อยากผิวเรียบเนียนอย่าขาดวิตามินอี

ประโยชน์ของวิตามินอี

     เราคงคุ้นเคยกับวิตามินอี (Vitamin E) กันเป็นอย่างดี วิตามินชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในวิตามิน แห่งความงาม เป็นตัวเชื่อมและประสานกับวิตามินตัวอื่นเพื่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เราจะพบวิตามินอีในรูปสารประกอบอาหารที่เรารับประทานและยังพบในรูปบรรจุภัณฑ์อัดเม็ด หรือแคปซูลชนิดเป็นอาหารเสริม โดยเน้นในเรื่องช่วยให้ผิวเรียบเนียนมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยต้านรังสียูวี (Ultraviolet) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระอีกด้วย

     วิตามินอี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tocopherol ในธรรมชาติพบในรูปสาร 7 ชนิด คือ Alpha, Beta, Delta, Epsilon, Osta, Gamma และ Zeta ตัวที่มีประสิทธิภาพทางชีวภาพมากที่สุดคือ Alpha – Tocopherol จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน สะสมได้เล็กน้อยที่ตับ และถูกขับออกทางอุจจาระ การวัดค่าวิตามินอี 1 IU (International Unit) เท่ากับ d-alpha-tocopherol 0.667 มิลลิกรัม สำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรได้รับวิตามินอี วันละ 15 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของวิตามินอี

     1. ประโยชน์ต่อผิว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ยืดหยุ่น เรียบเนียน มีการศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระจะสะสมในผิวทำให้ผิวเสื่อมก่อนวัย โดยเฉพาะรังสียูวีทั้งจากแสงแดดและหลอดไฟนีออนแต่วิตามินอีสามารถช่วยต้านทานรังสียูวี และทำหน้าที่ดูดซับอนุมูลอิสระทำให้ผิวเสื่อมช้า ชะลอวัยสำหรับการรับประทานวิตามินอีเพื่อบำรุงผิวในผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี แนะนำที่ 400 IU ส่วนในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปแนะนำที่ 800 IU อีกทั้งวิตามินอีละลายในน้ำมันจึงสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในครีมทาผิวได้

     2. ประโยชน์ต่อเส้นผม วิตามินอีชนิดเหลวบรรจุแคปซูลสามารถเคลือบเคราติน (Keratin) ของเส้นผมป้องกันรังสียูวีจึงช่วยให้เส้นผมยืดหยุ่นไม่หลุดร่วงเปราะขาดง่ายนอกจากนี้การรับประทานวิตามินอีให้ได้ 400 IU ต่อวันยังช่วยกระตุ้นการงอกของส้นผม และช่วยให้เล็บแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย

     3. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยป้องกันการสร้างสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป อาหารบางชนิดมีไนไตรท์ (Nitrite) ที่จะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง ชื่อไนโตรซามีน วิตามินอีสามารถช่วยลดการเกิดปฏิกิริยานี้ได้ นอกจากนี้วิตามินอียังช่วยต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

     4. ช่วยลดอาการในสตรีวัยหมดประจำเดือน เช่น นอนไม่หลับ ซึมเศร้า เหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุมีการทดลองใช้วิตามินอีในสตรีวัยหมดประจำเดือนเป็นเวลา 1 เดือน พบว่าสามารถลดอาการเหล่านี้ได้สำหรับในผู้ชายที่มีภาวะระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ทำให้มีบุตรยาก การรับประทานวิตามินอี ขนาด 200 IU ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน จะช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรได้

     5. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และสมอง มีการศึกษาวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่า วิตามินอีช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ของไขมันเลว หรือ LDL (Low density lipoprotein) ซึ่งกระบวนการนี้ก่อให้เกิดการทำลายหลอดเลือดและทำให้หลอดเลือดแข็งตัวไม่ยืดหยุ่น แต่วิตามินอีจะช่วยลดการเกาะตัวกันของเกร็ดเลือด (Platelet aggregation) จึงส่งเสริมหลอดเลือดหัวใจให้ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น การศึกษายังบอกด้วยว่าการรับประทานวิตามินอีวันละ 400 -800 IU ติดต่อกันเป็นเวลา 18 เดือนลดความเสี่ยงจากหัวใจวายร้อยละ 77

