โรคข้อเข่าเสื่อม ภัยเงียบของคนวัยทำงาน

     โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นโรคเกี่ยวกับข้อและกระดูกที่เป็นกันมาก แม้จะไม่ใช่โรคที่ก่ออันตรายจนน่ากลัวแต่ก็เป็นภัยเงียบที่เกิดกับประชาชนทุกวัย ในประชากร 1,000 คนจะพบว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม 113 คน ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงอีกทั้งโรคนี้หากปล่อยให้ลุกลามจนถึงขั้นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอาจต้องใช้เงินหลักหมื่นหรือหลักแสนเลยทีเดียว ดังนั้นการป้องกันตัวเองให้ถูกวิธีเพื่อหลีกหนีการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจึงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เราทุกคนจึงควรใส่ใจอวัยวะนี้

     ข้อเข่าเป็นอวัยวะที่อยู่ตรงกลางของร่างกาย ต้องรับน้ำหนักทั้งหมด จึงเป็นข้อที่มีการเสื่อมได้ง่ายและมากที่สุดในบรรดาข้อทั้งหมด เราจึงต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง ข้อเข่าเสื่อมหมายถึงบริเวณผิวกระดูกอ่อนของข้อเสื่อมทำให้ผิวกระดูกบริเวณนั้นขรุขระ ไม่เรียบหรืออาจเกิดกระดูกงอกทำให้มีปัญหาปวดข้อเข่าตามมา

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

     อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมมีหลายอาการเริ่มจากเป็นในระยะอาการน้อย จนมีอาการมากทำให้ปวดเข่าจนรบกวนกิจวัตรประจำวัน อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมแบ่งเป็น 2 ระยะใหญ่ๆ คือ

1. ระยะที่ไม่มีการอักเสบ แต่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมชนิดเริ่มต้น
     1.1 มีเสียงในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว หรือลุกนั่ง (Crepitus on motion) เกิดจากกระดูกอ่อนเสียดสีกันจนเกิดเสียงดัง ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาที่กระดูกเองหรือน้ำที่หล่อเลี้ยงข้อ (Synovial fluid) ลดลง
     1.2 มีอาการปวดข้อเข่า ในระยะแรกอาจปวดเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มปวดจากข้อเข่าข้างเดียวทำให้ผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมลงน้ำหนักขาในข้างที่ปกติทำให้ข้อเข่าข้างที่ปกติจะมีอาการเสื่อมตามมาในที่สุด อาการปวดข้อจะแสดงชัดหลังจากใช้ข้อนั้นนานๆ ถ้ามีอาการเสื่อมของข้อมากมักมีอาการปวดแม้เพียงขยับขาเล็กน้อย
     1.3 ข้อเข่าฝืดแข็ง (Localized stiffness) จะมีอาการหลังพักขานานๆ แล้วขยับหรือมีอาการงอขาลำบาก เช่น หลังตื่นนอน หรือหลังนั่งนานๆ อาการจะดีขึ้นหลังขยับข้อเข่าช้าๆ 1-2 ครั้ง
     1.4 ลักษณะการเคลื่อนไหวไม่ปกติหรือมีข้อจำกัด (Limitation of movement) เกิดจากข้อเข่าที่เสื่อมและมีกระดูกงอกทำให้ลักษณะการเคลื่อนไหวจำกัดไม่คล่องตัวตามปกติ
     1.5 ข้อผิดรูปหรือพิการ (Joint deformity) ลักษณะที่พบคืออาจมีข้อเข่าโก่ง (Bowleg) ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะทำให้การเดินไม่มั่นคงหากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดข้อเข่ามาก
     1.6 การเดินผิดปกติ (Gait disturbance) ลักษณะการเดินจะกะเผลกขาสองข้างไม่เท่ากันโดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นหรือลงทางต่างระดับ
     1.7 อาจเกิดภาวะข้อหลวม (Joint instability) ความมั่นคงของข้อเข่าลดลง เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายและอาจทำให้มีอาการปวดข้อเข่ารุนแรง
     1.8 กล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อเข่าลีบ (Muscle atrophy) กรณีนี้มักพบในระยะโรครุนแรง เกิดจากการที่ผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อมไม่ใช้ข้อเข่าข้างนั้นจากอาการปวดทำให้กล้ามเนื้อลีบ

2. ระยะมีการอักเสบของข้อเข่า
     2.1 ข้อเข่าบวมโตขึ้น (Joint enlargement) เกิดจากมีน้ำในข้อมากขึ้น หรือมีกระดูกงอกทำให้ข้อเข่าบวมโตผิดรูป
     2.2 กดเจ็บที่ข้อเข่า (Joint tenderness) อาจเจ็บเวลาขยับ หากสัมผัสหรือกดจะมีอาการเจ็บมากขึ้น
     2.3 ข้อเข่าอุ่น (Joint warmth) สัมผัสบริเวณข้อเข่าจะรู้สึกอุ่น หรือร้อนมากกว่าบริเวณอื่น

