โรคสะเก็ดเงินรักษาไม่หาย แต่ป้องกันได้

โรคสะเก็ดเงิน

     โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นโรคที่มีคนรู้จักกันน้อย โดยทั่วโลกมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินร้อยละ 1-3 และในประเทศไทยพบผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณหนึ่งล้านคน เป็นโรคที่ไม่ได้แสดงอาการตลอดเวลา แต่หากเป็นแล้วมีอาการกำเริบก็ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจ เพราะโรคจะแสดงออกทางผิวกายเป็นผื่น แดง คัน บริเวณผิวหนังลอกเป็นขุย เป็นแผ่น คนอื่นสังเกตได้ง่าย ถึงแม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคติดต่อแต่ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินก็คงไม่อยากให้อาการกำเริบจนตัวลอก เพราะถ้าป่วยจนถึงขั้นนั้นก็ต้องเสียเวลารักษา ขาดงาน และที่แน่ๆ คงไม่อยากให้ใครเห็นผิวลอกๆ มองดูไม่สวยงามเป็นแน่

     หลายคนอาจไม่รู้จักโรคสะเก็ดเงินคิดว่าเป็นโรคใหม่ แต่จริงๆ แล้วเป็นโรคที่มีมานาน คนไทยรู้จักในชื่อเรื้อนกวาง ที่เรียกเช่นนั้น เพราะลักษณะก็คือบริเวณผิวหนังจะเป็นผื่นแดง ลอก และแฉะ คล้ายเช่นโรคเรื้อนในกวาง พบในผู้ที่มีอายุ 22 ปีขึ้นไป เป็นโรคที่รักษาไม่หาย กลับมาเป็นซ้ำได้เรื่อยๆ แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ก็สามารถควบคุมอาการของโรคไม่ให้กำเริบได้เช่นกัน

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

     อาการของโรคสะเก็ดเงินในช่วงแรกๆ จะมีอาการคัน มีผื่นหรือปื้นสีแดงตามร่างกายเช่นเดียวกับอาการแพ้บริเวณผิวหนัง ลักษณะเด่น คือ มีขุยเป็นสะเก็ดสีเงินคลุมลักษณะคล้ายแผ่นกระจก (Silvery-White Scales) หากมีอาการกำเริบมากจะมีผื่นแดงจากจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง (Auspitz’s sign) ผิวลอกเป็นแผล เจ็บแสบเมื่อสัมผัสหรือถูกับเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์อื่นๆ มีขอบเขตของผื่นแดงชัดเจน หากมีการติดเชื้อเพิ่มจะพบจุดหนองทั่วไปบริเวณผิวหนัง อาการเฉพาะของโรคสะเก็ดเงินที่ต่างจากอาการแพ้บริเวณผิวหนังอื่นๆ คือ มีอาการปวดตามข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย เช่น ข้อศอก ข้อมือ ข้อเข่า

     นอกจากนี้โรคสะเก็ดเงินยังแบ่งความรุนแรงของโรคต่างกันเพื่อเป็นข้อวินิจฉัยใช้ประกอบเป็นแนวทางในการรักษา คือ

     1. มีอาการของโรคสะเก็ดเงินเล็กน้อย (Mild Psoriasis) พบร้อยละ 2 บนผิวร่างกาย พบบริเวณข้อศอก เข่า หนัง ศีรษะ รักษาโดยการใช้ยาทาก็เพียงพอ
     2. มีอาการปานกลาง (Moderate Psoriasis) พบร้อยละ 2-5 บริเวณ แขน ขา ลำตัว รักษาโดยการใช้ยาทาและยารับประทาน
     3. มีอาการรุนแรง (Severe Psoriasis ) มีผื่นปื้นแดงมากกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่ผิวในร่างกายมีอาการร่วม คือ ปวดบริเวณข้อต่างๆ แพทย์จะพิจารณารักษาโดยการให้ยาลดการแบ่งเซลล์ผิว ร่วมกับการใช้รังสีรักษา

สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน

     โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอย่างแท้จริง แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินมักมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมร้อยละ 50 และมาจากสิ่งแวดล้อมอีกร้อยละ 50 ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านด้วยการสร้างเซลล์ผิวหนังและแบ่งตัวเร็วทำให้เกิดเป็นโรคสะเก็ด แต่ผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินก็ไม่ได้มีอาการผื่น แดง แสบคัน ผิวลอกอยู่ตลอดเวลา เพราะโรคสะเก็ดเงินหากไม่มีปัจจัยกระตุ้นก็ไม่ทำให้ผิวหนังแดง หรืออักเสบ ลอกเป็นขุย นอกจากมีสาเหตุกระตุ้น คือ

     1. ความเครียด เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน และเป็นสาเหตุกระตุ้นให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินมีอาการกำเริบร้อยละ 70
     2. การติดเชื้อในร่างกายจะกระตุ้นให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ
     3. ในผู้ที่เป็นเบาหวาน และคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการทั้งขาดสารอาหาร และมีน้ำหนักมากเกิน ก็เป็นสาเหตุกระตุ้นให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบเช่นกัน
     4. การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติด หรือการสัมผัสสารเคมีก็ทำให้อาการของโรคกำเริบได้
     5. การไม่รักษาความสะอาด มีเหงื่อหมักหมม หรือแกะเกาผิวหนังบ่อยๆ

วิธีป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคสะเก็ดเงิน

     การป้องกันไม่ให้เป็นโรคสะเก็ดเงินเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมแต่หากเป็นโรคสะเก็ดเงินแล้วก็สามารถป้องกันตนเองไม่ให้อาการกำเริบได้ คือ

     1. ดูแลสุขภาพใจ ระมัดระวังความเครียดต่างๆ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการกำเริบของโรคสะเก็ดเงิน
     2. ใช้แชมพูสระผม ครีมอาบน้ำที่ไม่ก่อการระคายเคือง หรือแพ้ (Hypo-allergic ) หรือใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กแทน
     3. รักษาความสะอาดร่างกายไม่ให้อับชื้น สวมเสื้อผ้าที่สะอาดไม่หมักหมม อีกทั้งการทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ใช้และเครื่องนอน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ผสมสารเคมีน้อย หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในเด็ก
     4. ไม่เกาผิวหนังจนเป็นปื้นแดง หรือมีแผลถลอก เพราะจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวมากขึ้นจนอาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ
     5. หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นโรคสะเก็ดเงิน คือ สุรา บุหรี่ น้ำอัดลม ของหมักดอง ข้าวหรือขนมปังขัดขาวรวมทั้งการรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู แกะ มากเกินไป
     6. เพิ่มอาหารป้องกันการกำเริบของโรค คือ ผักต่างๆ เพื่อเพิ่มสมดุลความเป็นด่างให้กับร่างกายลดการแบ่งตัวของเซลล์มากผิดปกติที่ผิวหนัง คือ ข้าวโพดอ่อน คะน้า ตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี สะเดา
     7. เสริมวิตามินดี (Vitamin D) เพราะ วิตามินดีช่วยลดภาวะภูมิไวเกิน ลดการแบ่งเซลล์ผิดปกติที่ผิวหนัง แหล่งวิตามินดี คือ แสงแดด นอกจากนี้ยังมีในอาหาร คือ ตับ ไข่แดง ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาแมคเคอร์เรล หรือกลุ่มปลาทะเลต่างๆ

วิธีการรักษาโรคสะเก็ดเงิน

     โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด อาการอาจกำเริบเป็นๆ หายๆ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ และแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวป้องกันการกำเริบ

