วิตามิน สารเล็กน้อยแต่คุณค่ามหาศาล

วิตามิน (Vitamin)

     วิตามิน (Vitamin) เป็นอินทรียสารที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้ขับเคลื่อนเซลล์ (Cell) ของสิ่งมีชีวิต แต่ถึงแม้จะเพียงเล็กน้อยร่างกายเรากลับขาดไม่ได้เพราะจะส่งผลต่อร่างกายหลายระบบตั้งแต่ระบบเล็กๆ คือ การสร้างพลังงานให้กับเซลล์จนถึงระบบใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต อีกทั้งวิตามินหลายชนิดได้ชื่อว่าเป็นสารคงความหนุ่มสาวต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) การรับประทานวิตามินให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการจะคงความเป็นหนุ่มสาวไว้ได้นาน ต้านความชรา ต้านความเสื่อมของร่างกาย ตัววิตามินเองยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. กลุ่มวิตามินที่ละลายในน้ำ (Water soluble vitamins) วิตามินในกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อเซลล์ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพแต่วิตามินกลุ่มนี้จะไม่สะสมในร่างกาย ละลายได้ง่ายในน้ำและลดลงเมื่อถูกความร้อน แสงสว่าง ได้แก่

แหล่งอาหารที่พบวิตามินซี (Vitamin C) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินซี (Vitamin C) สูง

1.1 วิตามินซี (Vitamin C) หรือ Ascorbic acid ได้ชื่อว่าเป็นวิตามินที่เรารู้จักมากที่สุด เพราะมีชื่อเสียงในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ ชะลอวัยทำให้แก่ช้า ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวจึงเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลไม่หยาบกร้าน ตัววิตามินซียังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ที่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) และชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) สามารถดูดซับอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี (Ultraviolet) ทั้งจากแสงแดดและแสงไฟนีออนในอาคารได้ นอกจากนี้วิตามินซียังกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงโดยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวที่ชื่อ Lymphocyte และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ที่สำคัญร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เองจึงต้องรับมาจากอาหารทั้งหมด

     ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ขึ้นไปต้องการวิตามินซีวันละ 60 – 90 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กลดลงมาต้องการวันละ 30 -50 มิลลิกรัม แหล่งอาหารที่พบวิตามินซีสูงเมื่อเทียบปริมาณวิตามินซีเป็นมิลลิกรัมต่อ 100กรัม คือ มะขามป้อม (276 มิลลิกรัม) ฝรั่ง (228 มิลลิกรัม) กีวี (105 มิลลิกรัม) บล็อกโคลี่ (89.2 มิลลิกรัม) ลิ้นจี่ (71 มิลลิกรัม) มะละกอสุก (70 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในส้ม องุ่น และผลไม้สดหรือผลไม้รสเปรี้ยวอีกหลายชนิด

     สำหรับวิตามินซีแบบเม็ดพร้อมรับประทาน มีคำแนะนำว่า ควรรับประทานหลังอาหารเช้าช่วงเวลา 9.00 น. – 11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินได้ดี ไม่ควรรับประทานวิตามินซีขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและไม่ควรรับประทานก่อนนอน เพราะวิตามินซีจะกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอาจทำให้นอนไม่หลับ

     อาการขาดวิตามินซี ทำให้เลือดออกตามไรฟัน เหงือกอักเสบ ผิวแห้งเป็นขุย ผิวซีดและช้ำง่าย

     การได้รับวิตามินซีมากเกิน มีการศึกษาว่าอาจทำให้เกิดนิ่ว เพราะวิตามินซีจะขับออกทางไตในรูปออกซาเลต (Oxalate) และกรดยูริก (Uric acid) แต่การวิจัยยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่อาการที่อาจพบบ้างคือมวนท้อง ท้องเสีย

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 1 (Vitamin B1) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 1 (Vitamin B1) สูง