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม

     โรคข้อเข่าเสื่อมมีปัจจัยทำให้เกิดอาการหลายปัจจัย โดยแบ่งได้ดังต่อไปนี้ คือ

     1. เกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดทำให้เข่าผิดรูปเมื่อเติบโตขึ้นและใช้ข้อเข่าไปนานก็ทำให้ข้อเข่าสึกและเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ
     2. อายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มวลกระดูกลดลง อีกทั้งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมสูงกว่าผู้ชาย จากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen Hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยสะสมแคลเซียมไว้ในกระดูก
     3. มีการใช้ข้อเข่าหักโหมติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น การคุกเข่า การนั่งยองๆ นั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิเป็นเวลานาน
     4. การมีน้ำหนักตัวมาก โดยวัดจากดัชนีมวลกายของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ The Asia- Pacific Perspective : Redefinding obesity and its treatment Feb 2000 วิธีการคำนวณ คือ BMI (Body Mass Index) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร ยกกำลัง 2) หรือ kg/m2 หากดัชนีมวลกายมากกว่า 23 ถือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม เพราะเข่าต้องรับน้ำหนักตัวมาก
     5. การใส่รองเท้าส้นสูงติดต่อกันเป็นเวลานานและเป็นประจำ ทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ
     6. เกิดจากโรคของข้อต่างๆ เช่น โรคไขข้อรูมาตอยด์ โรคเก๊าท์
     7. เกิดจากอุบัติเหตุทำให้กระดูกข้อเข่าได้รับบาดเจ็บ

วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 23 ก็จะช่วยลดการกดน้ำหนักของร่างกายลงไปที่ข้อเข่า
     2. การออกกำลังกาย มีหลายทฤษฎีกังวลว่าการออกกำลัง เช่น การวิ่ง การเต้นแอโรบิค จะเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่จริงๆ แล้วการออกกำลังกายของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี จะเป็นการเพิ่มค่ามวลกระดูกให้แข็งแรง หากเราออกกำลังกายต่อเนื่องก็จะช่วยลดความเสื่อมของข้อเข่า แต่หากกังวลมากก็อาจปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเป็นการว่ายน้ำ หรือเดินเร็ว
     3. ในการดำเนินกิจวัตร หรือการทำงานต้องมีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถทุก 2 ชั่วโมง ไม่นั่งหรือยืนนานโดยไม่เปลี่ยนแปลงท่าทาง เพราะจะทำให้กระดูกข้อเข่าเสื่อม อีกทั้งท่าทางการยืนไม่ควรลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียว เช่น การยืนงอเข่า หรือพักเข่าข้างเดียว เพราะจะทำให้ข้อข้างที่ใช้งานต้องรับน้ำหนักมากเกินไป
     4. หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูงตลอดเวลา
     5. การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบอย่างสม่ำเสมอ โดยในหนึ่งวันคนเราต้องได้รับแคลเซียมวันละ 1,000-1,200 มิลลิกรัม ซึ่งแคลเซียมพบมากในนมวัว นมถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูก เต้าหู้
     6. การรับประทานยาแก้ปวด หรือยากลุ่มสเตียรอยด์ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะยาบางตัวจะทำให้มวลกระดูกลดลง และกระดูกเสื่อมได้

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

แนวทางการวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

แนวทางการวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

     1. ผู้ที่มาตรวจมักจะมีอาการปวดเข่านำมา การวินิจฉัยอันดับแรก คือ การตรวจร่างกาย อาการปวดบวมข้อเข่า การซักประวัติ
     2. การตรวจทางรังสีวิทยา (X-Ray)
     3. การตรวจเลือด น้ำข้อเข่าทางห้องปฏิบัติการ
     4. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. การรักษาแบบประคับประคอง
     1.1 ในช่วงที่มีอาการไม่มาก เช่น ได้ยินเสียงขณะขยับเข่า หรือมีอาการปวดหลังใช้งานข้อเข่ามาสักระยะ อาจสวมสนับเข่าเพื่อช่วยพยุงข้อเข่า
     1.2 หากมีอาการปวดไม่มากแพทย์จะให้ยาบรรเทาปวด หรือหากมีข้อเข่า ปวด แดง ร้อนที่แสดงถึงการอักเสบ แพทย์จะให้ยาแก้อักเสบโดยยาที่แพทย์ให้ก็มีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาปวด หรือแม้กระทั่งยาที่ใช้ฉีดเข้าที่ข้อเข่าเพื่อลดอาการปวด
     1.3 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงกระแทกข้อเข่า
     1.4 หากมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23 ให้ลดน้ำหนักเพื่อลดการกดบริเวณข้อเข่า
     1.5 ทำกายภาพบำบัด โดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดจะนัดทำกายภาพจนกว่าอาการจะทุเลา

