โรคเบาหวาน ภัยคุกคามเงียบแต่อันตราย

     ในยุคที่อาหาร ขนม น้ำหวานมีชนิดสำเร็จรูปวางขาย สะดวกในการซื้อหารับประทานเหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคปัจจุบัน แต่ความง่ายสะดวกสบายนั้นก็แฝงมาด้วยอันตรายจากโรคหากไม่ระมัดระวังในการรับประทาน โรคเหล่านี้เรียกโดยรวมว่าโรคที่เกิดจากการกินซึ่งเป็นสาเหตุส่งเสริมการเกิดโรค นอกจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเป็นโรคเรื้อรัง รักษาหายยากหรืออาจต้องรับประทานยาเพื่อควบคุมการกำเริบของโรคตลอดชีวิต

     โรคที่เป็นปัญหากับประชากรทั้งทั่วโลกและประชากรไทยมากที่สุดโรคหนึ่งคือ โรคเบาหวาน โดยมีรายงานจากสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF) ปี พ.ศ.2558 พบว่าปัจจุบันมีผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานทั่วโลกถึง 387 ล้านคน โดยเพิ่มจากปี 2557 จาก 382 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยมีสถิติของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานปี พ.ศ.2556 3.5 ล้านคน ซึ่งประเทศต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสี่หมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมาก อีกทั้งผู้ที่เป็นเบาหวานเองก็ได้รับผลกระทบทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม เราจึงควรให้ความสำคัญเพื่อที่จะระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น

โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร

     โรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป อาจเกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลจากอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้ซึ่งอาจเกิดจากการทำงานของตับอ่อน (Pancreas) ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน (Insulin) ผิดปกติ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายเองที่ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินหรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้น้ำตาลส่วนเกินอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป เมื่อร่างกายมีน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดความผิดปกติต่ออวัยวะอื่นตามมา เช่น ตับ ไต หัวใจ ดวงตา

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

     สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนทำงานผิดปกติ ผลิตอินซูลินได้น้อยหรือผลิตไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน คือ

     1. กรรมพันธุ์ พบว่าผู้ที่มีพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวาน
     2. ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน ทำให้เซลล์เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งภาวะเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการรับประทานแป้ง และน้ำตาลมากเกินพอดี
     3. อายุมากขึ้นและการขาดการออกกำลังกาย ทำให้ตับอ่อนทำงานลดลง เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมมากขึ้น
     4. การได้รับยาบางชนิดต่อเนื่องกันนานๆ เช่น สเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิดบางชนิด โดยยาเหล่านี้จะกระตุ้นการสร้างน้ำตาลจากตับมากขึ้นทำให้อินซูลินไม่สามารถทำงานได้ปกติ
     5. โรคเรื้อรังอื่นที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
     6. ในผู้ป่วยโรคเบาหวานบางราย การตั้งครรภ์ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์
     7. พฤติกรรมการทำร้ายตับอ่อน เช่น การดื่มสุราอย่างหนัก ดังจะเห็นว่าในผู้ป่วยเบาหวานบางรายมีอายุน้อยกว่า 30 ปี แต่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินเพื่อกำจัดน้ำตาลในกระแสเลือดได้แล้ว

ประเภทของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเองยังแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ เพื่อความครอบคลุมในการรักษา

     1. เบาหวานชนิดที่ 1 (DiabetesMellitus type 1) หรืออาจเรียกโรคเบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetesmellitus) กลุ่มนี้มักพบในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้หรือสร้างได้น้อยเกินไป ในกลุ่มนี้ผู้ป่วยจะมีภาวะซูบผอมทั้งๆ ที่หิวบ่อย รับประทานเยอะ
     2. เบาหวานชนิดที่ 2 (DiabetesMellitus type 2) เป็นเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน (Non-insulin-dependentdiabetesmellitus) เป็นชนิดที่พบมาก มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และพบในผู้ที่มีภาวะโภชนาการเกิน รูปร่างอ้วน
     3. เบาหวานที่พบในหญิงตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus ) พบเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์เท่านั้น
     4. เบาหวานที่มีสาเหตุเฉพาะ อาจเกิดจากการได้รับยาบางชนิด ความผิดปกติของฮอร์โมน

