียนเป็นเลือดจริงหรือไม่
     3. ถึงแม้จะมีไข้สูงก็ให้หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAID เช่น ไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร ยาที่รับประทานได้ คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) แต่ควรเช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ และดื่มน้ำเพิ่มเพื่อระบายความร้อนจากภายใน
     4. ในช่วงที่มีค่าเกล็ดเลือดต่ำให้งดแปรงฟันให้ใช้น้ำยาบ้วนปากแทน ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม กระแทก เพราะเสี่ยงกับภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก
     5. สังเกตปัสสาวะตัวเองใน 8 ชั่วโมง ควรปัสสาวะมากกว่า 200 ซีซี หากปัสสาวะน้อยกว่านี้หรือปัสสาวะไม่ออกต้องรีบแจ้งแพทย์ หรือพยาบาลผู้ดูแล

ข้อควรระวัง

     เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ เราจึงควรดูแลรอบบริเวณบ้านและชุมชน กำจัดยุงลาย กำจัดลูกน้ำยุงลาย วิธีการกำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายและยุงลาย เช่น

     1. วิธีที่เราทราบกันมานาน เช่น คว่ำภาชนะที่มีน้ำขังไม่ให้เป็นแหล่งแพร่พันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
     2. หากเป็นขาตู้กับข้าวให้เปลี่ยนน้ำทุก 7 วัน ระหว่างนี้ให้ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลาย เช่น ทรายอะเบท (Abate)
     3. หากหน้าบ้านมีสระบัวให้เลี้ยงปลาที่กินลูกน้ำยุงลายลงไปด้วย เช่น ปลาหางนกยูง
     4. ยุงลายมักอาศัยอยู่ในที่มืด เช่น ห้องมืด เสื้อผ้าสีเข้มที่แขวนไว้ตามข้างห้อง วิธีกำจัดยุงลายอีกวิธีหนึ่ง คือ การเก็บกวาดห้องพักให้สะอาด สว่าง
     5. หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เพราะ ยุงลายมักไปหาผู้ที่สวมเสื้อผ้าสีเข้ม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ระมัดระวังตัวเองเพิ่มขึ้น
     6. นอนในห้องที่ติดมุ้งลวดหรือนอนกางมุ้ง เป็นการป้องกันยุงลายกัด ในสมัยก่อนมักบอกว่ายุงลายออกหากินเวลากลางวันและหัวค่ำ แต่ปัจจุบันนี้ลักษณะการหากินเปลี่ยนไปเพราะภาวะโรคร้อน ยุงลายอาจออกหากินได้ตลอด จึงต้องระมัดระวังตลอดเวลา

     เข้าฤดูฝนทีไรยุงลายก็เริ่มก่อกวนสร้างความรำคาญและก่อโรคไข้เลือดออกซึ่งมีอันตรายมาก แต่เราก็สามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงลายกัดได้ เพียงเท่านี้เราก็ห่างไกลจากโรคร้ายที่มาจากยุง นอกจากนี้อย่าลืมดูแลชุมชนที่เราอาศัยอยู่ด้วย เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลโรคไข้เลือดออก

แสดงความคิดเห็น