โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเป็นแล้วทรมาน ป้องกันตัวเองดีกว่าต้องผ่าตัด

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

     ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated disc) กันมากขึ้นไม่จำกัดแต่เพียงวัยสูงอายุ ในวัยทำงานก็พบว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกันมาก การเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ทำให้คุณภาพการดำเนินชีวิตแย่ลงจนทำให้เสียงาน เสียรายได้ เพราะอาการสำคัญของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ อาการปวดหลัง ปวดเอว อาการปวดอาจเป็นไม่มากหรืออาจปวดมากจนทำกิจกรรมประจำวันไม่ได้ ซึ่งนั่นคงเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ สำหรับวัยทำงาน เพราะเป็นสาเหตุให้สูญเสียรายได้ที่จะใช้หาเลี้ยงชีวิตตัวเองและครอบครัว แต่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทก็เป็นโรคที่เราสามารถป้องกันได้ ทางที่ดีเราควรป้องกันไม่ให้เกิดโรคจะดีกว่า ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเพื่อหาวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้

อาการของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

     อาการปวดหลังจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated disc) มักจะพบอาการปวดบริเวณเอวส่วนล่าง อาจปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง บางรายจะมีอาการปวดชาขา รู้สึกขาอ่อนแรงร่วมด้วยอาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อนั่งนานๆ หรือนั่งงอตัวไปด้านหน้า เพราะเป็นท่าทางที่ทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากขึ้น ความรุนแรงของโรคจะสัมพันธ์กับอาการปวดและระยะเวลาในการปวด

สาเหตุของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทโดยสาเหตุใหญ่แบ่งเป็น 4 สาเหตุ คือ

     1. การเสื่อมตามวัยที่เกิดจากการใช้งานนานๆ โดยปกติคนเราเมื่อเข้าสู่อายุ 30 ปี กระดูกจะเริ่มเสื่อม การสะสมมวลกระดูกลดลงทำให้กระดูกบาง พออายุมากกว่า 40 ปี ความเสื่อมจะเพิ่มเร็วขึ้นโดยเฉพาะผู้หญิงและกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเป็นช่วงที่มีการทำลายกระดูกสูงสุด ท่าทางประจำวัน หรือการทำงานที่ส่งผลให้กระดูกเสื่อมจนเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ
          1.1 การนั่งหรือยืนทำงานในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง นั่งหลังงอ ค่อม หรือการยืนลงน้ำหนักขาข้างเดียว การนั่งหรือยืนทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
          1.2 การขับรถระยะทางไกลโดยไม่พัก ทำให้น้ำหนักกดทับหมอนรองกระดูกเป็นเวลานาน ผู้ที่ขับรถระยะทางไกลควรพักเปลี่ยนอิริยาบถทุก 2 ชั่วโมง

     2. จากกิจกรรมประจำวัน
          2.1 การยกของหนักซ้ำๆ เป็นประจำเป็นสาเหตุให้เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณเดิมตลอดเวลา

     3. จากพฤติกรรมสุขภาพ
          3.1 พฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด ทำให้หลอดเลือดแข็ง เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกไม่เพียงพอและทำให้กระดูกเสื่อมในที่สุด
          3.2 การปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกต้องแบกรับน้ำหนักมาก เพราะถึงแม้เราจะมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น แต่มวลกระดูกหรือขนาดกระดูกเราไม่ได้โตตาม ยิ่งน้ำหนักมากเท่าไหร่ กระดูกโครงสร้างของเรายิ่งต้องแบกรับน้ำหนักมากตามเท่านั้น
          3.3 การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม (Calcium) น้อย คนเราควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มิลลิกรัม ซึ่งในปริมาณที่กำหนดไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราดูดซึมได้ทั้งหมด ยังมีแคลเซียมส่วนหนึ่งถูกขับออกมา หากเราได้รับแคลเซียมน้อยกว่านี้ก็หมายความว่าร่างกายจะไม่มีการสะสมแคลเซียมเลย ในอาหาร 100 กรัม ที่มีปริมาณแคลเซียมมากกว่า 500 มิลลิกรัม ได้แก่ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง คะน้า บร็อคโคลี่ งา ถั่ว

