อาหารเร่งเบิร์น ไขมันลด น้ำหนักลงอย่างปลอดภัย

     จะดีไหมถ้าทุกมื้อที่เรารับประทานอาหารเข้าไปมีตัวช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้เราไม่ต้องกังวลกับไขมันส่วนเกินที่จะไปสะสมในร่างกายและกลายเป็นความอ้วนหรือก่อโรคที่เป็นอันตรายให้เรา หลายคนอาจคิดว่าตัวช่วยเช่นนั้นไม่มีแน่ๆแต่จริงๆแล้วตัวช่วยเหล่านี้ก็คือส่วนประกอบในอาหารที่เรารับประทานนั่นแหล่ะ เพียงแต่เราต้องไม่รับประทานแป้ง หรือน้ำตาลมากเกินไป เราก็สามารถเผาผลาญพลังงานและไขมันส่วนเกินจากส่วนประกอบเหล่านี้แล้ว แล้วตัวช่วยเหล่านี้มีอะไรบ้างนะ

พริกขี้หนู

พริกขี้หนู

     1. พริกขี้หนู(Chili pepper) แน่นอนว่าคนไทยรู้จักพริกขี้หนูกันมานานว่าเป็นเครื่องปรุงรส
เผ็ด กระตุ้นให้เจริญอาหาร ซึ่งฟังดูคล้ายจะเพิ่มน้ำหนักมากกว่า แต่จริงๆแล้วความเผ็ดร้อนก็ช่วยเราได้ระดับหนึ่ง โดยสารแคบไซซิน (Capsaicin) ที่อยู่ในเมล็ดพริกเป็นสารช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเร่งให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้เร็วและมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารโอรีโอเรซิน (Oleoresin) และกรดแอสคอบิก (Ascorbic acid) ที่มีฤทธิ์ขยายเส้นเลือดในกระเพาะอาหารและลำไส้มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น กระตุ้นระบบขับถ่ายให้เร็วขึ้น

          ข้อควรระวัง การรับประทานพริกหรือสารสกัดจากพริกมากเกินไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร มีการทดลองในประเทศเนเธอร์แลนด์พบว่าการรับประทานพริกป่นเพิ่มขึ้นวันละครึ่งช้อนชาช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยว่าการรับประทานพริกเท่าไหร่จึงจะช่วยลดความอ้วนเราจึงควรรับประทานแต่พอดี ผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพริกมากเกินไป อีกทั้งหากเป็นพริกแห้งหรือพริกป่นให้ระมัดระวังเชื้อราปนเปื้อนที่ชื่ออะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

พริกไทยดำ

พริกไทยดำ

     2. พริกไทยดำ (Black pepper) มีสารไพเพอรีน (Piperine) ให้รสชาติเผ็ดร้อน สารนี้จะไปขัดขวางกระบวนการสะสมไขมันและเผาผลาญไขมันที่มีอยู่เดิมเพิ่มขึ้น

          ข้อควรระวัง ในพริกไทยดำมีสารอัลคอลอยด์ (Alkaloid) ชื่อเอ็นไนโตรโซไพเพอรีน (N nitrosopiperine)เป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาไพเพอรีนกับไนโตรเจนและเป็นสารก่อมะเร็ง การรับประทานพริกไทยดำสกัดชนิดบรรจุแคปซูลจึงไม่ควรรับประทานติดต่อกัน

ขิง

ขิง

     3. ขิง (Ginger) กระตุ้นระบบย่อยอาหารและเผาผลาญอาหารมีคำแนะนำว่าดื่มน้ำขิงวันละ 1-3แก้วชาหรือประมาณ 60 cc สามารถช่วยเผาผลาญไขมันมีสารที่ช่วยดูดซึมไขมันออกจากลำไส้และขับออกจากร่างกายทางระบบขับถ่าย ยับยั้งเชื้อเฮช ไพรอไล(H.Pylori)ที่ทำให้มีอาการปวดท้องเรื้อรัง อีกทั้งยังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

          ข้อควรระวัง ผู้ที่มีภาวะร้อนในไม่ควรรับประทานเพราะน้ำขิงมีฤทธิ์ร้อนจะทำให้เกิดแผลร้อนในลุกลามในช่องปาก ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ชาเขียว

ชาเขียว

     4. ชาเขียว (Green tea) มีสารโพลีฟีนอลEGCG (Epigallocatechingallate) มีงานวิจัย America JournalClinic บอกว่าการจิบชาเขียววันละ 4 แก้ว จะกระตุ้นการเผาผลาญไขมันนอกจากนี้ชาเขียวยังออกฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ไลเปส (Lipase enzyme) จากกระเพาะอาหารและตับอ่อนทำให้การย่อยไขมันลดลง การดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจึงน้อย

