6 วิธีรักษาหลุมสิวที่ได้ผลจริง และปลอดภัย

หลุมสิว

     ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาให้สาวๆ แต่งหน้าไม่สวยไม่เนียน แป้งไม่ติด ส่วนหนุ่มๆ จะอวดผิวใสเสียหน่อยก็ไม่กล้าเพราะบรรดาหลุมๆ บนผิวหน้าไม่เป็นใจเอาเสียเลย สาเหตุของผิวหน้าไม่เรียบส่วนใหญ่เกิดจากสิวที่สร้างรอยแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้า เมื่อยามจากไปบางครั้งอาจเรียกว่าหลุมสิวในความเป็นจริงหลุมบนผิวหน้าส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบของสิว การอักเสบกินลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ทำให้คอลลาเจน (Collagen) ในส่วนนั้นถูกทำลาย เมื่อการอักเสบหายไปแต่กลับไม่มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซม หรือการซ่อมแซมเป็นไปได้ช้าจนในที่สุดก็กลายเป็นพังผืด เป็นหลุมบนผิวหน้าทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเป็นปัญหาสำหรับหลายๆ คน ก็แน่ล่ะใครจะอยากมีผิวหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อราวผิวพระจันทร์ล่ะ

มีการแบ่งหลุมสิวออกเป็น 3 ประเภท เพื่อให้ง่ายต่อการแบ่งประเภทการรักษา

     1. Rolling scar เป็นหลุมสิวแบบตื้นอาจมีขนาดกว้างแต่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ เป็นหลุมสิวประเภทที่รักษาได้ง่ายกว่าอีก 2 ประเภทต่อไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการแกะเกาผิวหน้า
     2. Box scar เป็นหลุมลึกกว่า Rolling scar มีขอบเขตชัด ก้นหลุมไม่ลึกถึงรูขุมขนหรือชั้นหนังแท้เกิดจากสิวอักเสบหรือรอยโรค เช่น สุกใส
     3. Ice pick scar เป็นหลุมชนิดปากแคบแต่มีความลึกถึงรูขุมขน หลุมชนิดนี้เกิดจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน มีการทำลายลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ส่วนผลิตคอลลาเจนหายไปด้วย หลุมชนิดนี้รักษายากและดีขึ้นช้า

การป้องกันการเกิดหลุมสิว

     แน่นอนว่าฟังดูอาจจะง่ายแต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย แต่ก็ควรค่าแก่การทดลองเพราะการเกิดหลุมสิวเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มเอามากๆ เพราะนอกจากหน้าสวยๆ หล่อๆ จะพังแล้ว การรักษายังยืดเยื้อยาวนาน และมีค่าใช้จ่ายสูงอีกต่างหาก

     นอกจากการป้องกันไม่ให้เกิดสิวโดยทั่วไปแล้ว เมื่อเกิดสิวขึ้นมาก็ต้องดูแลไม่ให้เกิดการอักเสบโดยจะมีครีมแต้มสิวลดการอักเสบไม่ว่าจะเป็นครีมสมุนไพรทาลดการอักเสบ ครีมแต้มสิวอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol A) หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะแต้มสิว ถ้าใช้ครีมแต้มแล้วสิวเหล่านี้ค่อยๆ ยุบก็โชคดีไป แต่หากว่าเจ้าสิวตัวร้ายเจริญเป็นสิวหัวหนองล่ะ?? ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญว่าผิวหน้าของเราจะถูกทำลายมากน้อยเท่าไหร่ ตัวการสำคัญที่จะทำให้ผิวหน้าถูกทำลายมากที่สุดก็คือ มือของเรานี่เอง ทั้งลูบ แคะ แกะ เกา ถ้าส่องกระจกแล้วเกิดรำคาญเอามากๆ ก็บีบ กดเสียอย่างนั้น นั่นแหล่ะตัวการเกิดหลุมสิว ความอดทนก่อนสิวหัวหนองสุกเต็มที่จะช่วยลดการเกิดหลุมสิว เพราะเมื่อหัวสิวสุกเต็มที่เมื่อบีบหรือกดเอาหัวสิวออก หัวสิวจะหลุดถึงรากทำให้ไม่เกิดสิวในบริเวณนั้นซ้ำๆ เมื่อบีบหรือกดหัวสิวออกแล้วให้ดูแลโดยการทาครีมลดการอักเสบ พอบริเวณนั้นเริ่มตกสะเก็ดให้ทาด้วยครีมลดริ้วรอยจะช่วยลดการเกิดหลุมสิว แต่ถ้าสิวสุกไม่เต็มที่แล้วไปบีบหรือกดออกจะทำให้หนองออกไม่หมดต้องบีบหรือกดซ้ำๆ ทำให้ช้ำแดง และผิวส่วนนั้นถูกทำลายกินลึกเกิดเป็นหลุมสิวไปในที่สุด

