เรียนรู้และจัดการปัญหารอยคล้ำใต้ดวงตาด้วยตนเอง

     ปัญหารอยคล้ำใต้ตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย เป็นที่น่าสังเกตว่าจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น ปัญหานี้ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลถึงชีวิต แต่มักจะเป็นปัญหาในด้านความสวยความงาม เนื่องจากผู้ที่มีรอยคล้ำมักจะเกิดความกังวล สูญเสียความมั่นใจ ทำให้ดูเป็นคนอ่อนเพลีย เศร้าและดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริงได้ โดย สาเหตุของการเกิดรอยคล้ำใต้ดวงตาเกิดจากปัจจัยหลักๆ 2 ประการคือ ปัจจัยภายนอกร่างกายและปัจจัยภายในร่างกายซึ่งปัจจัยภายในร่างกายแบ่งออกเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ดังนี้

ปัจจัยภายในร่างกายที่ควบคุมไม่ได้

     1. การมีผิวหนังบริเวณใต้ตาบาง มักเกิดจากเส้นเลือดใต้ผิวหนัง อาจจะเป็นร่วมกับการมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย ทำให้เราเห็นเงาดำเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากหลอดเลือดดำซึ่งไหลผ่านบริเวณรอบดวงตา มักจะมีสีออกม่วง เห็นชัดมากบริเวณหัวตา

     2. การมีผิวหนังใต้ดวงตาหย่อนคล้อยทำให้เกิดเงาดำ เป็นปัญหาที่น่ากังวลมากสำหรับคนอายุมากขึ้น ซึ่งมักจะหนีไม่พ้น ยิ่งอายุมากยิ่งเห็นได้ชัด บางคนอาจพบได้ตั้งแต่แต่เริ่มวัยหนุ่มสาว สาเหตุ เกิดจากผิวหนังบริเวณนี้เริ่มบางเนื้อเยื่อค่อนข้างหลวม ประกอบกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณใต้ตาเริ่มเสื่อมสลาย ส่งผลให้เปลือกตาล่างมีรอยพับเกิดขึ้น และนอกจากเกิดรอยย่น พบว่าไขมันจะถูกดันออกมาเพราะกล้ามเนื้อไม่กระชับ เกิดเป็นถุงใต้ตา

     3. การสร้างเม็ดสีบริเวณผิวหนังใต้ดวงตาเพิ่มมากขึ้น มักพบในภาวะรอยดำที่เกิดภายหลังการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังเรื้อรัง มักจะมีสีออกเทาๆ รอยคล้ำชนิดนี้เมื่อเอามือรีดผิวหนังบริเวณรอบๆ รอยก็ไม่จางหายไป หรือเกิดจากความเครียดซึ่งจะส่งผลให้มีการหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีรอบๆ ดวงตาให้มีการสร้าง เมลานินเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ดวงตา

ปัจจัยภายในร่างกายที่ควบคุมได้

การดื่มน้ำ 

การดื่มน้ำ

     1. การดื่มน้ำ  สามารถป้องกันได้โดย การดื่มน้ำสะอาดมากๆ ซึ่งควรดื่มน้ำให้ได้ วันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็ม

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็ม

     2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็ม  เนื่องจากเกลือจะทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย รวมถึงบริเวณรอบดวงตาด้วย

การนอนดึก พักผ่อนน้อย

การนอนดึก พักผ่อนน้อย

     3. การนอนดึก พักผ่อนน้อย  ป้องกันได้โดย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอโดยเวลาที่เหมาะสมกับการพักผ่อนคือช่วง 4 ทุ่ม – 6 โมงเช้า ไม่ใช่แค่นับเวลาให้ได้ 8 ชั่วโมงแต่เพียงเท่านั้น เพราะจำนวนชั่วโมงไม่ได้บอกว่า เรานอนหลับเพียงพอแต่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายของเรามากกว่า

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย

     4. การออกกำลังกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างต่ำ

การนอนหนุนหมอนสูง

การนอนหนุนหมอนสูง

     5. การนอนหนุนหมอนสูง จะช่วยลดการคั่งของน้ำรอบดวงตาได้

การล้างหน้า

การล้างหน้า

     6. การล้างหน้า การใช้น้ำเย็นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนัง ช่วยให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใสส่วนของปัจจัยภายนอกร่างกาย คือ สิ่งที่อยู่ภายนอกแล้วมีผลมาทำลายผิวของเราได้แก่ มลพิษ แสงแดด การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงการเช็ดถู ขัดถูแรงๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถป้องกันได้

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
     สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องรอยคล้ำใต้ดวงตา ในเบื้องต้นอาจจะทำให้ปัญหาเบาบางลงด้วยการใช้เครื่องสำอางทากลบ ทายาลดรอยดำ ทาครีมบำรุงผิว ทาครีมกันแดด บางรายอาจจะสวมแว่นตากันแดดซึ่งสามารถป้องกันแสงแดดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริ้วรอย และรอยคล้ำแดดได้ และเนื่องจากผิวรอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบาง จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินและคาเฟอีน เนื่องจากมีผลการวิจัยยืนยันว่า คาเฟอีนช่วยทำให้ผิวหนังที่บวมรอบดวงตากลับสู่สภาวะปกติ และยังช่วยให้เซลล์ไขมันสลายตัวได้ดีขึ้น จึงช่วยแก้ปัญหาผิวรอบดวงตาได้

     นอกจากนี้ยังควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบา ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองและไม่หนักมากเกินไป เพราะการใช้ครีมบำรุงที่เนื้อหนักเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการตาบวมตอนเช้าภายหลังตื่นนอนได้

แสดงความคิดเห็น