     1. การใช้ยาทา บรรเทาอาการผื่นคันที่ผิวหนัง
          1.1 หากเป็นผื่นแดงไม่มาก แพทย์จะให้ยาทาบรรเทาอาการคันและป้องกันการอักเสบลุกลาม เช่น ยาทาทีเอ (TA cream 0.1%) เป็นยาทาที่ผสมสารสเตียรอยด์ (Steroid) ความเข้มข้นปานกลาง
          1.2 ยาทากลุ่มซาลิไซลิก (Salicylic Acid) เหมาะกับผิวที่หนาขึ้น เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ช่วยกระตุ้นให้ผื่นขุยลอกเร็วขึ้น ทำให้ผิวบริเวณนั้นนุ่มขึ้น
          1.3 หากมีผื่นและอยู่ในระยะผิวลอก แพทย์จะให้ทาน้ำมันมะกอก (Olive oil) เพื่อบรรเทาอาการแสบคัน และลดการสูญเสียน้ำออกทางผิวหนัง

     2. หากมีอาการผื่นแดงเป็นปื้นลุกลามมาก แพทย์จะพิจารณาให้ยาชนิดรับประทาน คือ
          2.1 หากเป็นปื้นแดงทั้งตัว แพทย์จะให้ยาที่ลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง คือ ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate)โดยยานี้ใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid) ด้วย การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยเคร่งครัด เพราะยามีผลข้างเคียงทำให้เป็นโรคตับอักเสบชนิดเฉียบพลันได้
          2.2 หากปื้นแดงกลายเป็นจุดหนองทั้งตัว แพทย์จะพิจารณาให้ยาในกลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ หรือเรตินอยด์ (Retinoid) ชื่อ แอซิเทรทิน (Acitretin) แต่ยานี้มีข้อจำกัด คือ ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ เพราะจะทำให้ทารกพิการ รวมทั้งสตรีที่รับประทานยานี้ก็ห้ามตั้งครรภ์เป็นเวลา 2 ปี เช่นกัน

     3. การรักษาโดยการฉายแสงด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (Ultraviolet) จากแสงแดดทั้งรังสียูวีเอ (UV-A) หรือยูวีบี (UV-B) โดยฉายแสง 12-18 ครั้ง จะช่วยยืดเวลาในการกำเริบของโรคนานขึ้น แต่บางรายอาจมีอาการข้างเคียง คือ ผิวแดงและลอกจากการฉายแสง

     4. การให้ยาเคมีบำบัดในโรคสะเก็ดเงินบางชนิด เช่น เอซาไธโอพรีน(Azathioprine) โดยแพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant ) ร่วมด้วย การรักษาวิธีนี้ผู้ป่วยต้องระมัดระวังการติดเชื้อซ้ำซ้อนเพราะร่างกายอยู่ในช่วงอ่อนแอจากภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคสะเก็ดเงิน

     1. ระมัดระวังความเครียดต่างๆ เพราะเป็นสาเหตุกระตุ้นหลักให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ นอกจากสาเหตุจากพันธุกรรม
     2. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้อาการของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ ซึ่งก็คือพฤติกรรมทำลายสุขภาพต่าง ๆ
     3. ดูแลสุขภาพตัวเองทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างเพียงพอ
     4. ไปตรวจรักษาอาการตามแพทย์นัดโดยเคร่งครัด หากแพทย์ไม่ได้นัดรักษาต่อเนื่อง ให้สังเกตอาการตัวเอง หากมีความเจ็บป่วย และมีอาการผื่นแดงตามร่างกายตามมาให้รีบไปพบแพทย์

     โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่ถูกกระตุ้นให้กำเริบได้ง่ายจากความเครียด ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงินจึงต้องดูแลจิตใจให้แจ่มใส หากรู้ตัวว่ามีความเครียด ควรหากิจกรรมผ่อนคลาย แต่หากจัดการกับความเครียดของตัวเองไม่ได้ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาบรรเทา นอกจากนี้การดูแลตนเองตามคำแนะนำข้างต้นก็เป็นการป้องกันการกำเริบของโรคสะเก็ดเงิน เพราะโรคสะเก็ดเงินเมื่ออาการกำเริบแล้วจะรักษาให้หายเป็นปกติต้องใช้เวลานาน อีกทั้งยังส่งผลต่อจิตใจจากการสูญเสียภาพลักษณ์ เพราะฉะนั้นการป้องกันการกำเริบของโรคจึงสำคัญมากที่สุด

แสดงความคิดเห็น