โรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบแต่อันตรายถึงเป็นอัมพาต

     โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคเรื้อรังที่พบในประชากรไทยมากเป็นอันดับสองรองมาจากโรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นโรคที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน มีการสำรวจพบว่าคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักระบาดวิทยา ปี 2555 ถึง 602,548 ราย ซึ่งนับเป็นจำนวนที่สูงทำให้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการรักษาสูง อีกทั้งผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเองยังต้องเสียสุขภาพ เสียเวลาในการเข้ารับการรักษา ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ควบคุมอาการได้แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง ถ้าหากไม่รักษาก็เสี่ยงต่อเส้นเลือดสมองแตกทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมา

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

     อาการของโรคความดันโลหิตสูงในระยะแรกจะสังเกตอาการยาก เพราะอาจรู้สึกปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยเองอาจจะไม่ได้คิดถึงโรคความดันโลหิตสูงอาจคิดว่าเป็นอาการปวดศีรษะทั่วไป หากไม่เข้ารับการตรวจวัดความดันก็ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่อาการที่จะนำมาพบแพทย์ของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ

     1. อาการปวดศีรษะ ร้าวลงมาที่ต้นคอและไหล่ มักเป็นในตอนเช้าหลังตื่นนอน
     2. บางรายขณะปวดศีรษะอาจมีเลือดกำเดาไหลร่วมด้วย
     3. หากปล่อยภาวะความดันโลหิตสูงไว้นานและไม่ได้รักษาจะมีอาการตาลาย พร่ามัวร่วมด้วย

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

     สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงยังไม่เจาะจงไปว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ปัจจัยที่พบส่วนใหญ่ คือ

     1. ปัจจัยจากพันธุกรรม ผู้ที่มีพ่อแม่ หรือญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมักมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวไม่มีประวัติโรคความดันโลหิตสูง
     2. ปัจจัยจากพฤติกรรม คือ ภาวะอ้วน การรับประทานอาหารหวาน มัน เค็มมากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และพฤติกรรมการบริโภคสารเสพติด เหล้า บุหรี่

ภาวะหรือโรคแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง

     การที่คนเรามีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่บ่อยๆ หรือตลอดเวลาจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายโรคตามมา คือ

     1. โรคหลอดเลือดหัวใจ การที่หัวใจต้องสูบฉีดเลือดอย่างหนักขณะมีภาวะความดันโลหิตสูง เมื่อหัวใจต้องทำงานหนักเป็นเวลานานจะทำให้ผนังหัวใจหนาหรือยืดตัวออกทำให้เกิดโรคหัวใจโตในที่สุด และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้
     2. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอัมพฤกษ์ และอัมพาต
     3. โรคไตวาย จากการที่เลือดไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ หากทิ้งไว้นานไตจะเริ่มเสื่อมและลุกลามเป็นโรคไตวายในที่สุด
     4. หากทิ้งภาวะความดันโลหิตสูงไว้นานโดยไม่รับการรักษาจะมีอาการตาลาย พร่ามัว ดวงตาเสื่อมจากการที่หลอดเลือดฝอยไปเลี้ยงดวงตาได้ไม่ดี

วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

     ถึงแม้ว่าโรคความดันโลหิตสูง ปัจจัยหนึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่อีกปัจจัยก็เกิดจากพฤติกรรมที่หากเรามีพฤติกรรมทางด้านบวกที่ส่งผลดีต่อสุขภาพก็ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ คือ

     1. ดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม เพราะการรับประทานอาหารเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลานานเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
     2. ควบคุมน้ำหนักค่าดัชนีมวลกายควรอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 ไม่ควรเกินกว่านี้ วิธีหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คือน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตรยกกำลังสอง)
     3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆละ 30 นาที เพื่อให้เลือดสูบฉีดได้ดี หลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี
     4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอคืนละ 5-7 ชั่วโมง ฝึกการปล่อยวางเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ไม่เครียด

