อาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง

แหล่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง

     สมัยนี้จะกินอะไรหรือจะเอาอะไรเข้าปากก็คิดถึงแต่ว่ามีวิตามิน หรือสารอะไรที่มีประโยชน์บ้างไหม แน่นอนว่าสารตัวหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมากนั่นคือ เบต้าแคโรทีน สารเบต้าแคโรทีนเป็นคำฮิตติดปากสำหรับผู้รักสุขภาพไปแล้ว ไม่ว่า ผัก ผลไม้ ขนม หรือน้ำหวาน เราต่างก็มองหาว่ามีเบต้าแคโรทีนผสมอยู่บ้างหรือเปล่าหนอ นั่นเป็นเพราะกลุ่มหนุ่มๆ สาวๆ ผู้รักสุขภาพทุกคนต่างก็รู้สรรพคุณเด่นของเจ้าเบต้าแคโรทีนว่าเป็นสารตั้งต้นสำหรับคนอยากขาว หรือขาวแล้วอยากออร่ากระจายกว่าเดิม แล้วแบบนี้จะไม่ให้มองหาก่อนสารอาหารอย่างอื่นได้อย่างไร

     จริงๆ แล้ว เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) คือ สารตั้งต้นของโปรวิตามิน เอ (Pro-vitamin A) จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งเป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่พบในผัก ผลไม้ที่มีสารสีเหลือง ส้ม เขียว นอกจากประโยชน์ที่ช่วยให้ผิวขาวเปล่งปลั่งมีออร่าแล้ว เบต้าแคโรทีนยังเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง

ประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน

     1. เบต้าแคโรทีนออกฤทธิ์ในการปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากรังสียูวี (Ultraviolet) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ผิว ทำให้เซลล์ผิวเสื่อม แก่ก่อนวัย รวมทั้งเป็นสาเหตุให้ผิวหมองคล้ำไม่สดใส

     2. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ป้องกันเซลล์เสื่อม จึงชะลอวัย (Anti-aging) ไม่ให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่น

     3. กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน (T-helper cell) ให้ปกป้องร่างกาย โดยการทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาให้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมทั้งต้านทานการก่อตัวของเซลล์แปลกปลอม เช่น มะเร็งอีกด้วย

     4. ช่วยการทำงานของดวงตาให้มีประสิทธิภาพ ลดความเสื่อมของดวงตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก (Cataracts) และป้องกันโรคตาบอดกลางคืน (Night blindness) เมื่อเบต้าแคโรทีนถูกย่อยสลาย ที่ตับจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ที่จะถูกนำไปใช้ในการสร้างโรดอฟซิน (Rhodopsin) ให้กับเรตินา (Retina) หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นตัวช่วยส่งเสริมการมองเห็นให้มีประสิทธิภาพขึ้น

     ลักษณะการทำงานของเบต้าแคโรทีนจะเข้าจับกับปฏิกิริยาการสันดาปที่เกิดการออกซิเดชั่น (Oxidation) ระหว่างอนุมูลอิสระและสาระสำคัญในเซลล์ เกิดเป็นกระบวนการต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อ ผิวหนัง ดวงตา

เราควรได้รับสารเบต้าแคโรทีนเท่าไหร่

     เบต้าแคโรทีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์ได้เองต้องรับมาจากภายนอก ร่างกายต้องการสารเบต้าแคโรทีนวันละ 15 มิลลิกรัม โดยที่สารตัวนี้เมื่อผสมอยู่ในอาหารจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ปัจจุบันมีการสกัดสารเบต้าแคโรทีนเสริมอาหารเพื่อลดการถูกทำลายจากขั้นตอนการปรุงอาหาร

อาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง

     มีการศึกษาของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เรื่องผัก ผลไม้ที่ให้สารเบต้าแคโรทีนสูง คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะเขือเทศราชินี มะละกอสุก กล้วยไข่ แคนตาลูป แครอท ฟักทอง ตำลึง สะเดา นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีเบต้าแคโรทีนชนิดสกัดเม็ดออกจำหน่าย

แครอท และเบต้าแคโรทีนสกัดเม็ด

แครอท และเบต้าแคโรทีนสกัดเม็ด

     เบต้าแคโรทีนชนิดสกัดเม็ด ขนาดที่แนะนำให้รับประทานคือ 15-30 มิลลิกรัม ให้รับประทานหลังอาหาร ส่วนใหญ่เบต้าแคโรทีนชนิดสกัดมักมาในรูปแบบผสมอยู่กับวิตามินตัวอื่น และขนาดของเบต้า แคโรทีนที่ผสมไม่ควรเกิน 30 มิลลิกรัม

การรับประทานเบต้าแคโรทีนสกัดอย่างปลอดภัย

     การรับประทานผลิตภัณฑ์สกัดเสริมอาหารเป็นทางเลือกสุขภาพที่รวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดโทษต่อร่างกาย เบต้าแคโรทีนก็เช่นกัน วิธีการเลือกซื้อ

     1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หากเป็นสินค้านำเข้าควรผ่าน FDA (The United Food Drug Administration) ของประเทศนั้นๆ
     2. บอกส่วนประกอบที่ชัดเจนเป็นมิลลิกรัม เช่น มีเบต้าแคโรทีนกี่มิลลิกรัม (ไม่ควรเกิน 30 มิลลิกรัม)
     3. มีตำแหน่งที่ตั้งบริษัทผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเพื่อขอคำแนะนำสินค้าได้ตลอดเวลา
     4. บรรจุภัณฑ์สมบูรณ์ไม่แตกหัก หรือบุบ
     5. หากมีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้
     6. ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน หลังรับประทานมา 3 เดือน ควรเว้นการรับประทานผลิตภัณฑ์นี้ 2 เดือน เพื่อป้องกันการสะสม

โทษจากการรับประทานเบต้าแคโรทีนมากเกินไป

     ถึงแม้เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง แต่หากเรารับประทานมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาแทน ใช่แล้วค่ะ อ่านไม่ผิด….การรับประทานอาหารในกลุ่มเบต้าแคโรทีน หรือผลิตภัณฑ์สกัดเม็ดมากเกินไป จากสารต้านอนุมูลอิสระจะกลายมาเป็น Pro-oxidant ซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายเสียเอง การรับประทานเบต้าแคโรทีนสกัดเม็ดจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

     สำหรับโทษของการได้รับเบต้าแคโรทีนมากในครั้งเดียวยังไม่พบรายงานความเป็นพิษ แต่เนื่องจากเบต้าแคโรทีนเมื่อถูกย่อยสลายแล้วจะกลายเป็นสารที่เปลี่ยนสภาพเป็นวิตามินเอ จึงควรระวังอาการเดียวกับการได้รับวิตามินเอมากเกินไป คือ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจพบอาการมือซีดเหลืองที่เรียกว่า แคโรทีนีเมีย (Carotenemia) เมื่อเป็นแล้วอาจใช้เวลานานกว่าจะหายเป็นปกติ

     อาหารทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และโทษ ไม่มีอาหารชนิดใดที่มีประโยชน์ด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเราที่จะบริโภคอาหารชนิดนั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร การไม่รับประทานอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ การเลือกแหล่งประโยชน์จากอาหารให้ครบคุณค่า เป็นการป้องกันการสะสมสารหรือวิตามินที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าเรารักสุขภาพอย่าลืมเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายให้ร่างกายเรา เพราะอย่างไรเสียวิตามิน เกลือแร่ทุกตัวล้วนมีประโยชน์ที่แตกต่าง และร่างกายเราต้องการทั้งนั้น

แสดงความคิดเห็น