1.2 วิตามินบี 1 (Vitamin B1) หรือ Thiamine เป็นวิตามินที่ให้พลังงานกับสมอง บำรุงระบบประสาท ช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ร่างกายต้องการวิตามินบี 1 วันละ 1.5 มิลลิกรัม แหล่งที่พบเทียบปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อ 100 กรัมคือ น้ำมันรำข้าว (1.26 มิลลิกรัม) เนื้อหมู (0.69 มิลลิกรัม ) ถั่วเขียว (0.66 มิลลิกรัม) ถั่วลิสง (0.56 มิลลิกรัม) ข้าวซ้อมมือ (0.34 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในข้าวโอ๊ต ตับ และยีสต์ที่ตายแล้ว

     อาการขาดวิตามินบี 1 จะมีอาการเหน็บชา อาจพบมีภาวะมึนงงได้ ผู้ที่เสี่ยงกับการขาดวิตามินบี 1 คือ ผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนน้อย หรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ในผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำอาจพบภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการขาดวิตามินนี้ได้

     การได้รับวิตามินบี 1 มากเกินไป พบว่า เกิดพิษได้น้อยจะพบกรณีที่ได้รับวิตามินบี 1 เกินกว่า 1,000 เท่า ที่ร่างกายต้องการในครั้งเดียว โดยวิตามินบี 1 จะอยู่ในรูปไทอามีนไฮโดรคลอไรด์ (Thiamine hydrochloride) จะกดศูนย์ควบคุมการหายใจ แต่การได้รับวิตามินบี 1 เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 1,000 เท่าเป็นไปได้น้อย เพราะเมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ 100 เท่า จะมีอาการคลื่นไส้ มวนท้อง ทำให้ไม่สุขสบายจึงมีโอกาสเป็นไปได้ยากที่จะรับประทานวิตามินบี 1 มากเกินจนกดศูนย์ควบคุมการหายใจ

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 2 (Vitamin B2) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 2 (Vitamin B2) สูง

1.3 วิตามินบี 2 (Vitamin B2) หรือ Riboflavin เหมาะกับเด็กเล็ก เพราะช่วยให้เติบโตสมวัย ช่วยให้เล็บ ผม และผิวหนังแข็งแรง บำรุงระบบประสาท หู และตา

     ร่างกายต้องการวิตามินบี 2 วันละ 1.7 มิลลิกรัม แหล่งที่พบในอาหารเทียบปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อ100 กรัม พบมากที่เครื่องใน ตับวัว (1.68 มิลลิกรัม) ตับไก่ (1.32 มิลลิกรัม) ไข่ไก่ (0.40 มิลลิกรัม) นม/นมเปรี้ยว (0.16 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในปลา ผักใบเขียว

     อาการขาดวิตามินบี 2 จะสังเกตได้ง่าย คือ เกิดแผลที่มุมปากหรือที่เรียกว่าปากนกกระจอก เกิดแผลในช่องปาก ตาแห้งระคายเคืองง่าย

     การได้รับวิตามินบี 2 มากเกินไป ยังไม่พบการเกิดพิษ แม้ร่างกายจะได้รับในปริมาณสูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 5 (Vitamin B5) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 5 (Vitamin B5) สูง

1.4 วิตามินบี 5 (Vitamin B5) หรือ Pantothenic acid หรือกรดแพนโทเทนิก มีประโยชน์ในการช่วยสร้างเซลล์ที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต พัฒนาระบบประสาทส่วนกลาง คงความสมดุลการทำงานของต่อมหมวกไต ช่วยลดความเครียด กระตุ้นการเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงาน กระตุ้นการย่อยไขมัน ส่งเสริมการทำงานของวิตามินบี 2

     วิตามินบี 5 หรือ Pantothenic acid ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้โดยจุลินทรีย์ที่ลำไส้เล็กจะสังเคราะห์คีตอยส์โววาเลอริค (Ketoisovaleric acid) และกรดแอสปาร์ติค (Aspartic acid) นอกจากนี้ยังรับมาจากอาหาร โดยร่างกายต้องการวันละ 5-6 มิลลิกรัม แหล่งที่พบเทียบปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อ 100 กรัม พบมากในถั่ว (2-5 มิลลิกรัม) อาโวคาโด (3.3 มิลลิกรัม) เมล็ดทานตะวัน (1-2 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในตับ น้ำมันรำข้าว เห็ด ชีส ปลา