     เมื่อเกิดหลุมสิวขึ้นมาแล้วคนส่วนใหญ่มักไม่นิ่งนอนใจปล่อยให้ใบหน้าใสกลายเป็นหลุมผิวพระจันทร์ ต้องหาวิธีรักษาให้หลุมบ่อบนผิวหน้า เรียบใสดังเดิม โดยขอแบ่งวิธีการรักษาออกเป็น 6 วิธีใหญ่ๆ

1. การใช้ครีมทาภายนอก แบ่งเป็นสูตรจากธรรมชาติ และสูตรจากสารเคมี

1.1 วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติจริงๆ การรักษาหลุมสิวด้วยสมุนไพรธรรมชาติอาจเห็นผลช้า และรอยหลุมสิวอาจไม่หายไปแต่ก็ช่วยให้รอยตื้นขึ้น วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวที่ไม่กินลึกถึงชั้นหนังแท้ ไม่เหมาะกับหลุมสิวประเภท Ice pick scar แต่ข้อดี คือ ไม่ก่อการระคายเคืองผิวเหมือนวิธีใช้สารเคมีอื่นๆ

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยว่านหางจระเข้

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยว่านหางจระเข้

     A. ว่านหางจระเข้ โดยใช้ว่านหางจระเข้อายุ 1 ปี ขึ้นไปเลือกใช้ใบล่าง เอามาล้างแช่น้ำ 10-15 นาที ให้ยางเหลืองออก ก่อนนำไปปลอกเปลือกและล้างยางซ้ำอีกครั้งให้สะอาด นำวุ้นใสมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออก สามารถทำซ้ำได้ทุกวัน ในว่านหางจระเข้มีสารอะลอคตินเอ (Aloctin A) สารตัวนี้ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ช่วยให้หลุมสิวค่อยๆ ตื้นขึ้น สามารถใช้สูตรว่านหางจระเข้พอกบริเวณที่เป็นหลุมสิวได้ทุกวัน

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยใบบัวบก

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยใบบัวบก

     B. สูตรใบบัวบก โดยใช้ใบบัวบก 1 กำมือ คั้นหรือบด นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที จะใช้แบบแยกน้ำหรือใช้ทั้งกากพอกหน้าก็ได้ ในใบบัวบกมีสารกลูโคไซด์ (Glucosides) สารตัวนี้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสติน (Elastin) จึงช่วยให้หลุมสิวค่อยๆตื้นขึ้นมา สูตรนี้สามารถทำได้ 3 วันต่อสัปดาห์ จะให้ได้ผลดี ควรคั้นน้ำใบบัวบกใส่ตู้เย็นไว้ดื่มร่วมด้วยทุกวันเพื่อเป็นการเสริมสารกลูโคไซด์จากภายใน

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยมะนาว และมะเขือเทศ

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยมะนาว และมะเขือเทศ

     C. สูตรมะนาว มะเขือเทศ สูตรพอกหน้าด้วยมะนาว-มะเขือเทศนี้เป็นสูตรแนะนำสำหรับสิวทุกประเภททั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ แม้กระทั่งหลุมสิว เพราะสาร AHA (Alpha Hydroxy Acids) ซึ่งเป็นกรดผลไม้ช่วยในการผลัดผิว ทำให้ผิวตื้นขึ้นจึงลดรอยหลุมสิวได้ สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันโดยการใช้มะเขือเทศบดผสมกับน้ำมะนาว พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยมะละกอสุก

