7 สูตรเพื่อผิวขาวจริง และปลอดภัย

สูตรเพื่อผิวขาว

     ความนิยมในเรื่องผิวขาวปัจจุบันเป็นกระแสที่ใครๆต่างก็รู้ว่าคนไทยให้ความสำคัญขนาดไหน ถึงแม้จะมีกระแสผิวสีแทนออกมาในต่างประเทศ แต่เรื่องผิวสำหรับคนไทยความนิยมก็ยังคงเดิมคือ คนสวย คนหล่อต้องมีผิวขาวเข้าไว้ก่อน ใครว่าครีมยี่ห้อไหนทาแล้วขาว อาหารเสริมยี่ห้อไหนทานแล้วขาวหลายคนเป็นต้องไปซื้อตามไม่ว่าราคาจะแพงขนาดไหน ก็แน่นอนล่ะ ใครจะไม่อยากสวยอยากหล่อกันจริงๆแล้วการสร้างผิวขาว เราเองก็ทำได้ตามแบบของเราโดยเริ่มจากการดูแลสุขภาพ ให้ร่างกายเรามีสุขภาพดี ลดการสะสมสารพิษในร่างกายที่เป็นสาเหตุให้ผิวพรรณเราหมองคล้ำก็ช่วยให้ผิวเราขาวกระจ่างใสได้ระดับหนึ่งแล้ว

วิธีการดูแลสุขภาพเพื่อสร้างผิวขาวกระจ่างใสด้วยตัวเอง

การหลีกเลี่ยงแสงแดด

การหลีกเลี่ยงแสงแดด

     1. การหลีกเลี่ยงแสงแดด แน่นอนว่าแสงยูวี (Ultraviolet) เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ซึ่งทำให้ผิวคล้ำ เราจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเฉพาะช่วง 10.00น. -15.00 น.หากมีความจำเป็นต้องมีกิจกรรมกลางแจ้งควรใช้ครีมป้องกันแสงยูวี หรือร่มที่ฉาบสารป้องกันแสงยูวี

นอนหลับพักผ่อน

นอนหลับพักผ่อน

     2. นอนหลับพักผ่อนวันละ 5-7 ชั่วโมง เพราะระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยเฉพาะผิวพรรณให้สดใส และควรนอนหลับในห้องที่มืดเพราะร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) หรือฮอร์โมนที่ทำให้ผิวพรรณอ่อนกว่าวัยในห้องที่มืดสนิท

รับประทานผักผลไม้สดให้หลากหลาย

รับประทานผักผลไม้สดให้หลากหลาย

     3. รับประทานผักผลไม้สดให้หลากหลาย เพราะในผัก ผลไม้สดมีวิตามิน และเกลือแร่มากมายซึ่งส่งผลดีต่อผิวพรรณ นอกจากนี้กากใยในผัก ผลไม้ยังดูดซับสารพิษออกจากร่างกายลดความหมองคล้ำให้ผิว

ดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

ดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

     4. การดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว ในผู้ที่ไม่มีปัญหาโรคไต หรือหัวใจ เพราะน้ำเป็นตัวพาของเสียออกจากเซลล์ที่ดี การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้การพาของเสียลดลงแล้ว ยังทำให้ผิวพรรณแห้งกร้านอีกด้วย

ออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย

     5. การออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นการช่วยเปิดรูขุมขน ขับของเสียออกจากผิวทางเหงื่อได้ดี นอกจากนี้การออกกำลังกายยังกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้สูบฉีดโลหิตดี จึงช่วยขับของเสียออกมาได้ดี

ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติ

ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติ

     6. ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติ เพราะอุจจาระเป็นของเสียที่ร่างกายกำจัดออกมา หากมีอุจจาระคั่งค้างก็เหมือนมีของเสียในร่างกายทำให้ผิวหมองคล้ำ การรับประทานผัก ผลไม้ และน้ำ ตามที่กล่าวข้างต้นก็มีส่วนช่วยให้ขับถ่ายปกติ