     อาการขาดวิตามินบี 5 เป็นอาการที่แสดงออกไม่แน่ชัด อาจพบภาวะน้ำตาลในเลือดไม่สมดุล น้ำตาลต่ำ หรือมีส่วนส่งเสริมการเกิดแผลที่ลำไส้

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 6 (Vitamin B6) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 6 (Vitamin B6) สูง

1.5 วิตามินบี 6 (Vitamin B6) หรือ Pyridoxine เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ทนความร้อนแต่สลายง่ายเมื่อเจอแสง ร่างกายจะดูดซึมวิตามินบี 6 ที่ลำไส้เล็กและขับออกทางปัสสาวะ วิตามินนี้ทำงานร่วมกับเอนไซม์ในร่างกายในการสันดาปโปรตีนและการดึงโปรตีนในร่างกายมาใช้ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง Hemoglobin และช่วยให้เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปใช้ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวจึงทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้น

     ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 วันละ 1.8-2.2 มิลลิกรัม อาหารที่พบวิตามินบี 6 เทียบเป็นมิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม เช่น ซีเรียล (2 มิลลิกรัม) มันฝรั่ง (0.7 มิลลิกรัม) กล้วย (0.68 มิลลิกรัม) จมูกข้าว (0.57 มิลลิกรัม) เครื่องในไก่ (0.52 มิลลิกรัม) อาโวคาโด (0.20 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในเนื้อสัตว์ ถั่ว กล้วย ผักใบเขียวยีสต์ ไข่ ตับ ปลา กะหล่ำปลี

     หากขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เป็นโรคโลหิตจางเหมือนคนขาดธาตุเหล็ก อ่อนเพลีย ชาปลายมือ ปลายเท้า

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 12 (Vitamin B12) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี 12 (Vitamin B12) สูง

1.6 วิตามินบี 12 (Vitamin B12) หรือ Cobalamin ดูดซึมได้ดีที่ลำไส้ ถูกสังเคราะห์โดยโปรตีนที่กระเพาะอาหารชื่อ Intrinsic factor มีความจำเป็นกับเซลล์ เพราะช่วยในการสังเคราะห์ DNA, RNA โดยทำหน้าที่ร่วมกับกรดโฟริก (Folic Acid) ช่วยให้เม็ดเลือดแดงสมบูรณ์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

     ร่างกายต้องการวิตามินบี 12 2 ไมโครกรัมต่อวัน แหล่งอาหารที่พบเทียบเป็นไมโครกรัมต่อ 100 กรัม พบมากในตับหมู (103.4 ไมโครกรัม) หอยนางรม (18 ไมโครกรัม) ปลาซาร์ดีน (17 ไมโครกรัม) ปลาแซลมอน (4 ไมโครกรัม) ปลาทูน่า (3 ไมโครกรัม) ไข่ (2 ไมโครกรัม) นอกจากนี้ยังพบในไต น้ำปลา โยเกิร์ต นมวัว กุ้ง ชีส

     อาการขาดบี 12 อาจพบผิวและลิ้นซีดเหลือง มองเห็นไม่ชัด หงุดหงิดง่าย ชายปลายมือปลายเท้า

     ในส่วนของวิตามินที่ละลายในน้ำโดยตัวของวิตามินเองสลายได้ง่าย และคงสภาพไม่ดี การสะสม จึงน้อยการได้รับวิตามินในกลุ่มนี้ในปริมาณที่สูงเกินไปยังไม่พบว่าทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับร่างกายแต่การขาดวิตามินเหล่านนี้กลับส่งผลเสียมากกว่า

2. กลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat soluble vitamins) วิตามินกลุ่มนี้ละลายในน้ำมันหรือไขมัน จึงดูดซึมได้ดีในภาวะนี้เช่นกัน วิตามินกลุ่มนี้อาศัยน้ำดีเป็นตัวเชื่อม หากมีความผิดปกติของท่อน้ำดีจะทำให้การดูดซึมวิตามินผิดปกติไปด้วย วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่

แหล่งอาหารที่พบวิตามินเอ (Vitamin A) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินเอ (Vitamin A) สูง