2. การรักษาโดยการผ่าตัด หากการรักษาแบบประคับประคองไม่ได้ผลดี ยังมีอาการปวดข้อเข่าจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ปวดมากแม้ขณะพัก แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดข้อเข่าเทียม
     2.1 การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้านเดียว (Unicompartmental Knee Arthroplasty : UKA) จะผ่าตัดกรณีข้อเข่าไม่โก่งมาก ลูกสะบ้าที่ข้อเข่ายังไม่ได้รับความเสียหาย วิธีการผ่าตัดมักผ่าเปลี่ยนข้อเข่าด้านใน แผลผ่าตัดไม่ใหญ่มากและสามารถฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้เร็ว
     2.2 การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Replacement) เป็นการเปลี่ยนผิวที่คลุมข้อเข่าทั้งหมด วิธีการโดยการนำข้อเข่าเทียบเข้าไปครอบกระดูกข้อเข่าที่เสื่อม วิธีการผ่าตัดแบบนี้จะทำกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมมาก

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     1. โรคข้อเข่าเสื่อมอาการแรกๆที่พบคืออาการปวดเข่า หากมีอาการปวดไม่ควรซื้อยาแก้ปวดรับประทานเองควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เพราะยาบางตัวมีฤทธิ์กัดกระเพาะมาก ยาบางตัวทำให้ไตเสื่อม และยาแก้ปวดบางตัวทำให้มวลกระดูกลดลง
     2. เปลี่ยนท่าทางกิจวัตร หรือท่าทางการทำงานทุก 2 ชั่วโมง งดการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ
     3. หากเป็นผู้หญิงให้งดใส่รองเท้าส้นสูง
     4. ทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดสอน และไปทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์นัดโดยเคร่งครัด

อาหารที่ควรรับประทานเมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

อาหาร 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ

อาหาร 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ

     1. อาหาร 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ คือ แป้ง โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ไขมันและน้ำ

นมถั่วเหลือง อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม

นมถั่วเหลือง อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม

     2. เสริมอาหารอุดมแคลเซียม เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย ถั่ว งา โดยอาหารกลุ่มนี้ 100 กรัมให้แคลเซียมมากกว่า 500 มิลลิกรัม

อาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี

อาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี

     3. เพื่อการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีมีความจำเป็นต้องเสริมวิตามินดี (Vitamin D) โดยวิตามินตัวนี้มีในแสงแดดและพบในอาหาร เช่น ถั่ว นม ปลา ชีส

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ควรงดสูบบุหรี่ เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ควรงดสูบบุหรี่ เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     1. งดสูบบุหรี่ สาเหตุแรก คือ บุหรี่เป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่นจึงทำให้เลือดไปเลี้ยงข้อต่างๆไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดภาวะข้อเสื่อมในที่สุด และอีกสาเหตุบุหรี่เป็นสารที่ทำให้แคลเซียมในมวลกระดูกถูกทำลายจนเกิดภาวะกระดูกบาง

ควรงดดื่มสุรา เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ควรงดดื่มสุรา เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     2. งดดื่มสุรา เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีสารพิวรีน (Purine) สูง ซึ่งสารนี้จะไปตกค้างอยู่บริเวณข้อต่างๆ ในระยะยาวจะทำให้ข้อฝืด ติด และเสื่อมได้

ควรลดดื่มน้ำอัดลม เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ควรลดดื่มน้ำอัดลม เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     3. น้ำอัดลม เป็นตัวยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย

ควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

     4. ถ้ามีอายุมากกว่า 50 ปี และมีอาการปวดข้อเข่า หรือมีเสียงเวลางอข้อเข่า ควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารหมักดอง ขนมถุงปรุงรส เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด เกิดผลึกไปเกาะตามข้อต่างๆ ทำให้มีอาการปวด บวมข้อตามมา

     จะเห็นว่าโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เราสามารถป้องกัน และชะลอการเสื่อมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำเพื่อดูแลตัวเองเพราะหากเราปล่อยให้ความเคยชินทำลายข้อเข่าของเราแล้ว เราก็ต้องเสียเวลารักษา ต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด และท้ายที่สุดต้องจ่ายเงินค่ารักษาราคาแพง ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจและดูแลสุขภาพตัวเองให้ห่างไกลจากความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจะดีกว่า

แสดงความคิดเห็น