     6. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก (Cataracts) สารต้านอนุมูลอิสระในวิตามินอีช่วยให้กระจกตาทำงานมีประสิทธิภาพและลดการเสื่อมจากสารพิษและมลภาวะลดลง

     7. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) และโรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) มีการศึกษาพบว่าการรับประทานวิตามินอี 1,300 IU ติดต่อกัน 2 ปี จะช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมจากการอุดตันของเส้นเลือด

ปริมาณวิตามินอีในอาหาร

     แหล่งอาหารที่พบวิตามินอี (เทียบปริมาณเป็นมิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) น้ำมันจมูกข้าวสาลี (192 มิลลิกรัม) น้ำมันดอกทานตะวัน (51 มิลลิกรัม) เมล็ดอัลมอน (26 มิลลิกรัม) จมูกข้าวสาลี (18 มิลลิกรัม) ถั่วลิสง (13 มิลลิกรัม) มาการีน (12 มิลลิกรัม) อาโวคาโด (2.07 มิลลิกรัม) เนยแข็ง (2 มิลลิกรัม) ขนมปังโฮลวีท (0.9 มิลลิกรัม) ข้าวซ้อมมือ (0.7 มิลลิกรัม) นอกจากนี้ยังพบใน ซีเรียล แอปเปิล กล้วย ผักโขม นม ไข่ กุ้ง

ข้อแนะนำในผู้ที่รับประทานวิตามินอีเสริมอาหาร

     1. ในผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรงดรับประทานวิตามินอีเสริมอาหารอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนและหลังผ่าตัด เพราะวิตามินอีช่วยลดการเกาะกันของเกร็ดเลือดจึงอาจทำให้มีปัญหาเลือดออกง่ายหยุดยากขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด

     2. ในผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) วาฟาริน (Warfarin) อยู่แล้วควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เพราะวิตามินอีจะไปเสริมฤทธิ์ยาอาจทำให้ฤทธิ์ของยาสูงขึ้น

     3. มีคำแนะนำว่าวิตามินอีทำงานส่งเสริมกันได้ดีกับวิตามินซี (Vitamin C) และธาตุซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งสารทั้งสองชนิดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเหมาะกับทั้งชนิดเม็ดสกัดเพื่อรับประทาน และผสมในครีมทาผิว

วิธีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินอี

     1. แน่นอนว่าการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องดูฉลากบรรจุภัณฑ์ วันที่ผลิต วันหมดอายุขนาด IU ที่แสดงเป็นค่าของแอลฟาโทโคฟีรอล ซึ่งเป็นตัวที่มีประสิทธิภาพต่อปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายมากที่สุด

     2. ถึงแม้ยังไม่มีรายงานความเป็นพิษของวิตามินอี แต่มีคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานเกิน 1,500 IU ต่อวัน

     3. การรับประทานวิตามินอีติดต่อกัน ถ้าเป็นเพื่อเสริมอาหารจะมีคำแนะนำว่าควรรับประทาน3 เดือนเว้น 2 เดือน แต่ถ้าเป็นไปเพื่อการรักษา เช่น อัลไซเมอร์ แพทย์อาจให้รับประทานติดต่อกันนานถึง 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการรักษาของแพทย์

     ถึงแม้ยังไม่มีการวิจัยพบผลเสียของการได้รับวิตามินอีเกินขนาด แต่จากคำแนะนำให้ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด และผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด จึงเป็นข้อควรระวังสำหรับผู้ที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินอี จริงๆแล้ววิตามินอีมีอยู่ในอาหารที่เรารับประทานหลายชนิดเพียงเราเลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากนี้วิตามินอีในอาหารยังถูกขับออกทางอุจจาระจึงน่าจะปลอดภัยที่สุดสำหรับร่างกายเรา ส่วนผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินอี หากได้รับในปริมาณสูงเป็นเวลาติดต่อกันนานควรปรึกษาแพทย์เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด

แสดงความคิดเห็น