โรคต้อกระจก ใครว่าเป็นเฉพาะผู้สูงอายุ

โรคต้อกระจก

     โรคตาในผู้สูงอายุที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตาบอดมากที่สุด คือ โรคต้อกระจก (Cataract) ซึ่งจริงๆแล้วส่วนหนึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ มีเพียงบางส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การได้รับอุบัติเหตุหรือความพิการตั้งแต่กำเนิด แม้ว่าโรคต้อกระจกจะเกิดในวัยสูงอายุมากที่สุด แต่ก็มีถึงร้อยละ 20 ที่ผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกอยู่ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในวัยใดก็ตามหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะเป็นสาเหตุให้ผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกตาบอดได้ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง ดังนั้นเรามาเรียนรู้เรื่องโรคต้อกระจกเพื่อใช้ป้องกันดวงตาตัวเองไว้ก็ไม่เสียหาย

     ต้อกระจก หมายถึง โรคของเลนส์ตา เกิดจากเลนส์ตาขุ่นขาวไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน มีภาพพร่าเลือน ปรับความชัดของภาพที่มองเห็นไม่ได้ การรักษาโรคต้อกระจกก็คือการลอกเอาเลนส์ตาที่ขุ่นขาวออก อาจใส่แว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์หลังลอกเลนส์เก่าออก หรือปัจจุบันมีนวัตกรรมเลนส์แก้วตาเทียมซึ่งเราจะได้ศึกษาและทำความเข้าใจกันค่ะ

อาการของโรคต้อกระจก

     1. มีอาการตามัวมองเห็นไม่ชัด ตาจะค่อยๆ มัวลงเรื่อยๆ ตามความรุนแรงของต้อกระจก เมื่อมองจากที่แสงสว่างจ้า แต่สามารถเห็นเป็นปกติในที่แสงสว่างน้อยหรือมืดสลัว
     2. ในเวลากลางคืนมองเห็นแสงไฟกระจายไปทั่ว
     3. เห็นภาพมีฝ้าขาวบริเวณกลางภาพหรือรูม่านตา
     4. มองเห็นภาพซ้อนจากเลนส์ตาขุ่นไม่เท่ากัน
     5. หากปล่อยต้อกระจกไว้นานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะ ความดันในลูกตาสูงได้

สาเหตุของโรคต้อกระจก

     1. ความเสื่อมของเลนส์ อาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เลนส์ตามีการเสื่อมตามวัยอีกทั้งในผู้ที่สูบบุหรี่ก็ทำให้มีโอกาสที่ดวงตาจะเสื่อมเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบ
     2. การรับแสงอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet) เป็นเวลานาน โดยเฉพาะแสงแดดเวลา 10.00 น. – 15.00 น. โดยรังสียูวีสามารถทำลายเข้าไปที่ชั้นโปรตีน ซึ่งในชั้นนี้มีเอ็นไซน์ที่ช่วยสร้างโปรตีนปกป้องเลนส์ตาอยู่ รวมทั้งยังทำลายเลนส์ตา ทำให้เลนส์แก้วตาเสื่อมจนเป็นโรคต้อกระจกในที่สุด
     3. การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในที่มืด หรือการสัมผัสแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน (Blue Light) จากหน้าจอโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระภายในดวงตา ทำให้เลนส์แก้วตาเสื่อม เกิดโรคต้อกระจก
     4. ดวงตามีการอักเสบ หรือติดเชื้อบ่อยๆ หรือการได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา ทำให้เลนส์ตาได้รับการบาดเจ็บเกิดการอักเสบและมีรอยที่เกิดจากการอักเสบ ส่งผลให้เลนส์ตาเสื่อมในที่สุด
     5. โรคที่ทำให้มีอาการแทรกซ้อนทางตา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ดวงตาได้ไม่ดี เมื่อเป็นระยะยาวส่งผลให้เลนส์ตาเสื่อมได้
     6. การใช้ยาที่ส่งผลต่อดวงตาเป็นประจำ เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์
     7. ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น มารดาที่เป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ลูกก็อาจมีความผิดปกติที่ดวงตาได้
     8. สาเหตุจากกรรมพันธุ์ กลุ่มนี้จะพบความผิดปกติของเลนส์ตาตั้งแต่เด็ก

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

วิธีการรักษาโรคต้อกระจก

     1. การผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตาออกเหลือเพียงเปลือกหุ้มแก้วตาด้านหลัง (Extracapsular cataract extraction (ECCE)) หลังผ่าตัดต้องสวมแว่นประมาณ 1-2 เดือน วิธีนี้เป็นวิธีผ่าตัดต้อกระจกที่ใช้กันมานานเหมาะกับบางสถานที่ๆ อาจไม่มีเครื่องสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือต้อกระจกที่เป็นมานานจนแข็งมากไม่สามารถใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสลายได้ เป็นวิธีที่ปลอดภัยและราคาไม่แพง แต่ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน คือ สายตาเอียงตามมาได้เช่นกัน
     2. การผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตาออกโดยใช้หัวจี้ความเย็น และลอกเอาเลนส์ตาและแคปซูลออกด้วย (Intracapsular cataract extraction (ICCE)) หลังผ่าตัดต้องใส่คอนแทคเลนส์ หรือแว่นตา
     3. การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นความถี่สูง (Phacoemulsification) การผ่าตัดต้อกระจกวิธีนี้เป็นวิธีการผ่าตัดที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องฉีดยาชาใช้เพียงยาหยอดตาก่อนทำการยิงคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปสลายต้อกระจก หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้เลย ใช้เวลาพักฟื้นน้อย แต่ไม่สามารถใช้วิธีนี้กับผู้ที่เป็นต้อกระจกมานานจนเลนส์ตาแข็ง นอกจากนี้วิธีผ่าตัดแบบนี้ยังมีราคาสูงมากอีกด้วย
     4. การใช้เลเซอร์ผ่าตัดต้อกระจกและฝังเลนส์เทียม (Femtosecond Laser) วิธีนี้ใช้เลเซอร์ (Laser) เข้ามาช่วยในการตัดเลนส์ตาเดิมทำให้มีความบอบช้ำน้อย ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและสามารถกลับไปทำงานได้เร็ว

