ลดความอ้วนแบบเร่งด่วนอย่างปลอดภัย ดีกับสุขภาพด้วยน้ำแช่ผัก ผลไม้

ลดความอ้วน

     ในยุคสมัยที่การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็น เรื่องความอ้วน ความผอมก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน สำหรับคนยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายทุกคนก็ไม่อยากอ้วนทั้งนั้น นั่นไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงามหรือรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น ความอ้วนยังนำมาซึ่งโรคภัยหลายอย่าง ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมัน ไหนจะสูญเสียภาพลักษณ์ ขาดความมั่นใจ และหาเสื้อผ้าใส่ยากอีกต่างหาก ใครๆ เลยต่างไม่อยากอ้วน พอมีไขมันส่วนเกินปุ๊บต่างก็สรรหาวิธีมาลดน้ำหนักกันใหญ่ ไม่ว่าจะลดได้หรือไม่ได้อย่างหนึ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือ วิธีการลดไขมันส่วนเกินหรือลดน้ำหนักต้องปลอดภัยเพื่อสุขภาพเราเอง

เท่าไหร่ถึงเรียกว่าน้ำหนักเกิน

     การหาดัชนีน้ำหนักในปัจจุบันของประเทศไทยใช้การคำนวณของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ The Asia- Pacific Perspective : Redefinding obesity and its treatment Feb 2000 วิธีการคำนวณ คือ BMI (Body Mass Index) = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร ยกกำลัง 2) หรือ kg/m2

ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI)

ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI)

     1. ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่มีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ อาจส่งผลในเรื่องภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่แข็งแรง ติดเชื้อง่าย
     2. ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง18.5-22.9 ถือว่ามีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ กลุ่มนี้จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็ง
     3. ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-24.9 อยู่ในกลุ่มเริ่มมีน้ำหนักเกิน หากมาจากครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรจะเริ่มออกกำลังกายและลดน้ำหนัก
     4. ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 25-29.9 หรือผู้ชายมีรอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตร ผู้หญิงมีรอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร จัดว่าอ้วนระดับ 1 ต้องออกกำลังกายควบคู่กับการลดอาหาร เพราะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง
     5. ดัชนีมวลกายมากกว่า 30 จัดอยู่ในกลุ่มอ้วนระดับ 2 มีโอกาสเกิดโรคเช่นเดียวกับอ้วนระดับ 1 และเสี่ยงกับการเกิดโรคหัวใจด้วย ต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด

สาเหตุของความอ้วน

     สาเหตุหลักของความอ้วนมาจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆนั่นคือ พันธุกรรม ความเจ็บป่วย และพฤติกรรมส่วนบุคคล
     1. พันธุกรรม นับว่าเป็นสาเหตุที่ป้องกันยาก ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีพ่อและแม่อ้วน ร้อยละ 80 จะมีภาวะอ้วนด้วยหรือแม้แต่มีพ่อหรือแม่คนใดอ้วนลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสอ้วนถึงร้อยละ 40
     2. ความเจ็บป่วย เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน ต่อมไทรอยด์ เบาหวาน
     3. พฤติกรรมส่วนบุคคล คือ การรับประทานอาหารจำพวกไขมัน แป้ง ขนมกรุบกรอบมากเกินไป การรับประทานขนมก่อนนอน และการไม่ออกกำลังกาย แม้สาเหตุเหล่านี้จะแก้ไขง่ายกว่าสาเหตุจากพันธุกรรมและความเจ็บป่วยแต่กลับเป็นว่าสาเหตุจากพฤติกรรมเป็นสาเหตุของความอ้วนมากกว่าอีก 2 สาเหตุข้างต้น เพราะเรื่องที่ยากที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

