โรคตามใจปาก ตอนที่ 2 เรื่องขับถ่ายไม่สมดุลเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้

มะเร็งลำไส้

     สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในยุคปัจจุบันเป็นมะเร็งลำไส้กันมากขึ้น นั่นเพราะความแปรปรวนในระบบทางเดินอาหาร การขับถ่าย ทั้งอาการท้องผูก หรืออาการท้องเสียบ่อยๆ ล้วนเป็นสาเหตุที่ก่อโรคมะเร็งลำไส้ การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เน้นแป้ง น้ำตาล หรือโปรตีนมากเกินไป ซึ่งต่างจากคนในยุคก่อนที่ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดยังไม่เฟื่องฟู อาหารหลักของคนในสมัยนั้น คือ อาหารตามฤดูกาล เน้นผัก ผลไม้ ซึ่งอาหารจำพวกผักและผลไม้นี่เองที่เป็นตัวปรับสมดุลให้ระบบขับถ่าย

     ปกติในลำไส้ของคนเราจะมีแบคทีเรียประจำถิ่น (Normal Flora) ช่วยกระตุ้นการทำงานของ เอ็นไซน์ในลำไส้ให้ผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งแบคทีเรียส่วนนี้มีทั้งแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และแบคทีเรียที่อาจก่อโรค แต่ในภาวะที่ร่างกายสมดุลแบคทีเรียก่อโรคจะถูกกดไว้ไม่ให้ทำอันตรายต่อร่างกายเราได้ แต่หากเรารับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายขาดความสมดุล เมื่อนั้นเจ้าแบคทีเรียที่เป็นโทษจะเติบโตและก่อโรคให้กับเรา โดยอาหารที่กระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียเฉพาะถิ่น (Normal flora) เราเรียกว่า พรีไบโอติก (Prebiotic)

พรีไบโอติก คืออะไร

     พรีไบโอติก เป็นอาหารที่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ แต่อาจย่อยได้บ้างโดยอาศัยแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่ อาจเรียกว่ากลุ่มเส้นใยอาหาร (Fiber) พบในอาหารจำพวกผัก หรือผลไม้ เป็นกลุ่มอาหารที่กระตุ้นการทำงาน รวมทั้งกระตุ้นการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยกระบวนการหมักที่ส่งไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดี มีประโยชน์ อาหารในกลุ่มนี้ปัจจุบันเรียกว่า Functional food ได้แก่

     1. โอลิโกแซกคาไลด์ (Oligosaccharide) เป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตสายสั้น เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด หัวหอม กระเทียม
     2. โพลีแซคคาไลด์ (Polysaccharide) กลุ่มนี้เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ ร่างกายเราไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ หรือถ้าแบคทีเรียที่ลำไส้ย่อยได้ก็ดูดซึมได้น้อย กลุ่มนี้ประกอบด้วย แป้ง เซลลูโลส และไกลโคเจน
     3. นอน สตาช โพลีแซคคาไลด์ (Non-starch polysaccharide) ประกอบด้วย แพคติน (Pectin) พบในสารสกัดเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม กากแอปเปิลที่คั้นแล้ว, เซลลูโลส(Cellulose) เป็นกลุ่มใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ จะพองตัวในกระเพาะอาหาร ขับให้อาหารเคลื่อนออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น , เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) กลุ่มนี้ผสมอยู่กับเซลลูโลส มีหน้าที่ทำให้อาหารมีความข้นเพิ่มขึ้นจึงทำให้ดูดซึมช้า
     4. อินูลิน (Inulin) เป็นกลุ่มน้ำตาลที่ต่อกันเป็นสายโซ่สั้นๆ เป็นสารให้รสหวานคล้ายน้ำตาล แต่ไม่ถูกย่อยที่ระบบทางเดินอาหาร เช่น แก่นตะวัน กระบก เผือก หัวหอม
     5. น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohol) หรือโพลีไฮดริกแอลกอออล์ (Polyhydric Alcohol) เป็นสารให้ความหวานที่สกัดมาจากผัก ผลไม้ มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ

     แหล่งอาหารที่กล่าวมาข้างต้นจะกระตุ้นการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายให้ทำงานได้เป็นปกติ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ว่าถึงแม้เราจะรับประทานอาหารกลุ่มนี้เข้าไปในปริมาณพอสมควร แต่เชื้อแบคทีเรียในลำไส้มีไม่มากพอก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ บางคนอาจพบว่าการรับประทานใยอาหารมากไปจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้ จึงต้องมีการกระตุ้นด้วยอาหารที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตเข้าไปเสริม เรียกจุลินทรีย์กลุ่มที่เข้าไปเสริมการทำงานนี้ว่าโปรไบโอติก (Probiotic)

โปรไบโอติก คืออะไร

โปรไบโอติก (Probiotic)

โปรไบโอติก (Probiotic)

     โปรไบโอติก คือ เชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อเรารับประทานเข้าไป จะถูกกระบวนการย่อยอาหารนำไปที่ลำไส้ ซึ่งจะเป็นแหล่งอาศัยและเจริญเติบโต ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ที่ลำไส้มาแต่เดิมให้แข็งแรงขึ้น กระตุ้นการเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดี และยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรคที่จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง

แหล่งอาหารโปรไบโอติก

     แหล่งอาหารนี้ คือ นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตโดยที่แต่ละยี่ห้ออาจเติมจุลินทรีย์ต่างชนิดกันให้สังเกตที่ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ โดยจุลินทรีย์ที่จัดเป็นโปรไบโอติกได้แก่

     1. Bifidobacterium bifidum
     2. Bifidobacterium animalis DN 173010
     3. Lactobacillus casei
     4. Lactobacillus acidophilus

     จุลินทรีย์ทั้ง 4 ชนิดข้างต้นจัดเป็นโปรไบโอติก การที่นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตจะเลือกเติมจุลินทรีย์ชนิดใดลงไป จะแล้วแต่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกเติมตัวใดตัวหนึ่ง แต่อาจมีนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตจากต่างประเทศที่เติมจุลินทรีย์เข้าไป 2-3 ตัว ก็จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ ที่นิยมเติมลงไปแต่ไม่จัดเป็นโปรไบโอติก คือ

     1. Streptococcus thermophilus
     2. Lactobacillus delbrueckii
     3. Lactobacillus bulgaricus

     สาเหตุที่นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ตบางชนิดเลือกเติมจุลินทรีย์ที่ไม่ใช่โปรไบโอติกลงไป เพราะให้ความเปรี้ยวและรสชาติดีกว่าชนิดโปรไบโอติก

     วิธีเลือกจุลินทรีย์เพื่อให้ได้ประโยชน์ยังต้องพิจารณาจากระบบขับถ่ายของแต่ละบุคคลด้วย หากเป็นผู้ที่มีอาการท้องผูกให้เลือกนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ชนิดที่เติม Bifidobacterium animalis DN 173010 แต่ถ้าเป็นผู้ที่ถ่ายบ่อยให้หลีกเลี่ยงจุลินทรีย์ตัวนี้

ภาวะที่ทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้ลดลง

     1. ปัจจัยทางด้านอายุ เมื่ออายุมากขึ้นระบบขับถ่ายแปรปรวน ดังจะเห็นว่าผู้สูงอายุมักมีอาการท้องผูก
     2. การรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำ เช่น ยากลุ่มคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) นอกจากยาปฏิชีวนะจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโทษให้ร่างกายแล้ว หากใช้ติดต่อกันไปนานๆ ยาเหล่านี้จะทำลายเชื้อแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ด้วย
     3. การดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จะทำให้ระบบทางเดินอาหารแปรปรวนและมีความเป็นกรดสูงทำให้แบคทีเรียชนิดดีเจริญเติบโตลดลง
     4. การรับประทานแป้ง โดยเฉพาะกลุ่มแป้งขัดขาว หรือไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fatty acid) มากเกินไป อาหารเหล่านี้จะลดการเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ได้เช่นกัน

     จากบทความดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าอาหารที่เรารับประทานมีความสำคัญมาก เพราะสามารถก่อโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ การรับประทานอาหารตามใจปากโดยเลือกรับประทานแต่สิ่งที่เราชอบอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารของเราแปรปรวน การเลือกรับประทานอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก และเราสามารถทำได้ทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดี คุณภาพชีวิตดี ไม่เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งลำไส้

แสดงความคิดเห็น