วัตถุดิบของสูตรรักษาหลุมสิวด้วยมะละกอสุก

     D. สูตรมะละกอสุก สูตรนี้นำมะละกอสุกยีให้ละเอียดนำมาพอกหน้า 10-15 นาที แล้วล้างออก สามารถทำได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในมะละกอมีเอนไซม์ชื่อปาเปน (Enzyme Papain) และโคโมปาเปน (Chymopapain) เอนไซม์ 2 ตัวนี้นอกจากช่วยลดการอักเสบ ยังกระตุ้นการสมานแผลโดยออกฤทธิ์ช่วยย่อยสลายคอลลาเจนให้เร็วขึ้นเพื่อที่จะนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น

1.2 ครีมรักษาหลุมสิวจากสูตรเคมี

ครีมรักษาหลุมสิว

ครีมรักษาหลุมสิว

     A. ครีมทาหลุมสิวกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ครีมในกลุ่มนี้ผลิตออกมาในหลายชื่อ ออกฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวให้ตื้นขึ้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อเติมหลุมสิว สามารถใช้ทาก่อนนอน ระหว่างใช้ครีมนี้ไม่ควรถูกแสง เพราะจะทำให้บริเวณที่ทาดำคล้ำจึงเป็นเหตุผลที่ควรทาครีมชนิดนี้ก่อนนอน อีกทั้งไม่ควรทาร่วมกับครีมกรดผลไม้ AHA, BHA เพราะจะทำให้ผิวลอก แดง ข้อเสียของครีมกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ คือ ทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย ถึงจะเป็นครีมทาภายนอกแต่ก็ขับออกทางตับเช่นกันจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ระหว่างใช้ครีมตัวนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

     B. ครีมทากลุ่มกรดผลไม้อย่างอ่อน AHA, BHA ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ช่วยให้เกิดการผลัดผิว ไม่มีอาการแพ้รุนแรง แต่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ระหว่างใช้ครีมควรหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากจำเป็นควรทาครีมกันแดดเสมอ ครีมกลุ่มนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar

2. การผลัดเซลล์ผิว

2.1 การแต้ม TCA (Trichloroacetic acid) เป็นการใช้กรดแต้มเพื่อให้ผิวผลัดเซลล์ ลอกเซลล์ตื้นๆออก ให้รอยหลุมสิวค่อยๆตื้น วิธีการ คือ แพทย์โรคผิวหนังจะเลือกขนาดความเข้มข้นของกรดชนิดนี้ให้เหมาะกับหลุมสิว ใช้ไม้จิ้มฟันแต้มครีมไปที่ก้นหลุมสิว ห้ามถูกบริเวณอื่นทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออก บริเวณที่แต้มกรดจะเป็นรอยด่างสีขาว เพราะถูกกรดกัดผิว ประมาณ 1 สัปดาห์ จะตกสะเก็ดและลอกออก ทั้งนี้ควรเว้นระยะห่างในการแต้มกรด TCA หลังสะเก็ดหลุด 1-2 สัปดาห์ และใช้ติดต่อกันได้นาน 6 เดือน ทั้งนี้การรักษาวิธีนี้ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะขึ้นชื่อว่ากรดจะทำอันตรายต่อผิวอ่อนได้ ปัจจุบันวิธีนี้ได้รับความนิยมลดลง เพราะขณะทำอาจสร้างความเจ็บแสบบริเวณผิวหน้า หรืออาจเกิดรอยแผลเป็นชนิดนูนบวมแทนที่

2.2 การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) หรือเรียกสั้นๆ ว่า MD วิธีการโดยการนำผง Aluminum oxide, Sodium chloride หรือ Sodium bicarbonate ที่มีขนาดเล็กมากกว่า 100 ไมครอน (Micron) มาใช้ วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทุกประเภท แต่จะเห็นผลดีในหลุมสิวประเภท Rolling scar และต้องเว้นระยะห่างในการทำ เพราะการกรอผิวเพื่อให้ผิวตื้น และการผลัดเซลล์ผิวเก่าจะทำให้ผิวหน้าบางไปด้วยโดยมากการกรอผิวแบบนี้แพทย์จะนัด 1-2 สัปดาห์ ต่อการทำ 1 ครั้ง ใช้เวลาในการทำ 6-10 ครั้งเพื่อให้ได้ผลในการรักษาหลุมสิว

2.3 เลเซอร์รักษาหลุมสิว (Laser Resurface) วิธีนี้สามารถใช้ได้กับหลุมสิวทั้ง 3 ประเภท การรักษาวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพราะผลข้างเคียงอาจทำให้เกิดรอยดำเป็นปี การทำเลเซอร์มีด้วยกันหลายชนิด

