โรคเก๊าท์ เราป้องกันได้

     โรคเก๊าท์ (Gout) เป็นโรคเกี่ยวกับข้อที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันมานาน เป็นโรคที่ใกล้ชิดกับคนทุกสังคม มีรายงานว่าในประชากร 100,000 ราย จะพบผู้เป็นโรคเก๊าท์ 300 ราย ซึ่งถือว่ามีคนเป็นโรคเก๊าท์จำนวนมาก โรคนี้พบในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 20 เท่า แม้ไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงชีวิตโดยทันที แต่ก็เป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทำให้ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งหากปล่อยทิ้งไว้นานก็ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคข้ออักเสบ โรคไตเสื่อม หรือไตวาย ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เราจึงควรมาทำความรู้จักและเข้าใจโรคเก๊าท์ให้มากขึ้น

อาการของโรคเก๊าท์

อาการของโรคเก๊าท์ที่เห็นเด่นชัด

อาการของโรคเก๊าท์ที่เห็นเด่นชัด

     อาการของโรคเก๊าท์ที่เห็นเด่นชัด คือ อาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งเกิดจากผลึกกรดยูริกไปเกาะตามข้อต่างๆ มักมีอาการปวดทีละข้อ หากมีการอักเสบมากจะมีอาการไข้ร่วมด้วย ซึ่งอาการปวดจากโรคเก๊าท์ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร เช่น ไก่ เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ ยอดผัก หรือของหมักดอง ซึ่งอาหารเหล่านี้มีสารพิวรีน (Purine) สูง ซึ่งสารนี้เป็นสาเหตุก่อผลึกกรดยูริกที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์บริเวณข้อต่างๆ

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์

     การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์นั้นโดยหลักจะตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย แต่ยังมีอีกหลายวิธีเพื่อช่วยการวินิจฉัยให้แม่นยำ เช่น

     1. อาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารเป็นส่วนมากมีส่วนน้อยที่ไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร
     2. การตรวจเลือด เพื่อการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัยโดยเลือดของผู้เป็นโรคเก๊าท์จะมีระดับกรดยูริก (Uric acid) ในเลือด (Serum) มากกว่าปกติ โดยค่าปกติของผู้ชายอยู่ที่ 3.5-7.2 mg/dl และผู้หญิงอยู่ที่ 2.6-6.0 mg/dl
     3. การเจาะข้อที่มีการอักเสบ ระบายน้ำที่ทำให้ข้อนั้นๆ บวมและส่งตรวจหาผลึกกรดยูริกในข้อ เพราะโรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมผลึกกรดยูริกไว้บริเวณข้อมากเกินไป น้ำในข้อที่ส่งตรวจหากเป็นเก๊าท์จะเจอผลึกกรดยูริกเช่นกัน

สาเหตุของการเป็นโรคเก๊าท์

     สาเหตุของโรคเก๊าท์เกิดจากการสะสมกรดยูริกในร่างกาย โดยวิธีการสะสมกรดยูริกจนก่อโรคแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

     1. ร่างกายได้รับกรดยูริกมากเกินไปจนขับออกไม่ทัน ทำให้เกิดการสะสมผลึกกรดยูริกตามข้อต่างๆ ในร่างกาย การที่ร่างกายมีการสะสมกรดยูริกมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีน (Purine) สูง ซึ่งสารตัวนี้มีอยู่มากในโปรตีน หรือเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ที่เรารับประทานเข้าไป รวมทั้งอาหารอีกหลายชนิด เมื่ออาหารเหล่านี้ผ่านกระบวนการย่อยสลายจะได้สารพิวรีนที่ก่อให้เกิดกรดยูริกไปเกาะตามข้อต่างๆ

     2. กระบวนการขับกรดยูริกในร่างกายบกพร่องจนไม่สามารถขับกรดยูริกแม้เพียงเล็กน้อยออกมาได้ โดยปกติร่างกายเราสามารถขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้ 2 ทาง คือ ขับออกจากระบบทางเดินปัสสาวะประมาณ 2 ใน 3 ของกรดยูริกทั้งหมด และ 1 ใน 3 ถูกขับออกจากระบบขับถ่าย หากกระบวนการขับกรดยูริกถูกขัดขวางจะทำให้มีกรดยูริกสะสมในร่างกาย นอกจากสะสมบริเวณข้อแล้ว ยังสะสมที่ไตบริเวณที่ใช้ขับกรดยูริก เมื่อมีการสะสมไปนานๆ ก็ทำให้ไตเสื่อมได้เช่นกัน

วิธีดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเป็นโรคเก๊าท์

เนื้อไก่ อาหารที่ก่อให้เกิดผลึกกรดยูริก

เนื้อไก่ อาหารที่ก่อให้เกิดผลึกกรดยูริก

     1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดผลึกกรดยูริก เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ยอดผักต่างๆ

ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่

ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่

     2. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เพราะมีสารพิวรีนสูง ซึ่งสารพิวรีนในแอลกอฮอล์และบุหรี่นี่เองที่จะแปลงเป็นกรดยูริกไปสะสมตามข้อต่างๆ ในร่างกาย

ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

     3. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อส่งเสริมการทำงานของไต กรณีไม่ได้เป็นโรคไตวาย หรือโรคหัวใจระยะบวมน้ำ เพราะน้ำจะเป็นตัวพาและนำกรดยูริกขับออกทางไต

กล้วย ผลไม้ที่อุดมด้วยกรดโฟลิก

กล้วย ผลไม้ที่อุดมด้วยกรดโฟลิก

     4. เพิ่มการรับประทานกล้วย อะโวคาโด สตรอเบอร์รี่ หรืออาหารที่อุดมด้วยกรดโฟลิก (Folic acid) เพราะอาหารเหล่านี้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริก

ควรเพิ่มการรับประทานผลไม้สีม่วงแดง

ควรเพิ่มการรับประทานผลไม้สีม่วงแดง

     5. เพิ่มการรับประทานผลไม้สีม่วงแดง เช่น ลูกหม่อน ลูกหว้า วันละ 250 กรัม เพราะผลไม้เหล่านี้มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และโปรแอนโธไซยานิดิน (Proanthocyanidin) ที่ออกฤทธิ์ต้านการสร้างสารลิวโคทรีน (Leukotriene) ที่กระตุ้นการอักเสบของโรคเก๊าท์

แนวทางการรักษาโรคเก๊าท์

     การรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกเป็นหลายระยะ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

     1. ระดับกรดยูริกในเลือดไม่สูงกว่าปกติ แพทย์จะให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดการรับประทานเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพื่อรักษาระดับกรดยูริกให้คงที่และอาจลดลงเมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
     2. ในระยะอักเสบ คือ ข้อต่างๆ ปวด บวม แดง ร้อน ร่วมกับมีไข้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ
          2.1 ถ้าอักเสบไม่มาก อาจให้ยาต้านการอักเสบชนิดรับประทานประเภทไม่ผสมสารสเตียรอยด์ (Steroid) เช่น อินโดเมทาซิน (Indomethacin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) การใช้ยานี้ต้องระมัดระวังในผู้ที่เป็นโรคไต
          2.2 ถ้ามีการอักเสบของข้อมาก มีไข้สูง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านการอักเสบทางหลอดเลือดดำ ซึ่งการรักษาชนิดนี้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ยาที่ใช้ เช่น คลอกซาซิลลิน(Cloxacillin)
     3. หากมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง แพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบของโรคเก๊าท์โดยเฉพาะ คือ
          3.1 โคลชิซิน (Colchicine) ยาชนิดนี้แพทย์จะให้ในเวลาจำกัด เมื่อการอักเสบลดลงจะหยุดยาไป ระหว่างได้รับยาผู้ป่วยต้องสังเกตตัวเอง หากมีอาการถ่ายเหลวมากกว่าวันละ 2 ครั้ง ให้แจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยาเพราะเป็นอาการหนึ่งที่บอกว่าไตทำงานหนักเกินไป
          3.2 อัลโลพูรินอล (Allopurinol) เป็นยายับยั้งการสร้างผลึกของกรดยูริก แต่มีข้อจำกัดในผู้ที่เป็นโรคไตเสื่อมเช่นกัน การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

วิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเก๊าท์

     1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ยอดผัก ของหมักดอง
     2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และบุหรี่ เพราะอาหารเหล่านี้ก็เป็นแหล่งของสารพิวรีนเช่นกัน อีกทั้งบุหรี่ยังเป็นสาเหตุของหลอดเลือดทั่วร่างกายเปราะและตีบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณข้อต่างๆ ลดลง ทำให้ข้อเสื่อมมากขึ้น
     3. ไปตรวจและรับยาตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากผลึกยูริกจะจับบริเวณข้อต่างๆ แล้ว ผลึกยูริกยังตกตะกอนในไต หากปล่อยให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงนานๆ จะกลายเป็นโรคไตเสื่อมได้ เมื่อแพทย์นัดตรวจซ้ำแพทย์จะทำการตรวจเลือดหาค่าไตเป็นระยะๆ ให้แก่ผู้ป่วย