     4. อุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง เช่น ตกจากที่สูง รถชน

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

     1. ระมัดระวังการยกของหนัก จัดวางท่าทางให้ถูกต้องก่อนยก หากของมีน้ำหนักมากเกินไป ไม่ควรยกคนเดียวควรหาผู้ช่วย จะทราบได้อย่างไรว่าของที่ยกมีน้ำหนักมากเกินจนอาจทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ให้อิงมาจากมาตรฐานของกรมแรงงาน คือ ผู้หญิงไม่ยกของหนักเกิน 25 กิโลกรัม และผู้ชายไม่ยกของหนักเกิน 55 กิโลกรัม หากต้องยกของหนักเกินกว่านี้ต้องมีผู้ช่วยหรืออุปกรณ์ช่วย

     2. ไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป โดยวัดจากดัชนีมวลกาย ของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ The Asia- Pacific Perspective : Redefinding obesity and its treatment Feb 2000 วิธีการคำนวณ คือ BMI (Body Mass Index) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร ยกกำลัง 2) หรือ kg/m2 หากมีดัชนีมวลกาย 23-24.9 ให้เริ่มควบคุมน้ำหนัก หากมากกว่านี้ให้จริงจังกับการลดน้ำหนัก และลดการรับประทานแป้งและไขมัน

     3. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ

วิธีการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วิธีการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วิธีการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

     1. ในระยะแรกที่มีอาการโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่มาก อาการที่พบมีเพียงอาการปวดตื้อที่บริเวณเอว หรือหลัง แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ รับประทานเพื่อบรรเทาอาการ

     2. การฉีดยาลดการอักเสบของเส้นประสาท แพทย์จะให้การรักษาวิธีนี้ในกรณีที่มีอาการปวดหลังมากจนพักไม่ได้

     3. การทำกายภาพบำบัด เป็นการรักษาหลังจากรักษาการอักเสบของเส้นประสาทจนอาการปวดทุเลา การทำกายภาพบำบัดนักกายภาพจะนัดทำการรักษาจำนวนกี่ครั้งขึ้นอยู่กับอาการของโรค เป็นวิธีที่นิยมทำมากกว่าการผ่าตัด

     4. การผ่าตัด แพทย์จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดเมื่อการรักษาด้วยวิธีการทำกายภาพบำบัดไม่ได้ผล ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลังเรื้อรังร่วมกับมีอาการอ่อนแรงของแขนและขา การผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นจะใช้กล้องส่องขนาดเล็ก (Microscope) คือ

          4.1 การผ่าตัดโดยกล้องขนาดเล็กอยู่นอกร่างกาย วิธีนี้เรียกว่า Microdiscectomy มีแผลผ่าตัดขนาด 3-5 เซนติเมตร เป็นการผ่าเลาะกล้ามเนื้อออกจากกระดูกเพื่อตัดกระดูกส่วนที่กดทับเส้นประสาท วิธีนี้ทำให้เกิดความบอบช้ำต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้

          4.2 การผ่าตัดโดยสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปในร่างกาย วิธีนี้เรียกว่า Full Endoscopic Spinal Surgery ทิ้งรอยแผลไว้เล็กมาก วิธีการโดยสอดกล้องเข้าไปสำรวจหาบริเวณกระดูกทับเส้นประสาท ก่อนจะสอดเครื่องมือผ่าตัดตามไป อุปกรณ์นี้มีข้อดี คือ สามารถส่งน้ำเข้าไปล้างชำระบริเวณผ่าตัดกระดูกให้สะอาดมากขึ้น

     จะเห็นว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น สาเหตุหลัก คือ ท่าทางการทำงาน และการดำเนินชีวิตไม่เหมาะสมทั้งการนั่ง ยืน เดินนานๆ การยกของหนักเกินกำลัง ซึ่งเมื่อเราทราบสาเหตุแล้ว เราก็ควรระมัดระวังท่าทางประกอบกิจวัตรต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดโรค ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย ดีกว่าเราต้องมาเสียเวลาในการทำกายภาพบำบัด หรือหากมีอาการมาก นอกจากเสียเวลาแล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดซึ่งมีราคาสูงตามมา

แสดงความคิดเห็น