นอกจากการดูแลตัวเองเพื่อให้ผิวขาวกระจ่างใสแล้ว หลายคนบอกว่ายังไม่พอยังอยากขาวกว่านี้อีกก็ได้เวลาที่เราจะดูแลตัวเองด้วยสารพัดสูตรเพิ่มความขาวกระจ่างใสและปลอดภัยกันแล้ว

ดื่มน้ำผักผลไม้

ดื่มน้ำผักผลไม้

     1. การดื่มน้ำผัก ผลไม้ กระตุ้นความขาวกระจ่างใสจากภายใน เพราะผัก ผลไม้มีทั้งวิตามิน เกลือแร่ แถมมากมายด้วยใยอาหาร

          1.1 น้ำมะขามป้อม ได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามิน ซี สูงกว่าฝรั่ง และส้มมาก ในมะขามป้อม 100 กรัมมีวิตามิน ซี สูงถึง 276 มิลลิกรัม แต่มะขามป้อมมีรสเปรี้ยวและเฝื่อนอาจทำให้รับประทานยาก รวมทั้งขั้นตอนการคั้นน้ำต้องระวังไม่ให้ผ่านความร้อนเพราะจะทำลายวิตามิน ซีไป เพื่อที่เราจะได้วิตามิน ซี ได้เต็มที่

          1.2 น้ำฝรั่ง ในฝรั่ง 100 กรัม มีวิตามินซี 160 มิลลิกรัม ฝรั่งเป็นผลไม้เนื้อแข็งมีรสหวานอร่อย น้ำฝรั่งเองก็มีรสหวานอร่อยดื่มง่าย

          1.3 น้ำกีวี ในกีวี 100 กรัม ให้วิตามิน ซี 105 มิลลิกรัม เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวแต่รับประทานง่าย เมื่อนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ก็ให้รสชาติอร่อย

          1.4 น้ำสตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่จะมีเฉพาะบางฤดูกาล ในสตรอเบอร์รี่ 100 กรัม ให้วิตามิน ซี 66 มิลลิกรัม

          1.5 น้ำส้มคั้น เป็นน้ำผลไม้ที่ได้รับความนิยมและหารับประทานง่ายทุกฤดูกาล ในส้ม 100 กรัม ให้วิตามิน ซี 53 มิลลิกรัม

          1.6 น้ำสับปะรด ในสับปะรด 100 กรัม ให้วิตามิน ซี 48 มิลลิกรัม น้ำสับปะรดเป็นเครื่องดื่มหาง่ายทุกฤดูกาล

     น้ำผลไม้ดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็นน้ำผลไม้ที่ให้วิตามิน ซีสูง ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไปเร็วขึ้น เผยผิวใหม่ที่สดใส ขาวกระจ่างกว่าเดิม นอกจากผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน ซี แล้ว การเติมผัก เช่น แตงกวา ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แครอท มะเขือเทศ ยังช่วยส่งเสริมความแข็งแรงให้เซลล์ผิวเพราะผักเหล่านี้อุดมด้วยธาตุสังกะสี (Zinc) ที่เพิ่มความสดใสเปล่งปลั่งให้ผิวเช่นกัน แต่การดื่มน้ำผัก ผลไม้มีข้อควรระวังคือน้ำผัก ผลไม้ที่ผ่านความร้อนจะทำให้วิตามิน ซี สลาย อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายส่วนใหญ่มักเติมน้ำตาล ถ้าจะให้ดีเราควรคั้นดื่มเอง มีหลายครั้งที่เราไม่อยู่ในสถานที่เอื้อให้รับประทานผัก ผลไม้ได้มากอย่างที่เราต้องการ การรับประทานวิตามินเสริมจึงเป็นอีกตัวเลือกที่จำเป็น แต่ถ้ามีโอกาสก็ควรก็ควรรับประทานผัก ผลไม้สดเสริมด้วยเพื่อคุณประโยชน์ครบถ้วน