การตรวจเช็คโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ

ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ

     ในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพประจำปีๆละ 1 ครั้ง ค่าความดันโลหิตของผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ไม่ควรมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) คือ ค่าซิสโตลิก (Systolic) 140 มิลลิเมตรปรอท เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว และไดแอสโตลิก (Diastolic) 90 มิลลิเมตรปรอท คือ ค่าความ ดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว

ระดับความรุนแรงของค่าความดันโลหิต

     1. ความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิต 140/90-160/100 มิลลิเมตรปรอท
     2. ความดันโลหิตสูงระดับปานกลาง ค่าความดันโลหิต 160/100-180/110 มิลลิเมตรปรอท
     3. ความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงหรือวิกฤติ ค่าความดันโลหิตมากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป

     นอกจากการตรวจวัดความดันโลหิตปีละ 1 ครั้งแล้ว ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงหากมีอาการปวดมึนศีรษะ ร้าวไปที่ต้นคอและหลังก็ควรเข้ารับการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะๆ ด้วย

วิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     การรักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้นแพทย์จะพิจารณาให้การรักษา 2 วิธี คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการรักษาด้วยยา

     1. การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
          1.1 การควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายปกติ หากดัชนีมวลกายเกินให้ลดน้ำหนัก มีการวิจัยพบว่าหากน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัม ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 5-20 มิลลิเมตรปรอท
          1.2 ให้เพิ่มการรับประทานผักผลไม้สดวันละ 1 ถ้วย ผักปรุงสุกวันละ ½ ถ้วย ลดไขมันอิ่มตัว คือ ไขมันสัตว์ ชีส จะช่วยลดความดันโลหิต 8-14 มิลลิเมตรปรอท
          1.3 การออกกำลังกายตามที่กรมอนามัยแนะนำ คือ สัปดาห์ละ 3 ครั้งๆละ 30 นาที วิธีการออกกำลังกายโดยการออกแรงอย่างสม่ำเสมอ คือ เต้นแอโรบิค เดินเร็ว จะช่วยลดความดันโลหิต 5-10 มิลลิเมตรปรอท
          1.4 งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ช่วยลดความดันโลหิต 5-10 มิลลิเมตรปรอท
          1.5 ลดการรับประทานอาหารเค็ม เช่น เกลือ ซ๊อส ซีอิ้ว น้ำปลา กะปิ ของหมักดอง จะช่วยลดความดันโลหิตได้ 2-10 มิลลิเมตรปรอท

     2. การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยการใช้ยารักษา
          2.1 การใช้ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ (Enzyme) ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวซึ่งเป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตสูง ยากลุ่มนี้จะทำให้หลอดเลือดขยายจึงช่วยลดความดันโลหิต ชื่อยาในกลุ่มนี้จะลงท้ายด้วยพริล (Pril) เช่น อีนาลาพริล (Enalapril) ผู้ที่ได้รับยาในกลุ่มนี้หากมีอาการไอแห้งติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ให้แจ้งแพทย์ผู้รักษา
          2.2 ยาที่ช่วยขยายทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง ออกฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์เหมือนยากลุ่มแรกแต่ไม่ทำให้เกิดอาการไอมากเช่นยากลุ่มแรก แต่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะผื่นคัน ยาในกลุ่มนี้จะลงท้ายด้วยแทน(Tan) เช่น ลอซาร์แทน (Losartan)
          2.3 ยาในกลุ่มที่ปิดกั้นระบบประสาทอัตโนมัติทำให้ความดันและชีพจรลดลง ยากลุ่มนี้จะลงท้ายด้วยลอล (Lol) เช่น อะทีโนลอล (Atenolol) โพรพราโนลอล (Propranolol) ยากลุ่มนี้จะกระตุ้นอาการหอบจึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด
          2.4 ยาในกลุ่มขับปัสสาวะ แพทย์จะแจ้งผู้ป่วยว่าเป็นยาขับปัสสาวะ มีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิต แต่อาการข้างเคียง คือ ปัสสาวะบ่อย เกลือแร่โพแทสเซียม (Potassium) ในร่างกายลดลง ผู้ที่ได้ยาขับปัสสาวะแพทย์จะแนะนำให้รับประทานกล้วยน้ำว้าวันละ 1-2 ผล เพื่อเสริมเกลือแร่โพแทสเซียม หากมีอาการอ่อนเพลียมากต้องพบแพทย์ทันที
          2.5 ยาที่ออกฤทธิ์ขัดขวางการไหลเวียนแคลเซียม (Calcium channel blockers) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลงจึงลดความดันโลหิต ยาในกลุ่มนี้จะลงท้ายด้วยปีน (Pine) เช่น แอมโลดิปีน (Amlodipine) ไนเฟดดิปีน (Nifedipine) หากได้รับยาในกลุ่มนี้ต้องสังเกตอาการข้างเคียง คือ บวมหลังมือหลังเท้า หากมีอาการดังกล่าวให้รีบกลับมาพบแพทย์เพราะอาจเกิดภาวะหัวใจวาย