     รับประทานอาหารวันละเท่าไหร่ร่างกายถึงจะไม่สะสมเป็นไขมันส่วนเกิน มีคำแนะนำจากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ดังนี้
     1. เด็กอายุ 6-13 ปี ควรรับประทานไม่เกิน 1,600 กิโลแคลอรี (kcal) ต่อวัน คือ ข้าวหรือแป้งไม่เกิน 8 ทัพพี โปรตีน 6 ช้อนโต๊ะ
     2. วัยทำงานทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ไม่ได้ใช้แรงงาน เช่น พนักงานออฟฟิต คนทำงานนั่งโต๊ะ ควรรับประทานไม่เกิน 2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน คือ ข้าวและแป้ง ไม่เกิน 10 ทัพพี โปรตีน 9 ช้อนโต๊ะ
     3. กลุ่มผู้ใช้พลังงานมาก เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา รับประทานไม่เกิน 2,400 กิโลแคลอรี คือ ข้าวและแป้ง ไม่เกิน 12 ทัพพี โปรตีน 12 ช้อนโต๊ะ
     สำหรับในกลุ่มผู้สูงอายุมีคำแนะนำว่าควรรับประทานวันละ 1,600-2,000 กิโลแคลอรี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะในกลุ่มนี้การใช้พลังงานลดลงไม่เหมือนในวัยทำงาน
     มีคำแนะนำว่าในทุกกลุ่มอายุควรรับประทานผัก หากเป็นผักดิบวันละประมาณ 1 ถ้วยตวง หากเป็นผักสุกวันละประมาณ ½ ถ้วยตวง และผลไม้อีกวันละ 6-10 คำ

การกำจัดไขมันส่วนเกินเทียบ 200 กิโลแคลอรี

     1. ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง
     2. เล่นแบดมินตัน 40 นาที
     3. ล้างรถ 40 นาที
     4. ไดรฟ์กอลฟ์ 1 ชั่วโมง
     5. เล่นโยคะ 25 นาที
     6. ขี่จักรยาน 1 ชั่วโมง
     7. เดินออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง

     จะเห็นว่าการที่เรารับประทานอาหารเข้าไปเราสามารถสะสมไขมันส่วนเกินไว้วันละหลายกิโลแคลอรี แต่เมื่อเราต้องการกำจัดออก การออกกำลังกายสามารถกำจัดออกได้เพียงเล็กน้อยแม้จะใช้เวลานานเป็นชั่วโมง ดังนั้นเราควรเริ่มตั้งแต่การระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน น้ำตาลเกินจำเป็น เพราะอาหารเหล่านี้แคลอรีสูงและสะสมในร่างกายได้มาก แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เพราะยังมีอาหารที่รับประทานแล้วอิ่มให้พลังงานน้อยสะสมน้อย นั่นคือ อาหารจำพวก ผัก ผลไม้ เพราะอาหารกลุ่มนี้มีใยอาหารสูงช่วยให้อิ่ม แต่ร่างกายไม่ย่อยจึงขับถ่ายออกมาทำให้ไม่สะสมเป็นไขมันส่วนเกินในร่างกาย เรามาทำความรู้จักใยอาหารกันค่ะ

     ใยอาหาร (Dietary fiber) จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต แต่เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายเราไม่สามารถย่อยเองได้ (Non-starch carbohydrate) จะมีบางส่วนที่ย่อยได้โดยอาศัยแบคทีเรียที่ลำไส้ใหญ่แต่ไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด โดยใยอาหารเองยังแบ่งออกเป็น 2 จำพวก ได้แก่
     1. ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ (Insoluble fiber) ใยอาหารกลุ่มนี้ คือ เซลลูโลส (Cellulose), ลิกนิน (Lignin), เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) ใยอาหารกลุ่มนี้เมื่อถูกน้ำจะพองตัวออกมากทำให้แน่นกระเพาะจึงรู้สึกอิ่ม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานขับเคลื่อนเอาใยอาหารออกมาเป็นการทำความสะอาดลำไส้ไม่ให้มีสิ่งตกค้างและกระตุ้นการขับถ่ายลดอาการท้องผูก
     2. ใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble fiber) กลุ่มนี้ คือ เพคติน (Pectin) กัม (Gum) และเยื่อเมือก (Mucilage) จะมีลักษณะเป็นเจลสามารถดูดซึมน้ำตาลและจับไขมันได้ ใยอาหารชนิดนี้บางส่วนจะถูกย่อยที่ลำไส้โดยแบคทีเรียเฉพาะถิ่น