     A. Cool touch laser เป็นการยิงเลเซอร์เข้าไปที่ผิวชั้นกลางให้น้ำในผิวอุ่นเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้จะไม่รู้สึกเจ็บมากเพราะแพทย์โรคผิวหนังจะทายาชาก่อนยิงเลเซอร์ จะพบรอยแดงหลังทำ ปรากฏอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง วิธีนี้เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 5-7 ครั้งจึงจะเห็นผล โดยการรักษาแต่ละครั้งแพทย์ผิวหนังจะนัดห่างกัน 2-4 สัปดาห์
     B. Laser Fraxel เลเซอร์ชนิดนี้จะใช้คลื่นแสงในช่วงกลางที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากยิงเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยคลื่นแสงชนิดนี้จะยิงเข้าไปสู่จุดหมายทำให้เซลล์ตายจึงเกิดการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์ผิว ขณะยิงเลเซอร์ค่อนข้างเจ็บหลังทำต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด วิธีนี้จะทำประมาณ 4-5 ครั้ง โดยทำได้เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวอักเสบเกินไป
     C. Laser fractional CO2 เลเซอร์ชนิดนี้มีความรุนแรงกว่า 2 ชนิดข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะตัดพังผืดแนวดิ่ง แต่ก็ทำลายผิวด้านบนเช่นกัน การตัดพังผืดจะกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การรักษาจะทำประมาณ 4 ครั้ง ห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง ระหว่างรักษาให้หลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะผิวจะคล้ำดำ เป็นรอยได้ง่าย

2.4 IPL (Intense pulsed light) เป็นการใช้แสงหลายความยาวคลื่นยิงเข้าไปบริเวณที่เกิดหลุมสิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เหมาะกับหลุมสิวประเภท Rolling scar ทำติดต่อกัน 4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน อาการข้างเคียงอาจเกิดรอยแดงคล้ำ และกลายเป็นสะเก็ด การทำวิธีนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะถ้าใช้พลังงานแสงสูงเกินไปจะเกิดรอยไหม้ แต่ถ้าใช้พลังงานแสงต่ำไปการรักษาจะไม่มีประสิทธิภาพ

3. การเติมหลุมสิวให้ตื้น

การฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์

3.1 การฉีดฟิลเลอร์ (Filler agent) จริงๆ แล้วฟิลเลอร์เป็นวิธีการเติมหลุมสิวให้เต็มโดยใช้สารเติมเต็ม สารเติมเต็มที่ใช้ยังแบ่งออกได้หลายชนิด คือ ซิลิโคน (Silicone) คอลลาเจน (Collagen) และไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid) อีกทั้งยังแยกความคงทนของฟิลเลอร์ได้หลายระยะ สารเติมเต็มที่ปลอดภัยและนิยมใช้คือ คอลลาเจน และไฮยาลูรอนิก แอซิด สารทั้ง 2 ประเภทนี้สามารถเสื่อมสลายจนหมดและต้องมีการฉีดสารเติมเต็มใหม่ ปัจจุบันมีความคงทนของสาร 2 ชนิดนี้อยู่ที่ 1-2 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีสารเติมเต็มบางประเภทรับประกันว่าคงทนอยู่นานกว่านั้น เมื่อดูส่วนผสมจะเห็นว่ามีเม็ดพลาสติกผสมซึ่งจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้มาก จึงไม่สมควรใช้สารเติมเต็มประเภทที่ผสมเม็ดพลาสติก อาการหลังทำอาจพบว่าใบหน้ามีรอยแดงช้ำได้ การรักษากรณีนี้จะใช้กับหลุมสิวประเภท Rolling scar เพราะไม่มีพังผืดเกาะที่หลุมวิธีนี้ใช้กับหลุมสิวที่มีพังผืดเกาะไม่ได้ผล เพราะพังผืดเป็นตัวกั้นการสร้างคอลลาเจน วิธีการรักษา คือ จะฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่ก้นหลุมเพื่อปิดรอยหลุมให้ตื้นขึ้น

การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก

การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก

3.2 การรักษาด้วยเข็มขนาดเล็ก (Skin Needing) วิธีนี้ใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Derma Roller อุปกรณ์นี้มีลักษณะเป็นลูกกลิ้งติดเข็มเล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.25 มิลลิเมตรและความยาวของเข็มลึกไปถึงชั้นหนังแท้ วิธีการทำ คือ กลิ้งเครื่องมือนี้ไปบนใบหน้าเข็มจะเจาะลงไปถึงชั้นหนังแท้ หลังจากนั้นจะเกิดการอักเสบของชั้นผิว ร่างกายจะเกิดกระบวนการซ่อมแซมผิวใหม่ เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ นอกจากนี้แพทย์ผิวหนังจะเติมสารบำรุงเข้าไปที่ผิวหน้าช่วยให้ผิวแข็งแรง วิธีนี้ไม่ทำให้เกิดการผลัดผิวส่วนบนจึงไม่ทำให้ผิวหน้าบางหรือสร้างรอยดำคล้ำหลังทำ แต่อาจจะมีรอยแดงๆ บริเวณผิวหน้า 1-2 วัน และลอกเป็นขุย 4-5 วัน และหายไปได้เอง การรักษาวิธีนี้ควรห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น

4. ศัลยกรรมให้หลุมสิวตื้น (Punch Excision & Grafting) วิธีนี้เหมาะกับการรักษาหลุมสิวประเภท Ice Pick scar ขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เป็นการตัดหลุมสิวออก วิธีการแบ่งออกเป็นสองชนิด

ชนิดแรก คือ ผ่าตัดแล้วยกก้นหลุมขึ้นมาโดยการเย็บก้นหลุมแล้วปิดด้วยเทปแบบปลอดเชื้อ ส่วนอีกวิธีเป็นการย้ายเนื้อเยื่อจากบริเวณอื่นมาปิดซ่อมแซม หลังทำแผลจะแห้งประมาณ 1 สัปดาห์ อาจพบรอยแผลเป็นบางๆ ต้องรักษาต่อด้วยการทำเลเซอร์ วิธีนี้เป็นการรักษาแบบครั้งเดียวแต่ก็ทิ้งรอยแผลเป็นใหม่ไว้ได้ง่าย

5. วิธีการรักษาด้วยการเลาะพังผืด (Subcision) วิธีนี้ทำโดยใช้เข็มสอดเข้าไปที่ใต้หลุมสิว เพื่อเลาะพังผืดที่ดึงรั้งผิวออกไป ทำให้ผิวสามารถซ่อมแซมส่วนนี้ได้โดยที่ไม่ต้องผลัดผิวชั้นตื้น หลังทำการเลาะพังผืดควรงดตากแดด และงดใช้เครื่องสำอาง 2-3 วัน ผลข้างเคียงอาจจะมีอาการเจ็บช้ำบริเวณใบหน้า 1-2 สัปดาห์ ระหว่างนี้หากดูแลไม่ดีอาจติดเชื้อได้ การรักษาวิธีนี้ทำได้เดือนละ 1 ครั้ง และจะได้ผลเมื่อทำประมาณ 3-5 ครั้ง

6. การรักษาหลุมสิวด้วยคลื่นวิทยุ (Radio frequency) วิธีนี้เป็นการรักษาหลุมสิวโดยการส่งคลื่นวิทยุลงไปที่ชั้นผิวหนังแท้ทำให้เกิดการทำลายผิวหนัง (Ablation) บริเวณนั้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้อาจรู้สึกเจ็บขณะทำ แต่แพทย์ผิวหนังจะทายาชาก่อนการรักษา ผลการรักษาจะมีประสิทธิภาพเมื่อทำ 3-4 ครั้ง และควรทำเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น

     หลุมสิวเป็นปัญหาผิวที่รักษายาก การรักษาที่ได้ผลส่วนใหญ่แลกมาด้วยความเจ็บปวดระหว่างการทำ แถมด้วยความอดทนกับการรักษาที่ยาวนาน และค่ารักษาที่มีราคาแพง การป้องกันการเกิดสิวอาจทำได้ยาก แม้ว่าเราจะดูแลผิวอย่างดี แต่เมื่อเกิดสิวขึ้นมาแล้วการดูแลไม่ให้มือเราไปแกะ เกา บีบ กดสิวอักเสบ เป็นเรื่องที่ทำได้จริง เพื่อลดปัญหาสิวอักเสบที่จะส่งผลให้เกิดหลุมสิวในที่สุด

แสดงความคิดเห็น