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง

     1. ตรวจและรับยาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเอง หากมีอาการปวดมึนศีรษะ ปวดร้าวลงไหล่ คลื่นไส้ แขน ขาอ่อนแรง ให้ไปตรวจก่อนแพทย์นัด อีกทั้งให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาที่รับประทานดังที่กล่าวข้างต้นด้วย
     2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โปรตีนควรเป็นโปรตีนย่อยง่าย เช่น ปลา เต้าหู้ เพิ่มผักและผลไม้
     3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือผสมอยู่มาก เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำปลา เกลือ ซ๊อส ซีอิ๊ว ของหมักดอง เพราะอาหารเหล่านี้จะเพิ่มค่าความดันโลหิต หากเป็นผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจควบคู่กับโรคความดันโลหิตสูงจะทำให้คุมภาวะความดันโลหิตไม่ได้
     4. งดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เหล้า บุหรี่ แน่นอนว่าทั้งสองชนิดนี้มีสารพิวรีน (Purine) สูง สารพิวรีนจะไปเกาะในหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่นส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง อีกทั้งบุหรี่ยังมีสารนิโคติน (Nicotine) ที่ทำให้หลอดเลือดเปราะ แตก หักง่าย หากผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงยังสูบบุหรี่อยู่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตก

สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     เนื่องจากในประเทศไทยมีสมุนไพรและตำราสมุนไพรอยู่มากมายจึงมีสมุนไพรหลายตัวที่มีสรรพคุณลดความดันโลหิต สมุนไพรเหล่านี้ทำได้เพียงช่วยลดความดันโลหิตไม่ได้รักษาโรคความดันโลหิต ก่อนจะใช้สมุนไพรตัวใดควรปรึกษาแพทย์ที่ให้การรักษาก่อน เพราะสมุนไพรบางตัวทำให้เกิดโรคไตวาย หรืออาจเสริมฤทธิ์กับยาลดความดันทำให้เกิดอาการหน้ามืดจากความดันโลหิตลดลงมากเกินไป หรืออาจไปลดฤทธิ์ยาลดความดันทำให้การรักษาโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้ผล จึงขอแนะนำสมุนไพรที่ปลอดภัยกับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้

กระเจี๊ยบเขียว สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

กระเจี๊ยบเขียว สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     1. กระเจี๊ยบเขียว (Lady’s Finger) เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยกับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะสามารถต้มหรือนึ่งรับประทานได้เลย อุดมด้วยสารเมือก (Mucilage) และสารเพคติน (Pectin) ซึ่งเป็นใยอาหารมีความสามารถในการดูดซับไขมัน และไปพองตัวในกระเพาะอาหารทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว รับประทานอาหารได้น้อย ช่วยลดการดูดซึมไขมัน ลดภาวะไขมันสะสมในร่างกายและหลอดเลือด จึงช่วยควบคุมความดันโลหิตได้

     วิธีรับประทาน นิยมนำมาทำอาหาร เช่น ต้ม ลวก รับประทานคู่กับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหารอื่น เช่น ผัด แกง

ใบบัวบก สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ใบบัวบก สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     2. ใบบัวบก (Gotu kola) รับประทานได้แบบลวก ต้ม หรือคั้นน้ำมาต้มดื่ม ใบบัวบกมีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง จึงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตส่วนปลายสามารถควบคุมความดันโลหิต นอกจากนี้ใบบัวบกยังลดการเกาะตัวกันของเม็ดเลือดจึงทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการปวดศีรษะที่เกิดจากหลอดเลือดหดตัวได้