เราจะสังเกตได้อย่างไรว่ามีอาการของโรคเบาหวาน

     ในผู้ที่เป็นเบาหวานแต่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมากอาจไม่พบอาการผิดปกติ แต่ในผู้ที่มาจากครอบครัวที่เป็นเบาหวานให้สังเกตอาการตัวเอง และตรวจสุขภาพประจำปี หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจพบอาการ

     1. อ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักลดทั้งที่รับประทานอาหารปกติ หรืออาจมีภาวะหิวบ่อย รับประทานจุบจิบ
     2. กระหายน้ำบ่อย ปากแห้ง คอแห้งทั้งที่เพิ่งดื่มน้ำ ต้องตื่นมาปัสสาวะหลังจากเข้านอนแล้วคืนละ 2 ครั้งขึ้นไป ในรายที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดสูงมาก อาจพบว่ามีมดมาตอมโถปัสสาวะเนื่องจากน้ำตาลเล็ดลอดออกมากับปัสสาวะนั่นเอง
     3. อาจพบมีอาการชาบริเวณปลายมือปลายเท้าโดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมาสักพักและมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงตลอด ทำให้หลอดเลือดส่วนปลายมือปลายเท้าแข็งไม่ยืดหยุ่น เลือดไปเลี้ยงส่วนปลายลดลงทำให้เกิดอาการชา ยิ่งในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชามากยิ่งต้องระวังเท้าเพราะเกิดแผลได้ง่าย
     4. มีอาการคันยิบๆ บริเวณผิวหนังทั้งที่ไม่ถูกแมลงกัดต่อย หรือสัมผัสถูกสารที่ทำให้แพ้ หากเป็นแผลจะหายช้า หรืออาจเป็นแผลเรื้อรังและอาจลุกลามจนติดเชื้อรุนแรงได้
     5. มีอาการตาแห้ง พร่ามัวได้ ถ้ามีอาการเช่นนี้เมื่อทราบว่าเป็นโรคเบาหวานต้องแจ้งแพทย์ผู้รักษาเพื่อทำการตรวจตาด้วย
     6. ติดเชื้อง่ายบริเวณ ผิวหนัง ทางเดินปัสสาวะเนื่องจากร่างกายอยู่ในภาวะเป็นกรดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งเหมาะแก่การเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด

วิธีการป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวาน

     ถึงแม้โรคเบาหวานจะเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่บางครั้งเราควบคุมไม่ได้ หรือมีสาเหตุส่งเสริมจากกรรมพันธุ์ แต่เราก็สามารถป้องกันโรคเบาหวานเบื้องต้นได้

     1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนเกินไป หลีกเลี่ยงน้ำหวาน แป้งขัดขาวต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีน้ำตาลสูงและเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) ที่ร่างกายย่อยสลายเป็นน้ำตาลได้มาก
     2. ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายให้ปกติ
     3. หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ให้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
     4. รับประทานผัก ผลไม้ที่มีกากใยทุกมื้ออาหาร เพราะกากใยเป็นตัวดูดซับน้ำตาลส่วนเกินและขับออกจากร่างกาย ป้องกันน้ำตาลที่จะถูกแปรสภาพไปอยู่ในกระแสเลือด
     5. ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาโรคเบาหวาน
     6. ระมัดระวังอาหารที่ทำลายตับอ่อน เช่น เบียร์ สุรา

วิธีการตรวจหาโรคเบาหวาน

     ปัจจุบันการตรวจหาโรคเบาหวานทำได้ง่ายโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิธีการ คือ การตรวจหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

การตรวจเลือดหลังงดน้ำงดอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar : FBS)

การตรวจเลือดหลังงดน้ำงดอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar : FBS)

     1. การตรวจเลือดหลังงดน้ำงดอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar : FBS) ต้องไม่มากกว่า 120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แต่การตรวจเลือดครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานจึงต้องมีการตรวจยืนยันซ้ำอีกชนิดในข้อ 2

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (Hemoglobin A1c :HbA1c)

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (Hemoglobin A1c :HbA1c)

     2. การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (Hemoglobin A1c :HbA1c) หากตรวจได้มากกว่า 6.5% ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน หากอยู่ระหว่าง 5.7-6.4% อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน
     3. นอกจากนี้ยังมีการตรวจปัสสาวะที่จะพบว่ามีน้ำตาลปนออกมา ซึ่งในภาวะร่างกายปกติจะไม่พบน้ำตาลปนออกมา แต่การตรวจปัสสาวะไม่ใช่วิธีการยืนยันการเป็นโรคเบาหวาน แต่อาจตรวจพบเมื่อเราเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น หากตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ ครั้งต่อไปเมื่อเข้ารับการตรวจสุขภาพอาจต้องตรวจน้ำตาลในเลือดซ้ำเพื่อหาโรคเบาหวาน