วิตามิน ซี

วิตามินซี

     2. การรับประทานวิตามิน ซี (Vitamin C) สกัดเสริมอาหาร หรือ Ascorbic acid จัดเป็นสารต้านสารอนุมูลอิสระ(Antioxidant) ลดความเสื่อมของเซลล์ ชะลอวัย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ตัววิตามินซีจะกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen) ที่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ให้สามารถดูดซับอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี (Ultraviolet) ได้มากขึ้น ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสในคนอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปต้องการวิตามินซีวันละ 60 – 90 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กลดลงมาคือ ต้องการวันละ 30 -50 มิลลิกรัม
คำแนะนำในการรับประทานวิตามิน ซี ชนิดสกัดให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

A. มีคำแนะนำให้รับประทานครั้งละไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ร้อยละ43.5 ถึงแม้เราจะรับประทานวิตามิน ซี ครั้งเดียว 1,000 มิลลิกรัม ร่างกายสารมารถนำไปใช้ได้เพียงร้อยละ 25 เพราะปริมาณวิตามินซีที่สูงเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะหากต้องรับประทานวิตามินซีในขนาดที่สูงกว่า 500 มิลลิกรัม แพทย์จะแนะนำให้แบ่งรับประทานเป็น 2 เวลา

B. วิตามินซีชนิดเม็ดพร้อมรับประทาน ให้รับประทานหลังอาหารเช้าช่วง 9.00 – 11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินได้ดี ไม่ควรรับประทานวิตามินซีขณะท้องว่างเพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ และไม่ควรรับประทานก่อนนอนเพราะวิตามินซีจะกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอาจทำให้นอนไม่หลับ

     3. คอลลาเจน (Collagen) เป็นเส้นใยช่วยพยุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย (Connectivetissue proper) ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ อีกทั้งยังกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกเร็วขึ้น เผยผิวใหม่ที่ขาวกระจ่างใส คอลลาเจนสกัดมี 2 ชนิด คือชนิดเม็ด และชนิดผง วิธีการเลือก คือ

คอลลาเจนเม็ด

คอลลาเจนเม็ด

A. คอลลาเจนชนิดเม็ดสกัด ขนาดไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัม

คอลลาเจนสกัดชนิดผง

คอลลาเจนสกัดชนิดผง

B. คอลลาเจนสกัดชนิดผง จำนวนมิลลิกรัมต่อซองไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัมเช่นกัน เพราะจำนวนมิลลิกรัมของคอลลาเจนที่มากกว่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากปริมาณที่เกินความต้องการจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ วิธีการดังกล่าวข้างต้น ทั้งการรับประทานน้ำผัก ผลไม้ การรับประทานวิตามิน สกัด คอลลาเจนสกัด ล้วนเป็นการเผยผิวขาวกระจ่างในจากภายใน นอกจากนี้เรายังต้องบำรุงผิว จากภายนอกเพื่อกระตุ้นการผลัดผิว ปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยให้ผิวขาวขึ้นอย่างอ่อนโยน วิธีการ คือ

สครับผิว

สครับผิว

     4. การสครับ หรือขัดผิวเพื่อกระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวเก่า ช่วยลดความหมองคล้ำของผิวเผยผิวใหม่กระจ่างใสได้เร็วขึ้นสูตรการสครับผิวอย่างปลอดภัย คือ

มะขามเปียก น้ำผึ้ง

มะขามเปียก น้ำผึ้ง

          4.1 สูตรมะขามเปียก น้ำผึ้ง สูตรนี้ใช้ได้ทั้งกับทั้งผิวหน้าและผิวกาย มะขามมีสาร AHA (Alpha Hydroxy Acids) และ BHA (Beta Hydroxy acid) ซึ่งเป็นกรดผลไม้ตามธรรมชาติอย่างอ่อนกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี (Vitamin C) ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) จากชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำให้ผิวขาวใส แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีแผลตามผิวหนังเพราะจะทำให้แสบ หรือระคายเคืองมาก