     สาเหตุที่หลังผ่าตัดต้องใส่แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์แก้วตาเทียม เพราะหลังผ่าตัดดวงตาจะไม่มีเลนส์ตาในการรวมแสง หากไม่ใส่ตัวช่วยดังที่กล่าวมา ผู้ป่วยก็ยังคงเห็นภาพต่างๆ มัว เห็นภาพซ้อน หรือเห็นภาพกระจาย จึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องใช้ตัวช่วยดังกล่าว

ข้อควรระวัง/ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

     หลังการผ่าตัดต้อกระจกบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ หากพบอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลเพื่อทำการรักษาต่อไป อาการที่ต้องระวัง คือ
     1. ความดันลูกตาสูง อาการที่พบคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาจมีตามัวร่วมด้วย หากมีอาการนี้ให้รีบแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแล
     2. อาการปวดตามาก มีเลือดออกบริเวณตาจากการดึงรั้งของแผล หากมีเลือดออกในตามากขึ้นให้รีบแจ้งแพทย์
     3. ติดเชื้อที่แผลผ่าตัดที่ดวงตา อาการที่พบคือ ปวดแสบตา มีขี้ตาเยอะ ขี้ตาอาจมีสีเหลืองหรือเขียว

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคต้อกระจก

     1. การถนอมสายตา ไม่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือใช้คอมพิวเตอร์ในห้องที่มืดหรือมีแสงสว่างน้อย เพราะความสว่างจ้าของหน้าจอจะทำลายจอประสาทตา
     2. หากใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก 2 ชั่วโมง จ้องมองไปยังต้นไม้ที่มีสีเขียว หรือการมองออกไปที่ไกลๆ ที่ไม่แสบตา
     3. หากมีกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องออกแดดนานๆ ให้สวมแว่นตากันแดดทุกครั้งเพื่อเป็นการถนอมดวงตา ไม่ให้ถูกทำลายจากแสงอัลตร้าไวโอเลต
     4. หยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว รวมทั้งหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตาจึงทำให้ดวงตาเสื่อม เพิ่มความเสี่ยงเป็นต้อกระจก
     5. หากมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ควรรับประทานยาและไปตรวจตามนัดทุกครั้งที่แพทย์สั่ง เพราะโรคทั้งสองชนิดนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคต้อกระจก
     6. การรับประทานอาหารเสริมประสิทธิภาพดวงตา
          6.1 อาหารอุดมวิตามินเอ (Vitamin A หรือ Retinol) เช่น ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ผักกูด ยอดอ่อนมะระ ผักแว่น ผักบุ้ง ใบแมงลัก ใบขี้เหล็ก
          6.2 อาหารอุดมวิตามินซี (Vitamin C หรือ Ascorbic acid) เช่น มะขามป้อม ฝรั่ง กีวี บร็อคโคลี่ลิ้นจี่ มะละกอสุก ส้ม องุ่น และผลไม้สดหรือผลไม้รสเปรี้ยวอีกหลายชนิด
          6.3 อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) เช่น แครอท ฟักทอง ข้าวโพด ผลแอปริคอต โกจิเบอร์รี่หรือเก๋ากี้ ผักคะน้า ตำลึง
          6.4 อาหารที่มีโอเมกา 3 (Omega 3) ประกอบด้วย EPA และ DHA มีส่วนช่วยในการทำงานของสายตา อาหารกลุ่มนี้ เช่น ไข่ กะหล่ำ เนื้อปลาทะเล ปลาแซลมอน ผักโขม เมล็ดวอลนัท ถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา
          6.5 อาหารที่มีธาตุสังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) เป็นเกลือแร่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทำงานคู่กับวิตามินเอ (Vitamin A) อาหารกลุ่มนี้ เช่น หอย ตับ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่ว ไข่แดง หัวหอม มะเขือเทศ ผักใบเขียว เช่น ตำลึง คะน้า ใบชะพลู ผักกวางตุ้ง

     เพราะดวงตาของเราเป็นอวัยวะสำคัญที่คนเราขาดไม่ได้ หากดวงตาเราเสื่อมหรือสูญเสียการมองเห็น การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก งานที่เคยทำเราก็คงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เพียงคิดแค่นี้เราก็ทำอะไรไม่ถูกเสียแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากถนอมดวงตาให้มองเห็นชัดเจนตลอดไป อย่าลืมปฏิบัติตัวเพื่อดูแลสุขภาพดวงตาซึ่งไม่ยากเกินไปเพียงเราใส่ใจ

แสดงความคิดเห็น