2.1 วิตามินเอ (Vitamin A) หรือ Retinol เป็นวิตามินที่มาจากทั้งสัตว์และพืช โดยวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ ประกอบด้วยสาร 3 ชนิด Retinol, Retinal และ Retinoic acid ส่วนในพืชจะประกอบด้วย Pro-vitamin A 3 ชนิด คือ Alpha, Beta และ Gamma carotene โดย Beta-carotene จะเปลี่ยนเป็น Retinol

     วิตามินเอมีประโยชน์ในด้านช่วยเสริมประสิทธิภาพการมองเห็น ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นแข็งแรง ส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูก ฟัน กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

     ปริมาณวิตามินเอที่แนะนำให้รับประทาน ผู้ชาย 5,000 IU (International Unit) ผู้หญิง 4,000 IU แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูงเทียบเป็น IU ต่อปริมาณ 100 กรัม คือ ใบยอ (43,333 IU) ใบย่านาง (30,625 IU) ใบชะพลู (21,250 IU) ผักกูด (17,167 IU) นอกจากนี้ยังพบในยอดอ่อนมะระ ผักแว่น ผักบุ้ง ใบแมงลัก ใบขี้เหล็ก

     อาการขาดวิตามินเอ จะมองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน หรือตาบอดกลางคืน (Night blindness) ตาแห้งเป็นเกล็ดปลากระดี่ (Bitot’s spot) หรือเป็นโรคตาวุ้น (Keratomalacia Symptoms)

     การได้รับวิตามินเอมากกว่า 15,000 IU ในครั้งเดียว อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อหยุดรับประทาน

แหล่งอาหารที่พบวิตามินดี (Vitamin D) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินดี (Vitamin D) สูง

2.2 วิตามินดี (Vitamin D) ร่างกายเรารับได้จากอาหารและสังเคราะห์ได้เองจากแสงแดด ทำงานร่วมกับแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของวิตามินเอ จึงช่วยลดอาการเยื่อบุตาแห้งหรืออักเสบ

     มีคำแนะนำว่าร่างกายควรได้รับวิตามินดี วันละ 200-400 IU โดยวิตามินดีที่เราได้รับมาจาก 2 รูปแบบ ชนิดแรกวิตามินดีที่ได้จากพืช หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ชนิดที่สองร่างกายสามารถสังเคราะห์เองจากแสงแดด เมื่อได้วิตามินดีมาร่างกายจะไปสังเคราะห์เปลี่ยนเป็น Calcidiol และ Calcitriol ที่ผิวและที่ไตตามลำดับ

     แหล่งวิตามินดี มาจากการสังเคราะห์จากแสงแดดร้อยละ 80 และอีกร้อยละ 20 มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อาหารที่มีวิตามินดี เช่น ปลาทะเล ไข่ เห็ดหอม โยเกิร์ต นม เมล็ดธัญพืช

     อาการขาดวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีทำงานร่วมกับแคลเซียมการขาดวิตามินดีอาจส่งผลถึงขั้น ทำให้หัวใจล้มเหลว เพราะแคลเซียมเป็นตัวแลกเปลี่ยนการทำงานที่กล้ามเนื้อหัวใจ หรืออาจชักนำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การขาดวิตามินยังทำให้กระดุกไม่แข็งแรง เติบโตช้า และเติบโตผิดรูปได้

     การได้รับวิตามินดีมากเกิน วิตามินดีจากแสงแดดจะไม่พบความเป็นพิษหากเราต้องอยู่ในที่มีแสงแดดนาน จะพบความเป็นพิษเมื่อเรารับประทานวิตามินดีมากกว่าความต้องการของร่างกาย 100 เท่า อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดตามข้อเพราะแคลเซียมไปเกาะมากไป

แหล่งอาหารที่พบวิตามินอี (Vitamin E) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินอี (Vitamin E) สูง

