สารสีแดงในผัก ผลไม้ เพื่อผิวเปล่งปลั่ง

     อยากมีแก้มแดงเปล่งปลั่ง ก็ต้องรับประทานมะเขือเทศ…..ใครหลายคนคุ้นเคยกับคำพูดนี้ ในยุคสมัยที่การเสริมความงามจากภายนอกยังไม่เฟื่องฟูเท่ายุคปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่จึงส่งเสริมความงามจากสุขภาพภายใน ซึ่งคำพูดนั้นก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย หากอยากแก้มแดงผิวพรรณเปล่งปลั่งก็ต้องรับประทานมะเขือเทศ หรือผัก ผลไม้ที่มีสีแดง

     ในผัก ผลไม้สีแดง มีสารตัวหนึ่งชื่อไลโคปีน (Lycopene) พบในมะเขือเทศ แตงโม และเบต้าไซซีน (Betacycin) พบมากในผลทับทิม บีทรูท ทั้งสองชนิดเป็นสารพฤกษเคมีอยู่ในกลุ่มฟาโวนอยด์ (Flavonoids)ให้สารสีแดงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีจุดเด่นในเรื่องการยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิดแต่คนส่วนใหญ่มักเรียกรวมสารสีแดงในผัก ผลไม้ในชื่อไลโคปีน ในบทความนี้จึงขอเรียกรวมสารสีแดงนี้ว่าไลโคปีนเพราะสารทั้งสองให้ประโยชน์เหมือนกัน

     ประโยชน์ของไลโคปีน

          1. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายต้านความชรา(Anti-aging) ไลโคปีนได้ชื่อว่าเป็นสารกลุ่มฟาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่ได้รับการวิจัยยืนยันมาแล้วว่ามีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้จริงและมีประสิทธิภาพสูง

          2. เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นให้ดวงตา ลดความเสื่อมของดวงตาโดยไลโคปีนจะส่งเสริมการทำงานของวิตามิน เอที่ช่วยในเรื่องการมองเห็นให้มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ที่ดวงตาจากอนุมูลอิสระทั้งจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ในร่างกาย และรังสียูวี (Ultraviolet) จากแสงอาทิตย์ หรือแสงไฟต่างๆ

          3. ป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูกมะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้มีงานวิจัยเรื่องการลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป พบว่าผู้ที่รับประทานไลโคปีนวันละ 30 มิลลิกรัมมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสารไลโคปีน

          4. ป้องกันการเกิดไขมันในเลือดสูง โดยทำหน้าที่เป็นสารช่วยลดไขมันเลว (Low DensityLipoprotein :LDL)มีการวิจัยพบว่าการรับประทานสารไลโคปีนเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ที่ใช้สังเคราะห์คอเลสเตอรอล (Cholesterol) กระตุ้นการสลายไขมันเลวให้มากขึ้น

          5. ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงจากกลไกที่ไลโคปีนกระตุ้นการย่อยสลายคอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และลดการเกิดก้อนไขมันไปอุดตันอวัยวะอื่นๆอีกทั้งมีการวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่าผู้ที่มีภาวะหัวใจวายจะมีระดับไลโคปีนในเลือดต่ำเช่นกัน

          6. ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีการวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่าผู้หญิงที่รับประทานไลโคปีนเป็นประจำติดต่อกัน 12 สัปดาห์ สามารถควบคุมอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุให้คอลลาเจนในชั้นผิวเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผิวหย่อนคล้อย อีกทั้งไลโคปีนยังเป็นสารตั้งต้นของโปรคอลลาเจน (Procollagen) ที่เป็นตัวช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว จึงทำให้ผิวเต่งตึง ลดริ้วรอย และช่วยใฟ้ผิวเปล่งปลั่งตามไปด้วย