               วิธีการ สำหรับผิวหน้าให้ใช้มะขามเปียก 2-3 ข้อ ผสมกับน้ำผึ้ง นำมาพอกหน้า 5 นาที แล้วขัดเบาๆจะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกเร็วขึ้น เผยผิวใหม่ที่ใส่กระจ่างขึ้น สามารถใช้สูตรมะขามสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สำหรับผิวกายนั้นขั้นตอนการทำจะง่ายกว่าผิวหน้า เพียงนำเนื้อมะขามเปียกผสมน้ำผึ้งคนให้เข้ากันพอหนืด นำเนื้อมะขามผสมน้ำผึ้งไปพอกผิวใช้ใยบวบชุบน้ำพอหมาดมาขัดถูผิวหลังการอาบน้ำ เน้นบริเวณที่มีรอยด้านดำ เช่น ข้อศอก ข้อเข่า ต้นคอ ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ทำให้ผิวใสขึ้น

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

          4.2 สูตรขัดผิวด้วยขมิ้นชันเป็นสูตรที่ใช้กันมานานขมิ้นชัน มีสารCurcumin หรือ Curcuminoid ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้า กระตุ้นหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นจึงทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสช่วยลดความหมองคล้ำของผิว

               วิธีการ นำขมิ้นสด1 หัวเล็ก มาบดไม่ต้องละเอียดมาก นำไปขัดผิวให้ทั่วหลังจากนั้นพอกผิวทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกสูตรนี้สามารถทำได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้

          4.3 สูตรว่านหางจระเข้ นับว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์ทางด้านความงามหลายประเภททั้งต่อใบหน้า และผิวพรรณว่านหางจระเข้มีสารสารอะล็อกทิน เอ (Aloctin A) สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ จึงช่วยให้ผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติอีกทั้งส่วนประกอบของว่านหางจระเข้ส่วนใหญ่คือน้ำจึงช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและมีความยืดหยุ่นจึงลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

               วิธีการ นำใบว่านหางจระเข้มา 1 ใบ ล้างแช่น้ำ10-15 นาที ให้ยางเหลืองออกก่อนนำไปปลอกเปลือกและล้างยางซ้ำอีกครั้งให้สะอาด นำวุ้นใสมาขัดผิวไปเรื่อยๆแล้วพอกทิ้งไว้15-20นาที แล้วล้างออก สูตรนี้อ่อนโยนต่อผิวสามารถทำซ้ำได้ทุกวัน

กากกาแฟขัดผิว

กากกาแฟขัดผิว

          4.4 สูตรกากกาแฟขัดผิว ก็คือกากกาแฟสดที่เป็นของเหลือใช้หลังบดกาแฟสดนั่นแหล่ะค่ะ สรรพคุณของกาแฟคือช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดสูบฉีดดี ผิวพรรณจึงเปล่งปลั่งสดใสอีกทั้งเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วนำมาบดจะกลายเป็นผงถ่าน ซึ่งมีสรรพคุณในการดูดสารพิษและสิ่งสกปรกต่างๆเมื่อนำมาพอกผิวจะช่วยลดเซลลูไลต์ (Cellulite) หรือผิวมะกรูดบริเวณต้นขาได้อีกด้วย

               วิธีการ อาจนำกากกาแฟมาผสมน้ำผึ้ง หรืออาจใช้กากกาแฟแบบเพียวๆนำมาขัดถูบริเวณผิวไปให้ทั่วตัว 15 นาทีแล้วล้างออก สามารถทำสูตรนี้ได้ทุกวัน

เกลือทะเล

เกลือทะเล

          4.5 สูตรเกลือทะเล ในเกลือทะเลมีแร่ธาตุต่างๆมากมาย กำจัดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดทำให้ผิวเปล่งปลั่งนอกจากนี้ยังช่วยเปิดรูขุมขนก่อนที่เราจะทาครีมบำรุงช่วยให้สารที่มีประโยชน์จากครีมบำรุงซึมสู่ผิวได้ดีขึ้น

               วิธีการ นำน้ำมันมะกอก 30 ซีซี ผสมกับเกลือทะเล 1 กำมือ นำมาขัดผิว ให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณข้อศอก เข่า หลังจากนั้นพอกทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

นมสด

นมสด

          4.6สูตรนมสด ในนมวัวมีไขมันที่ช่วยเคลือบผิวไม่ให้สูญเสียน้ำง่าย และช่วยต้านรังสียูวี นอกจากนี้ยังมีสังกะสีสูงซึ่งสังกะสีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทำงานคู่กับวิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยให้ผิวใสลดความหมองคล้ำ