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

     1. การควบคุมอาหาร และการลดน้ำหนัก วิธีนี้จะใช้ในผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่าปกติไม่มาก และแพทย์จะนัดตรวจน้ำตาลในกระแสเลือดซ้ำทุก 1 ปี เพื่อดูแนวโน้มของโรค
     2. การใช้ยารักษาโรคเบาหวานชนิดรับประทาน สำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลินและค่าการทำงานของไตปกติ แพทย์จะให้ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน การรักษาด้วยยามีข้อจำกัดเฉพาะผู้ที่มีค่าไตปกติ แพทย์จึงนัดตรวจการทำงานของค่าไตในผู้ที่ใช้ยาเบาหวานชนิดรับประทานเป็นระยะ ยาในกลุ่มนี้ เช่น Glipizide, Metformin
     3. ยาฉีดอินซูลิน สำหรับผู้เป็นเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินในกรณีค่าการทำงานของไตผิดปกติ วิธีนี้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและญาติจะได้รับการสอนเรื่องการฉีดอินซูลินให้ตัวเองเพราะต้องฉีดเป็นประจำทุกวัน

สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     ก่อนใช้สมุนไพรรักษาเบาหวานผู้ป่วยต้องเข้าใจอาการของตัวเองอย่างดี เพราะสมุนไพรบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี อีกทั้งถ้าอาการของโรครุนแรงหรือมีแนวโน้มที่แย่ลง การใช้สมุนไพรก็ไม่ได้ผล จึงอยากเสนอการใช้สมุนไพรลดเบาหวานอย่างปลอดภัยในรูปอาหารที่เป็นที่นิยมและได้รับการศึกษาแล้วว่าปลอดภัย คือ

มะระขี้นก สมุนไพรรักษาเบาหวาน

มะระขี้นก สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     1. มะระขี้นก (Bitter gourd) ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยกับผู้ป่วยเบาหวาน จากการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบันในมะระขี้นกมีสารซาแรนติน (Charantin) ที่มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด จากการเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน นอกจากนี้สารในมะระขี้นกยังชะลอความเสื่อมของไต ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไขมันเลว (LDL) จึงช่วยลดความอ้วนได้

ตำลึง สมุนไพรรักษาเบาหวาน

ตำลึง สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     2. ตำลึง (Ivy gourd) มีฤทธิ์เพิ่มการสร้างอินซูลินจากตับอ่อนจึงลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ ตำลึงประกอบด้วยกรดอะมิโน (Amino acid) ที่จำเป็นกับร่างกายหลายชนิด

มะเขือพวง สมุนไพรรักษาเบาหวาน

มะเขือพวง สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     3. มะเขือพวง (Turkey berry) ในมะเขือพวงมีสารเพคติน (Pectin) ซึ่งเป็นเส้นใยที่ช่วยดูดซับน้ำตาลส่วนเกินขับออกจากร่างกาย นอกจากนี้ในมะเขือพวงยังมีสารเมือก (Mucilage) เคลือบลำไส้ ลดการดูดซึมน้ำตาลได้อีกด้วย

กระเจี๊ยบเขียว สมุนไพรรักษาเบาหวาน

กระเจี๊ยบเขียว สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     4. กระเจี๊ยบเขียว (Okra, Gombo) ประกอบด้วยเพคติน (Pectin) และสารเมือก (Mucilage) ซึ่งเป็นใยอาหารช่วยดูดซับน้ำตาลส่วนเกินขับออกจากร่างกาย อีกทั้งช่วยลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol)

ผักเชียงดา สมุนไพรรักษาเบาหวาน

ผักเชียงดา สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     5. ผักเชียงดา (Perrpioca of the woods) มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายของตับอ่อนซึ่งเป็นแหล่งผลิตอินซูลินให้ร่างกาย และยังเพิ่มการสร้างอินซูลินจึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีกรดกิมเนมิก (Gymnemic acid) ช่วยเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย

ลูกหม่อน สมุนไพรรักษาเบาหวาน

ลูกหม่อน สมุนไพรรักษาเบาหวาน

     6. ลูกหม่อน (Mulberry) ถึงแม้ลูกหม่อนจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน แต่ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดแต่ในทางตรงกันข้ามลูกหม่อนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจากกากใยในผลลูกหม่อน อีกทั้งวิตามินซี (Vitamin C) ในลูกหม่อนยังเพิ่มความยืดหยุ่นแข็งแรงให้กับผนังหลอดเลือด

     นอกจากลูกหม่อนแล้วใบหม่อนยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยชาใบหม่อนได้ผ่านการวิจัยสรรพคุณมาแล้วว่าประกอบด้วย กรดอะมิโน (Amino acid) ที่จำเป็นหลายชนิด สารไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) มีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดระดับน้ำตาล

การดูแลตนเอง เมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวาน

     1. เมื่อเป็นโรคเบาหวานควรดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ควบคุมน้ำหนัก เน้นผัก ผลไม้ที่ไม่เพิ่มน้ำตาล เพิ่มผัก ผลไม้ที่มีกากใยมากเพื่อช่วยดูดซับน้ำตาลส่วนเกินกำจัดออกนอกร่างกาย
     2. ในกรณีแพทย์รักษาด้วยการให้ยารักษาโรคเบาหวานทั้งชนิดรับประทาน และชนิดอินซูลินฉีด ให้รับประทานอาหารและยาตามปกติ ไม่ควรอดอาหารเพราะการอดอาหารอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนหมดสติ
     3. ในผู้ที่ต้องใช้ยาให้รับประทานยาต่อเนื่องและไปพบแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตามวันที่แพทย์นัด เพราะการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ปล่อยให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงตลอดเวลาจะเป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงโรคไต โรคความดันโลหิตสูง
     4. ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที เพื่อส่งเสริมการทำงานของเซลล์ให้ปกติ กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าให้มากขึ้นเพื่อลดอาการชาปลายมือปลายเท้า
     5. ลดการรับประทานอาหารเค็ม เกลือ ซ๊อส ซีอิ๊ว น้ำปลา เพราะโรคเบาหวานทำให้หลอดเลือดในร่างกายแข็งรวมทั้งหลอดเลือดที่ไต หากรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไตวาย หรือความดันโลหิตสูงตามมา
     6. ระมัดระวังการเกิดแผลในร่างกายเพราะแผลจะหายช้า โดยเฉพาะเท้า เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายได้น้อยจึงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชา หากเป็นแผลจะไม่ค่อยรู้สึก ทำให้แผลหายช้า ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องดูแลเท้าให้ดี นวดกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่เท้าก่อนนอน รวมถึงใส่รองเท้าป้องกันเท้าไปเหยียบของแหลมคมจนเกิดแผล
     7. นอนหลับ วันละ 5-7 ชั่วโมง ในเวลากลางคืนเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินผิดปกติ ส่งผลให้คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก

อาหารที่ควรรับประทาน

ผักบุ้ง ผักที่มีเยื่อเมือกสูง

ผักบุ้ง ผักที่มีเยื่อเมือกสูง

     1. ผัก โดยเฉพาะผักที่มีเยื่อเมือก (Mucilage) เช่น ผักปลัง ผักบุ้ง แตงกวา เพราะเยื่อเมือกจากผักช่วยดูดซับน้ำตาลและขับออกจากร่างกาย ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย

แอปเปิล ผลไม้ที่มีกากใยเพคตินสูง

แอปเปิล ผลไม้ที่มีกากใยเพคตินสูง

     2. ผลไม้ที่มีกากใยเพคติน (Pectin) สูง คือ แอปเปิล ฝรั่ง ลูกหม่อน เพราะเพคตินจะลดการดูดซึมน้ำตาลผ่านผนังเซลล์ นอกจากนี้ยังมีฟักทองที่อุดมด้วยสารโพลีแซกคาไรด์ (Polysaccharide) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวเหนียวและข้าวขัดขาว

ควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวเหนียวและข้าวขัดขาว

     3. ควรรับประทานข้าวสวยที่ไม่ขัดขาว หรือข้าวกล้องแทนข้าวเหนียวและข้าวขัดขาว มีงานวิจัยพบว่าข้าวเหนียวมีน้ำตาลมากกว่าข้าวเจ้า และข้าวขัดขาวจะให้น้ำตาลเชิงเดี่ยว (Monosaccharide) มากกว่าข้าวซ้อมมือ ซึ่งน้ำตาลเชิงเดี่ยวร่างกายจะดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกายได้มาก ต่างจากข้าวกล้องที่เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่ย่อยยากกว่า ร่างกายจึงดูดซึมน้ำตาลได้น้อย