     แหล่งสารไลโคปีน

     พบว่าแหล่งไลโคปีนที่มีการวิจัยมากที่สุดคือมะเขือเทศ โดยไลโคปีนที่ได้จากมะเขือเทศเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงที่สุดควรรับประทานชนิดที่ผ่านการปรุงผ่านความร้อนแล้วเพราะไลโคปีนในผลสดจะอยู่ในรูปออลทรานส์ (all-trans-isomer) ซึ่งดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย แต่มะเขือเทศชนิดปรุงแล้วไลโคปีนจะอยู่ในรูปซิส (cis-isomer) ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น มีการเปรียบเทียบปริมาณไลโคปีนของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยพบว่าไลโคปีนในมะเขือเทศสดจะมีปริมาณ 0.88-4.20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม ส่วนมะเขือเทศที่ได้รับการปรุงผ่านความร้อนจะมีปริมาณไลโคปีนสูงขึ้นหลายมิลลิกรัม เมื่อเทียบน้ำหนักในปริมาณ 100 กรัม เท่ากัน เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศเข้มข้น 5.40-150 มิลลิกรัม มะเขือเทศผง 112.63- 126.49 มิลลิกรัม ซอสมะเขือเทศ 9.90-13.44 มิลลิกรัม ซุปมะเขือเทศ 7.99 มิลลิกรัมมะเขือเทศปรุงสุก 3.70มิลลิกรัม

พักข้าว

พักข้าว

     นอกจากมะเขือเทศแล้วแหล่งอาหารจากธรรมชาติที่มีไลโคปีนสูง ยังพบมากในฟักข้าวโดยมีการวิจัยพบว่าฟักข้าวมีไลโคปีนสูงกว่ามะเขือเทศ 12 เท่าส่วนผลไม้ที่พบไลโคปีนบ้างก็เช่น แตงโม พิงค์เกรปฟรุ๊ตฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อในสีแดงหรือชมพูบีทรูท

     ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ไลโคปีนชนิดสกัดเม็ดออกมาเพื่อเสริมอาหาร สะดวกสำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานผัก ผลไม้ วิธีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

          1. ให้สังเกตฉลากข้างขวดว่ามีปริมาณไลโคปีนกี่มิลลิกรัม บางชนิดอาจบอกปริมาณของมะเขือเทศแห้งเป็นมิลลิกรัมซึ่งไม่ใช่ไลโคปีน

          2. ต้องมีฉลากผ่านการรับรองขององค์การอาหารและยา หรือ อย. หากนำเข้าจากต่างประทศต้องผ่านการรับรองจาก FDA (The United Food Drug Administration) ของประเทศนั้นๆ

          3. บรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่บุบ หรือแตก

          4. ฉลากแสดงวันที่ผลิต วันหมดอายุ รวมถึงที่ตั้งโรงงานผลิตที่ชัดเจน

          การรับประทานไลโคปีน

     มีคำแนะนำว่าการรับประทานไลโคปีนเพื่อให้ผลในการป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งต้องรับประทานวันละ 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมะเขือเทศ 5-6 ลูก และไม่ควรรับประทานเกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะสารตัวนี้สามารถสะสมไว้ที่ตับ หากสะสมมากจะทำให้ตัวเหลือง

     จริงๆแล้วหากเราไม่เลือกรับประทานอาหารเอาที่อร่อยปากมากนัก การรับประทานผัก ผลไม้สีแดงซึ่งเป็นแหล่งไลโคปีนโดยตรงจัดเป็นสารอาหารที่ปลอดภัยและให้ประโยชน์สูงสุด แต่หากรู้สึกลำบากในการรับประทานอาหารเหล่านี้มากก็อาจเลือกจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ก็ต้องรับประทานภายใต้คำแนะนำอย่างเคร่งเพราะสารอาหารทุกชนิดแม้จะมีประโยชน์แต่หากรับประทานมากเกินไปก็อาจก่อโทษได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้เราจะไม่ชอบผัก ผลไม้เหล่านี้เอาเสียเลยก็ลองเริ่มรับประทานครั้งละน้อยๆก่อน บางทีในอนาคตคุณอาจติดใจรสชาติผัก ผลไม้สีแดงก็เป็นได้

แสดงความคิดเห็น