2.3 วิตามินอี (Vitamin E) หรือ Tocopherol จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ มีฤทธิ์ขยายหลอดลมมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองวิตามินอีที่พบในธรรมชาติมีอยู่ 7 ชนิด คือ Alpha, Beta, Delta, Epsilon, Osta, Gamma และ Zeta ตัวที่มีประสิทธิภาพทางชีวภาพมากที่สุดคือ Alpha – Tocopherol การวัดค่าวิตามีนอี 1 IU เท่ากับ d-alpha-tocopherol 0.667 มิลลิกรัม สำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินอี วันละ 15 มิลลิกรัม

     แหล่งอาหารที่พบวิตามินอี เทียบปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อ 100 กรัม น้ำมันจมูกข้าวสาลี (192 มิลลิกรัม) น้ำมันดอกทานตะวัน (51 มิลลิกรัม) จมูกข้าวสาลี (18 มิลลิกรัม) ถั่วลิสง (13 มิลลิกรัม) ขนมปังโฮลวีท (0.9 มิลลิกรัม) ข้าวซ้อมมือ (0.7 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบในเนย เนยแข็ง มาการีน ซีเรียล เมล็ดธัญพืช

     อาการขาดวิตามินอี ค่อนข้างสังเกตยากมักจะพบในกรณีที่ขาดวิตามินชนิดนี้นานๆ คือ สูญเสียการรับสัมผัส กล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากวิตามินอีละลายในไขมัน การรับประทานขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจพบสะสมในร่างกายได้ แต่การวิจัยยังไม่ชัดเจนเป็นเพียงสันนิษฐานว่าอาจทำให้เลือดออกง่าย

     การได้รับวิตามินอีมากเกิน ปกติจะไม่ค่อยพบอาการพิษของวิตามินอี ยกเว้นกรณีรับประทานมากกว่า 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ เห็นภาพซ้อน คลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากได้รับมากกว่า 1,200 มิลลิกรัม อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้า ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดได้

แหล่งอาหารที่พบวิตามินเค (Vitamin K) สูง

แหล่งอาหารที่พบวิตามินเค (Vitamin K) สูง

2.4 วิตามินเค (Vitamin K) ช่วยให้ตับทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยวิตามินจะช่วยกระตุ้นการสร้างโปรทรอมบิน (Prothrombin) ที่ตับเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการฟอสโฟริเลชัน (Phosphorylation) หรือการสังเคราะห์พลังงานให้ตับ วิตามินเคสลายตัวง่ายไม่ทนต่อแสงหรือความเป็นกรดหรือด่าง

     ร่างกายต้องการวิตามินเควันละ 140 ไมโครกรัมต่อวัน แหล่งอาหารที่มีวิตามินเค เช่น ผักใบเขียว พักกะหล่ำ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา นม โยเกิร์ต ไข่แดง

     อาการขาดวิตามินเค อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าจากการที่มีโปรทอมบินต่ำ อาจพบมีภาวะเลือดกำเดาไหลบ่อย เวลาเกิดแผลเลือดหยุดไหลช้า

     การได้รับวิตามินเคมากเกินไป ไม่พบความเป็นพิษจากวิตามินเคที่ได้รับจากอาหาร แต่อาจพบความเป็นพิษจากวิตามินเคที่สกัดจากแบคทีเรีย การได้รับวิตามินเคชนิดนี้มากกว่าความต้องการของร่างกาย 3 เท่าจะลดการกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อเซลล์

     วิตามินสารอาหารเล็กน้อยแต่มีคุณค่ามหาศาล แถมสามารถหารับประทานได้ง่าย เพราะมีอยู่ทั่วไปวิตามินเป็นสารประกอบในอาหารหลากหลายชนิด เราจึงควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบเพื่อจะได้วิตามินครบถ้วน หากร่างกายมีความผิดปกติ ผิวพรรณไม่สดใส อย่าลืมทบทวนตัวเองว่าวันนี้คุณรับประทานอาหารหลากหลายแล้วหรือยัง เพราะอาการผิดปกติบางอย่าง หรือโรคบางชนิดเกิดจากตัวเราเองที่รับประทานอาหารไม่มีคุณค่า อยากสุขภาพดี อยากสวยอยากหล่อไปนานๆ อย่าลืมรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อจะได้วิตามินครบถ้วน

แสดงความคิดเห็น