ควรรับประทานขนมปังธัญพืช หรือโฮลวีท

ควรรับประทานขนมปังธัญพืช หรือโฮลวีท

     4. หากจะรับประทานขนมปัง ควรรับประทานขนมปังธัญพืช หรือโฮลวีท เพราะประกอบด้วยน้ำตาลเชิงซ้อน (Polysaccharide) ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้ช้าและขับออกจากร่างกายได้เร็ว

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารที่ผสมน้ำตาลทุกชนิด

อาหารที่ผสมน้ำตาลทุกชนิด

     1. อาหารที่ผสมน้ำตาลทุกชนิด ทั้งน้ำหวาน ขนมหวาน หรือแม้กระทั่งผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน อาหารเหล่านี้นอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงจนเกิดอันตรายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นกรดซึ่งเหมาะกับการเติบโตของเชื้อโรค ส่งเสริมให้ผู้ที่เป็นเบาหวานติดเชื้อง่าย เช่น ติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อที่ผิวหนัง

อาหารที่มีไขมันสูง

อาหารที่มีไขมันสูง

     2. อาหารที่มีไขมันสูง เพราะไขมันจะส่งเสริมการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงมากจนควบคุมไม่ได้

อาหารเค็มทุกชนิด

อาหารเค็มทุกชนิด

     3. อาหารเค็มทุกชนิด เช่น ซ๊อส ซีอิ๊ว เกลือ น้ำปลา เพราะอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุส่งเสริมให้เกิดโรคไตวาย โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแต่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดไม่ได้

งดการดื่มสุรา

งดการดื่มสุรา

     4. สุรา เพราะจะลดการทำงานของตับอ่อน ทำให้ผลิตอินซูลินไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและยังคงดื่มสุราจะพบภาวะหมดสติเนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำได้ สูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเพราะตับอ่อนทำงานแปรปรวน

งดการสูบบุหรี่

งดการสูบบุหรี่

     5. บุหรี่ เพราะสารนิโคติน (Nicotine) ในบุหรี่ยิ่งส่งเสริมให้หลอดเลือดทั่วร่างกายแข็งตัว โดยเฉพาะหลอดเลือดส่วนปลาย มีการวิจัยพบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและยังคงสูบบุหรี่มีความเสี่ยงกับการเป็นแผลที่เท้าสูงกว่าผู้ไม่สูบ และแผลในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะหายช้า

อาการแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

     สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมาสักระยะ นอกจากต้องระมัดระวังระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติแล้ว สิ่งที่ต้องระวัง คือ ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่จะตามมา เช่น

     1. โรคที่เกี่ยวกับตา เพราะหลอดเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงดวงตาแข็งตัวไม่มีความยืดหยุ่นทำให้เลือดไปเลี้ยงดวงตาไม่เพียงพอ อาจทำให้ตาฝ้า เกิดโรคต้อ หรือที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตา หากรู้สึกว่าตาพร่ามัว ควรแจ้งแพทย์เพื่อตรวจตาด้วย
     2. โรคไต จากสาเหตุหลอดเลือดไปเลี้ยงไตแข็งตัวไม่มีความยืดหยุ่นจึงทำให้เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยทำให้เกิดไตเสื่อม และไตวายในที่สุด
     3. โรคหัวใจและหลอดเลือด มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายสูงกว่าคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
     4. โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคที่ตามมาจากการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้

     ถึงแม้โรคเบาหวานจะเป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ แต่การเลือกรับประทานอาหารก็ช่วยลดความเสี่ยงนั้นได้ การรับประทานอาหารให้เหมาะสม ลดปริมาณของหวาน น้ำตาล จึงช่วยป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน เราจึงควรลดอาหารเหล่านี้ เพราะหากเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นมาการดำเนินชีวิตเราอาจเปลี่ยนไป เราจึงควรป้องกันการเกิดโรคดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามหากเราเป็นโรคเบาหวานก็ควรยอมรับ ปรับตัว เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แสดงความคิดเห็น