ประโยชน์ของใยอาหารต่อการควบคุมน้ำหนัก

     1. ใยอาหารชนิดละลายน้ำ สามารถจับกับน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังเพิ่มระดับความต้านทานฮอร์โมนอินซูลินที่เป็นตัวจับน้ำตาล ช่วยให้ระดับน้ำตาลในร่างกายไม่สูงเกินไป อีกทั้งลดการดูดซึมกลูโคสและไขมันที่ลำไส้และทำการขับออกโดยระบบขับถ่าย
     2. ใยอาหารชนิดละลายน้ำ ลดไขมันในเลือด จับไขมันในอาหาร ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
     3. ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ เมื่อรับประทานเข้าไปจะรวมตัวกับน้ำย่อยทำให้ใยอาหารพองตัวในกระเพาะ แต่น้ำย่อยในกระเพาะไม่สามารถย่อยใยอาหารชนิดนี้ได้ ใยอาหารจึงกระตุ้นการขับถ่ายให้เป็นปกติ ป้องกันการเกิดมะเร็งที่ลำไส้

วิธีรับประทานใยอาหารเพื่อควบคุมและลดน้ำหนัก

     การรับประทานใยอาหารเพื่อให้ได้ผลในเรื่องการควบคุมและลดน้ำหนักเน้นที่มื้อเย็น เพราะเป็นมื้อที่เรารับประทานเยอะและหลากหลาย การรับประทานอาหารมื้อดึกทำให้พลังงานเหลือสะสมเป็นไขมัน อีกทั้งเป็นมื้อสังสรรค์ทำให้เราเผลอรับประทานมากเกินไปบ่อยๆ

     1. ผัก ผลไม้ที่มีใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ เช่น ผักสลัด ผักกาด กะหล่ำดอก กะหล่ำหัว ผักกวางตุ้ง ถั่ว ธัญพืช ข้าวโอ๊ต
     2. ผัก ผลไม้ที่มีใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ผักปลัง ผักบุ้ง มะเขือต่างๆ
     3. ผัก ผลไม้ที่มีเส้นใยทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำอยู่มากเช่น แตงกวา มะเขือเทศ มะละกอ เสาวรส เม็ดแมงลัก

     หลังจากเรารู้ว่าอย่างไรเรียกว่าน้ำหนักเกิน และสาเหตุของน้ำหนักเกินแล้ว เราลองมาดูวิธีลดน้ำหนักได้เร็วและมีสุขภาพดีโดยไม่ต้องอดอาหาร

วิธีลดน้ำหนักได้เร็ว และมีสุขภาพดี

1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยไม่อดอาหาร
     1.1 มื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้ออาหารที่มีความสำคัญมาก มื้อเช้าควรเป็นมื้อที่เรารับประทานได้ตามใจปาก เพราะเราต้องใช้พลังงานนี้ไปทั้งวัน
     1.2 สำหรับมื้อกลางวัน เป็นมื้อแห่งความเร่งรีบ เพราะเราต้องทำงาน อาหารที่รับประทานส่วนใหญ่เป็นอาหารจานเดียวหรือฟาสต์ฟู้ด เราสามารถรับประทานได้จนอิ่มไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์
     1.3 มื้อเย็น เป็นมื้อที่เราควรรับประทานอาหารเส้นใยสูง หลังจากที่เราตามใจปากมาทั้งวัน มื้อเย็นก็ถึงเวลาที่เราต้องรับประทานตามความต้องการของร่างกายบ้าง งดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวโดยเด็ดขาด กลุ่มนี้คือ ข้าว หรือขนมปังขัดขาว ให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแทน อาจเป็นข้าวซ้อมมือสัก 1 ทัพพี หากเป็นมื้อดึกควรเปลี่ยนเป็นสลัดผักจะดีกว่า ส่วนกับข้าวควรลดอาหารประเภทผัดหรือทอด เพราะไขมัน 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี เลยทีเดียว ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทต้มหรือนึ่งไร้ไขมัน เลือกรับประทานโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา หรือโปรตีนสะอาด เช่น เต้าหู้แทนเนื้อชนิดอื่น