               วิธีการ นำนมสดราดไปบริเวณผิวและใช้ใยบวบชุบน้ำหมาดๆขัดไปเรื่อยๆ ทั่วร่างกาย 10-15 นาที สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน

     สูตรการขัดผิวข้างต้นเป็นสูตรง่ายๆ หาของใช้ได้ง่ายๆในครัวเรือน หากวันไหนพอมีเวลาเหลือลองปรนนิบัติผิวด้วยการขัดผิวช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกก่อนทาครีมบำรุงก็ช่วยให้ผิวสดใสขึ้นได้ นอกจากการสครับผิวแล้ว การดูแลผิวอีกแบบคือ

การทำทรีทเมนท์

การทำทรีทเมนท์

     5. การทำทรีทเมนท์(Treatment) เป็นการดูแลผิวโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการเกิดผิวใหม่ให้ขาวใสกว่าเดิม วิธีนี้มักทำในสถานเสริมความงามต่างๆ ผู้บริโภคควรเลือกสถานเสริมความงามที่เชื่อถือได้ และปลอดภัยแต่ราคาในการทำทรีทเมนท์ผิวขาวค่อนข้างแพง

การใช้ไวท์เทนนิ่ง

การใช้ไวท์เทนนิ่ง

     6. การใช้ไวท์เทนนิ่ง(Whitening cream) หรือครีมทาเพื่อปรับสภาพผิวให้ขาว ในปัจจุบันมีครีมไวท์เทนนิ่งอยู่หลายชนิดให้เราได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สะดวกเพียงทาผิวเช้า และก่อนนอนก็จะช่วยปรับสภาพผิวให้ขาวขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่ผู้บริโภคต้องเลือกชนิดที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และหากมีผื่น คัน หรือแสบผิวมากต้องหยุดใช้ทันที ครีมไวท์เทนนิ่งส่วนใหญ่มักประกอบด้วยวิตามิน ซี (Vitamin C) วิตามิน อี (Vitamin E) คอลลาเจน (Collagen) เพราะสารประกอบทั้ง 3 ชนิดนี้จะส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวเก่า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่จึงช่วยให้ผิวใหม่ขาว กระจ่างใสขึ้น

ครีมกันแดด

ครีมกันแดด

     7. การใช้ครีมกันแดด แน่นอนว่ามีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้ที่อยากมีผิวขาวมาก เพราะแสงแดดหรือแสงยูวี (Ultraviolet) เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเมลานิน (Melanin) ที่ผิวทำให้ผิวหมองคล้ำแต่ครีมกันแดดก็มีหลายยี่ห้อ หลายชนิดให้เราเลือก แล้วเราจะเลือกอย่างไร แน่นอนว่าอันดับแรกเราต้องเลือกจากยี่ห้อที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย รองลงมาก็ต้องดูที่ค่า SPFและค่า PA SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าระบุการปกป้องผิวจากรังสี UVB ปกติชาวเอเชียใช้ค่า SPF 15-30 ก็พอ เพราะค่า SPF ที่สูงกว่า 30 ก็ช่วยการปกป้องผิวได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อยวิธีการคำนวณ SPF เช่น ค่า SPF 30 คำนวณโดยใช้ 30 X30 จะได้ค่าป้องกันแสงแดด 900 นาที แต่ค่าอาจลดลงเมื่อมีเหงื่อPA (Protection Grade of UVA) หมายถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยวัด UVA เป็นตัวเลข จึงใช้สัญลักษณ์บวก (+) แทน ค่า PA ที่ดีที่สุดตอนนี้คือ PA ++++

การเลือกดูแลผิวตัวเราเองให้มีความขาวกระจ่างใส เราสามารถเลือกเองได้จากความพร้อม ราคา และที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดคือความปลอดภัยกับตัวเรา อย่างไรเสียการมีสุขภาพดีจากภายในก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ภายนอกเสมอ อย่าลืมดูแลตัวเองให้สุขภาพดีจากภายในก่อนนะ

แสดงความคิดเห็น