อาหารที่ควรรับประทานสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

เนื้อปลา อาหารที่ให้โปรตีนเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

เนื้อปลา อาหารที่ให้โปรตีนเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

     1. ปรับสมดุลร่างกายโดยการรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะด่าง (Alkaline) เพื่อลดการสร้างกรดยูริกให้กับร่างกาย คือ ลดอาหารโปรตีน เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ รับประทานโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เต้าหู้ เพิ่มปริมาณการรับประทานผัก ผลไม้ แต่ให้งดรับประทานยอดผักโดยเด็ดขาด

ลูกหม่อน ผลไม้ช่วยลดการก่อสารสร้างการอักเสบ

ลูกหม่อน ผลไม้ช่วยลดการก่อสารสร้างการอักเสบ

     2. รับประทานผลไม้สีม่วงแดง เช่น ลูกหม่อน ลูกหว้า ลูกไหน เพื่อลดการก่อสารสร้างการอักเสบ โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มมีการอักเสบของข้อ มีคำแนะนำว่าควรรับประทานผลไม้สีแดงม่วงวันละ 250 กรัมเพื่อต้านการสร้างสารก่อการอักเสบ

อะโวคาโด ผลไม้ที่มีกรดโฟลิกสูง

อะโวคาโด ผลไม้ที่มีกรดโฟลิกสูง

     3. รับประทานผัก ผลไม้ที่มีกรดโฟลิกสูง เพื่อช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างกรดยูริก เช่น อะโวคาโด กล้วย ส้ม สตรอเบอร์รี่ มะละกอ

ควรรับประทานอาหารทอดให้น้อยลง

ควรรับประทานอาหารทอดให้น้อยลง

     4. รับประทานอาหารทอดให้น้อยลง เพราะไขมัน หรือน้ำมันเป็นตัวขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย

ผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์สามารถดื่มนมถั่วเหลืองได้วันละ 2 แก้ว

ผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์สามารถดื่มนมถั่วเหลืองได้วันละ 2 แก้ว

     5. หากต้องการเพิ่มโปรตีนในผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์สามารถดื่มนมถั่วเหลืองได้วันละ 2 แก้ว แต่ห้ามดื่มมากกว่าวันละ 1 ลิตร ขึ้นไป

ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

     6. ดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว หรือมากกว่านี้ ในผู้ที่ไม่เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือโรคหัวใจโต เพราะน้ำช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยงในผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

เนื้อไก่ อาหารที่มีสารพิวรีนสูง

เนื้อไก่ อาหารที่มีสารพิวรีนสูง

     1. อาหารที่มีสารพิวรีนสูง (เทียบปริมาณอาหารนั้นใน 100 กรัม) มีสารพิวรีนมากกว่า 150 มิลลิกรัม ได้แก่ เนื้อไก่ เป็ด เครื่องใน ตับ ไต รวมทั้งอาหารที่หมักจากยีสต์ เช่น เบียร์ สุรา

อาหารทะเล อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง

อาหารทะเล อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง

     2. อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง มีสารพิวรีนมากกว่า 50-150 มิลลิกรัม ได้แก่ อาหารทะเล ปู กุ้ง หอย ถั่วต่างๆ หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม ชะอม กระถิน กะหล่ำ เห็ด ใบขี้เหล็ก สะตอ เมล็ดถั่วลันเตา

ไข่ อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย

ไข่ อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย

     3. อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย มีสารพิวรีนน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมได้แก่ ข้าวโพด ไข่ นม

     จากบทความดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าถึงแม้จะเป็นโรคเก๊าท์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอาการข้ออักเสบ ปวด บวมตลอดเวลา อาการน่ารำคาญเหล่านี้จะกำเริบเมื่อมีการอักเสบจากปริมาณกรดยูริกในร่างกายสูงขึ้นเท่านั้น และผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ก็สามารถควบคุมกรดยูริกเบื้องต้นได้ด้วยตนเองโดยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพียงเท่านี้คุณก็จะใช้ชีวิตอยู่กับโรคเก๊าท์ได้อย่างสบายห่างไกลจากการอักเสบ ปวดข้อที่น่ารำคาญ

แสดงความคิดเห็น