     เพียงแค่รับประทานอาหาร 3 มื้อดังที่กล่าวข้างต้นก็สามารถลดความอ้วนได้แล้วหรอ?……แน่นอนว่าไม่ใช่ การรับประทานอาหารตามโปรแกรมดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ทำให้ทุกคนลดน้ำหนัก หรือลดไขมันสะสมลงได้ เพราะกระบวนการเผาผลาญอาหารของแต่ละคนไม่เท่ากัน สำหรับผู้ที่มีระบบเผาผลาญดีก็อาจลดน้ำหนักลงได้เล็กน้อย หากเป็นผู้มีปัญหาระบบเผาผลาญอาหารคงไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้แต่อาจกลายเป็นเพิ่มน้ำหนักให้แทน……

     เอาล่ะค่ะ เรามาถึงเคล็ดลับเพื่อช่วยการเผาผลาญอาหาร นั่นคือ น้ำแช่ผัก ผลไม้ ที่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า Infused water หรือน้ำผลไม้ล้วน เช่น เสาวรส ขอแนะนำว่าสูตรเสาวรสช่วยการเผาผลาญพลังงานได้ผลดีมาก เพียง 1 เดือน หลังเริ่มดื่มน้ำแช่ผัก ผลไม้ พุงที่ยื่นออกมาจะเริ่มยุบ จากที่ต้องเลื่อนขนาดเอวกางกางออกก็จะกลับมาใส่กางเกงตัวเดิมได้ ต้นขาที่เคยแน่นจะเริ่มยุบใส่กางเกงตัวเก่าได้สบายขึ้น