     ใช้ทั้งนำมาต้มน้ำดื่ม และประกอบอาหารทั้งลวก นึ่งรับประทานคู่กับน้ำพริก รวมทั้งประกอบอาหารผัด แกง โดยพิจารณาให้เหมาะกับโรค คือ หากเป็นโรคความดันโลหิตสูงอย่างเดียวก็รับประทานได้ทั้งชนิดคั้นน้ำต้มดื่ม หรือ ลวก ต้มกับน้ำพริก แต่หากเป็นโรคไตที่มีภาวะบวมร่วมด้วยให้เลือกรับประทานชนิดต้ม หรือลวก

กระเทียม สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

กระเทียม สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     3. กระเทียม (Garlic) มีสารพฤกษเคมี ชื่ออะดีโนซีน (Adenosine) และพรอสตาแกลนดิน เอ 1 (Prostaglandin A1) ประกอบอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งสารตัวนี้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบและหลอดเลือดคลายตัวจึงส่งผลช่วยลดความดันโลหิต นอกจากนี้กระเทียมยังมีสารที่ช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดจึงช่วยให้เลือดไหลเวียนดี

     รับประทานได้ทั้งสด ปรุงสุก หรือแม้กระทั่งกระเทียมดอง ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจและรับประทานยาละลายลิ่มเลือดร่วมด้วย คือ แอสไพริน (Aspirin) วาร์ฟาริน (Warfarin) ไม่ควรรับประทานกระเทียมมากเกินไป เพราะจะไปเสริมฤทธิ์กับยากลุ่มนี้ทำให้เมื่อเป็นแผลแล้วเลือดหยุดไหลช้า

มะรุม สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

มะรุม สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     4. มะรุม (Drumstick Tree) มีสารในกลุ่มไกลโคไซด์ (Glycoside) รวมทั้งสารในกลุ่มไนอะซิน (Niacin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ

     นิยมนำยอดอ่อนมาต้ม ลวก รับประทานคู่กับน้ำพริก รวมทั้งนำยอดอ่อน และฝักมาใช้ประกอบอาหารประเภทแกง สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบ โรคตับโต ควรงดเว้นการรับประทานมะรุมเพราะจะทำให้เกิดพิษ

คาวตอง หรือพลูคาว สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

คาวตอง หรือพลูคาว สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     5. คาวตอง หรือพลูคาว (Plu Kaow) เป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกาะตัวเป็นกลุ่มของเลือด จึงช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก และควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ

     นิยมรับประทานเป็นผักเคียงน้ำพริก หรือลาบ บางคนอาจไม่ชอบเพราะคาวตองมีกลิ่นเฉพาะหรือกลิ่นคาวนั่นเอง

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรรักษาโรคความดันโลหิตสูง

     6. กระเจี๊ยบแดง (Roselle) เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยกับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคไตร่วมและมีอาการบวมไม่แนะนำ เพราะต้องดื่มน้ำกระเจี๊ยบจะทำให้บวมมากขึ้น กระเจี๊ยบแดงช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่นไม่เปราะหักง่าย เพราะมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จึงช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ลดการบีบเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงช่วยให้ความดันโลหิตปกติ นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

     กระเจี๊ยบแดงนิยมนำผลสดสีแดงจัดมาต้ม หรือนำมาตากแห้งเก็บไว้ต้มดื่มในฤดูร้อนเพราะให้ฤทธิ์เย็น เหมาะกับช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าว

     เนื่องจากโรคความดันโลหิตเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการชัดเจนนอกจากในระยะที่มีความดันโลหิตสูงจนวิกฤติทำให้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหลายรายละเลยการรับประทานยา การไปตรวจตามนัด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้อาการของโรครุนแรงจนเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมา ซึ่งผลที่ตามมานี้เองที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หรือพิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะตัวผู้ป่วยเอง หากตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงจึงควรใส่ใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อตัวเอง

แสดงความคิดเห็น