          ข้อควรระวัง เนื่องจากชาเขียวมีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือไทรอยด์เป็นพิษอาจส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น ในผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรดื่มชาเขียวแต่น้อยเพราะชาเขียวจะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากทำให้ระคายเคืองมาก อีกทั้งไม่ควรดื่มชาเขียวที่ร้อนจนเกินไปเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองเป็นสาเหตุของมะเร็งหลอดอาหาร

บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่

     5. บลูเบอร์รี่(Blue berry) มีสารช่วยเร่งการสลายไขมันโดยเฉพาะสารเพกทิน (Pectin) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนอกจากนี้บลูเบอร์รี่ยังเป็นแหล่งอาหารพลังงานต่ำแม้จะรับประทานในปริมาณมาก มีเส้นใยอาหารมากทั้งเส้นใยชนิดละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำจึงช่วยให้อิ่มเร็วและขัดขวางการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย

          ข้อควรระวัง บลูเบอร์ไม่เกิดโทษแม้จะรับประทานในปริมาณมาก แต่ควรระวังในผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารเพราะหากรับประทานมากอาจทำให้ปวดท้อง ท้องเสียได้

ผักโขม

ผักโขม

     6. ผักโขม(Amaranth) มีแร่ธาตุและโปรตีนที่ช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารอีกทั้งประกอบด้วยเส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำมากจึงช่วยให้อิ่มเร็ว ขัดขวางการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย

          ข้อควรระวัง ผู้ที่มีปัญหาโรคข้ออักเสบควรรับประทานผักโขมแต่น้อยเพราะเป็นผักที่มีสารพิวรีนจะทำให้เกิดข้ออักเสบเกาต์ได้

อะโวคาโด

อะโวคาโด

     7. อาโวคาโด(Avocado) ถึงแม้จะเป็นผลไม้ไขมันสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น โดยน้ำหนัก 100 กรัม ให้ไขมัน 17.3 กรัม แต่ไขมันที่ได้เป็นไขมันดี ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม และมีการทดลองในประเทศแอฟริกาใต้ว่าหากรับประทานอาโวคาโดติดต่อกันวันละ 1 ลูก ช่วยให้น้ำหนักลด และคอเลสเตอรอลลดตาม อาจเป็นด้วยอาโวคาโดมีเส้นใยทั้งชนิดละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำจึงส่งผลกับการดูดซึมไขมันการรับประทานอาโวคาโดไม่มีรายงานการเกิดพิษ แนะนำรับประทานไม่เกินวันละ 1 ลูกเพราะอาจทำให้เวียนศีรษะได้

กาแฟดำ

กาแฟดำ

     8. กาแฟดำ(Black coffee) มีสารอนุพันธ์ของวิตามิน บี(Vitamin B) มีฤทธิ์ในการลดคอเลสเตอรอลกระตุ้นการหลั่งกรดเผาผลาญอาหาร การดื่มกาแฟดำหลังอาหารทำให้ไขมันแตกตัวและถูกขับออกจากร่างกาย

          ข้อควรระวัง ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือไทรอยด์ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะการดื่มกาแฟดำอาจทำให้ใจสั่น

เซเลอรี

เซเลอรี

     9. เซเลอรี (Celery)เป็นผักที่มีเส้นใยอาหารสูง ประกอบด้วยเส้นใยชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ น้ำคั้นจากเซเลอรีช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วรวมทั้งมีสารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน

          ข้อควรระวัง ไม่มีรายงานการเกิดพิษในผู้ที่รับประทานมากเกินไป แต่บางคนอาจไม่ชอบกลิ่นรวมถึงรสชาติที่ขมเล็กน้อยได้

ธัญพืช

ธัญพืช

     10. ธัญพืชไม่ขัดสี หรือโฮลเกรน(Whole Grains) การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีจะกระตุ้นการย่อยอาหารของร่างกายเพิ่มเป็น 2 เท่าโดยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เส้นใยทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำในธัญพืชจะพองตัวในกระเพาะทำให้อิ่มเร็ว รวมทั้งดูดซับน้ำตาล ไขมันและขับออกจากร่างกายจึงช่วยลดไขมัน

          ข้อควรระวัง ในผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่ายอาจมีอาการท้องอืดจากการรับประทานธัญพืชในช่วงแรกๆ

     การรับประทานอาหารดังกล่าวข้างต้นเพื่อหวังผลในการลดน้ำหนัก หรือลดไขมัน มีข้อจำกัดอยู่ว่าเราต้องไม่รับประทานแป้งขัดขาว หรือน้ำตาล น้ำหวานมากเกินไป เพราะอย่างไรเสียการใช้อาหารบำบัดก็ต้องใช้เวลาในการออกฤทธิ์ หากเรารับประทานอาหารกลุ่มดังกล่าวมากก็เกิดไขมันสะสมอยู่ดี นอกจากนี้หากมีเวลาก็ควรออกกำลังกายเร่งการเบิร์นไขมัน เพื่อเราจะได้มีสุขภาพดี น้ำหนักไม่มากเกินไป

แสดงความคิดเห็น