วิธีทำน้ำแช่ผัก ผลไม้ และดื่มเพื่อลดน้ำหนัก

     1. เลือกผัก เช่น สะระแหน่ ขิง โหระพา หรือผักอะไรก็ได้ที่ให้กลิ่นสดชื่น ผลไม้ เช่น มะเขือเทศ เลมอน สับปะรด มะยม กีวี แตงโม ทับทิม มัลเบอร์รี่ แอปเปิล หรือผลไม้ตามสะดวก หากเป็นเสาวรสให้ใช้ทั้งไส้ควักใส่ขวดโหลแช่ทิ้งไว้
     2. ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่เราไม่ได้ปลูกเองเพื่อป้องกันสารฆ่าแมลงที่แอบแฝงมาหากเราล้างไม่สะอาดพอ แทนที่เราจะได้น้ำเพื่อสุขภาพจะกลายเป็นน้ำทำลายสุขภาพแทน วิธีล้างต้องล้างหลายๆน้ำ แช่เบคกิ้งโซดาผึ่งไว้ให้แห้ง
     3. แช่ผัก ผลไม้ที่ล้างสะอาดลงในโหลแก้ว ให้ใช้โหลแก้วเพราะไม่ดูดซับกลิ่นเมื่อนำมาใช้ครั้งต่อไปจะไม่มีกลิ่นผลไม้เดิมติดอยู่ ใส่น้ำสะอาด ถ้าเป็นน้ำแร่หรือน้ำที่มีค่าความเป็นด่าง (Alkaline) จะดีมาก แต่หากหาไม่ได้แค่น้ำเปล่าสะอาดที่ใช้ดื่มก็เพียงพอ กรณีเป็นผักขยำให้กลิ่นออก ถ้าเป็นผลไม้เนื้อแข็งให้บุบพอแตก ส่วนเลมอน แตงโม มะเขือเทศ ควรฝานเป็นชิ้นบางๆก่อน หลังใส่ส่วนผสมลงไปให้เขย่าสัก 2-3 ครั้ง วางทิ้งไว้ในห้องอุณหภูมิปกติ หากทิ้งไว้ค้างคืนให้แช่ในตู้เย็นได้
     4. ให้ดื่มก่อนมื้ออาหารเย็น 1-2 ชั่วโมง กากใยที่เหลือหากไม่เละหรือมีกลิ่นปกติให้รับประทานได้ หากเป็นสูตรเสาวรสอาจผสมน้ำผึ้งลงไปสัก ½ ช้อนช้า เพื่อลดความเปรี้ยวจะดื่มง่ายขึ้น หากต้องการเพิ่มความอิ่มก่อนมื้ออาหารเย็นให้ผสมเม็ดแมงลักลงไป
     เม็ดแมงลักเป็นใยอาหาร มีทั้งใยอาหารละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ โดยจะไปจับกับน้ำในกระเพาะ แล้วพองตัวทำให้รู้สึกอิ่ม อีกทั้ง Mucilage หรือเจลใสๆยังดูดซับน้ำตาล ไขมัน ไว้กับตัวเอง ก่อนกระบวนการขับถ่ายจะกระตุ้นเอาสารอาหารส่วนเกินเหล่านี้ออกมา มีคำแนะนำว่าเม็ดแมงลักควรแช่ให้พองตัวเต็มที่ประมาณ 30 นาที แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแช่เม็ดแมงลักเอาไว้ข้ามคืนได้ เพราะเม็ดแมงลักที่ไม่พองตัวเต็มที่จะมีผลข้างเคียงทำให้ท้องผูกแทนที่จะขับถ่ายได้ดี
     5. ระหว่างวันให้ดื่มน้ำแช่ผัก ผลไม้ได้เรื่อยๆ แทนน้ำเปล่าได้เลย เพราะน้ำแช่ผัก ผลไม้ ไม่มีน้ำตาลจึงไม่ทำให้น้ำหนักขึ้น หรือกระหายน้ำเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว ตามหลักโภชนาการ ส่วนน้ำแช่ผัก ผลไม้จะทิ้งไว้กี่วันขึ้นอยู่กับว่าน้ำนั้นมีกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไปหรือไม่ หากบูดหรือเสียให้ทิ้งไป แต่เสาวรสที่เราควักเอาไส้ออกใส่ขวดโหลสามารถแช่ในตู้เย็นได้นานถึง 2 สัปดาห์

สูตรแนะนำ
เสาวรสช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยเสาวรส

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยเสาวรส

     1. ใช้เสาวรสเปลือกสีม่วง หรือเปลือกสีเหลือง 2-3 ผล คว้านเอาแต่ไส้ข้างใน
     2. เติมเม็ดแมงลักแช่น้ำจนพองตัวลงไป 1 ช้อนโต๊ะ
     3. เติมน้ำแร่ น้ำ Alkaline หรือหากไม่มีเติมน้ำสะอาดลงไป 1/3 แก้ว
     4. หากเป็นเสาวรสเปลือกเหลืองจะมีรสเปรี้ยวให้เติมน้ำผึ้งลงไป 1/2 ช้อนชา เพื่อตัดรสเปรี้ยว
     5. ดื่มก่อนมื้ออาหาร 1-2 ชั่วโมง ดื่มได้ทุกวัน สำหรับผู้หญิงให้งดดื่มช่วงก่อนมีประจำเดือน 7 วัน มีข้อสันนิษฐานงานวิจัยว่าเสาวรสจะไปลดสารที่ช่วยทำลายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผลิตมาจากตับช่วงก่อนมีประจำเดือน อาจทำให้มีอาหารปวดท้องจากประเดือนมากขึ้นแต่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แต่เราก็สามารถเปลี่ยนไปใช้สูตรอื่นในช่วงนี้เพราะการรับประทานผัก ผลไม้หลากหลายให้สารที่มีประโยชน์มากกว่ารับประทานชนิดเดียวซ้ำๆ

สูตรแก้วมังกร

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยแก้วมังกร

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยแก้วมังกร

     1. วิธีการคือใช้แก้วมังกรฝานแช่น้ำ จะใช้แก้วมังกรสีขาว หรือสีแดงก็ได้ ใช้น้ำสูตรเดียวกับเสาวรส แต่สูตรนี้ไม่ต้องเติมน้ำผึ้งเพราะแก้วมังกรไม่ได้มีรสเปรี้ยวเท่าเสาวรส
     2. หลังผสมน้ำและแก้วมังกรแล้ว ให้เขย่า 2-3 ครั้งก่อนตั้งทิ้งไว้ในห้องอุณหภูมิปกติ หรือถ้ายังติดรสชาติอยู่อาจแช่ตู้เย็นเพิ่มรสชาติ
     3. แก้วมังกรสีแดงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เป็นสารสีที่เป็นตัวปกป้องแสงยูวี (Ultraviolet) ให้ผัก ผลไม้รวมทั้งเมื่อเรารับประทานเข้าไปก็จะช่วยปกป้องรังสียูวีให้เราด้วยสารสีกลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการกำจัดไขมันเลว (LDL) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เปลี่ยนสูตรจากเสาวรสในช่วงก่อนมีประจำเดือนได้หรืออาจผสมไปในน้ำเสาวรสเลย

สูตรมัลเบอร์รี่

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยมัลเบอร์รี่

วัตถุดิบของสูตรน้ำแช่ผลไม้ด้วยมัลเบอร์รี่

     1. ใช้มัลเบอร์รี่ปริมาณตามความชอบ ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งก่อนบรรจุขวดโหล เติมน้ำเช่นเดียวกับทั้ง 2 สูตร หากเป็นมัลเบอร์รี่ที่ปลูกเองจะดีมากเพราะจะปลอดภัยในเรื่องสารฆ่าแมลง
     2. หากเป็นผลยังไม่สุกจัดให้ขยำให้น้ำสีแดงออกเล็กน้อย หากเป็นผลสุกเมื่อบรรจุขวดเติมน้ำให้เขย่า 2-3 ครั้งก็พอ
     3. สูตรมัลเบอร์รี่ให้สารแอนโทไซยานินเช่นเดียวกับสูตรแก้วมังกรสีแดงเช่นกัน แต่มีการตรวจพบว่ามีค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) หรือคะแนนการต้านอนุมูลอิสระในร่างกายสูงน้ำแช่มัลเบอร์รี่ให้ค่า ORAC สูงถึง 127,000 หน่วย ซึ่งร่างกายเราต้องการประมาณวันละ 10,000 หน่วย เพื่อใช้ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนับว่าสูงมากในบรรดาน้ำแช่ผัก ผลไม้ สูตรต่างๆ

ประโยชน์ของน้ำแช่ผัก ผลไม้กับการลดน้ำหนัก

     1. ยังไม่มีวิจัยแน่ชัดว่าน้ำแช่ผัก ผลไม้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารเพิ่มขึ้นได้อย่างไร แต่ที่เรารู้ คือ เมื่อเราดื่มน้ำผัก ผลไม้ที่เป็นกรดเข้าสู่ร่างกายเมื่อทำปฏิกิริยาในระบบย่อยอาหาร สารเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นด่าง (Alkaline) ซึ่งเป็นสภาวะที่กระตุ้นการเผาผลาญอาหารมากกว่าสภาวะกรด
     2. เมื่อดื่มน้ำผัก ผลไม้ไปสัก 1-2 สัปดาห์ ความอยากอาหารจะลดลง จริงๆแล้วความอยากอาหารเกิดจากความติดหวาน ติดมัน ทำให้เรารู้สึกอยากรับประทานอาหาร แต่การดื่มน้ำแช่ผัก ผลไม้ช่วยลดความติดหวาน ติดมัน ทำให้ความอยากอาหารลดลง แต่เมื่อถึงมื้ออาหารเราจะมีความหิวตามปกติเพราะร่างกายจะกระตุ้นให้เราเติมพลังงานเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตต่อ
     3. น้ำแช่ผัก ผลไม้ ช่วยลดไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะไขมันสะสมที่พุง เมื่อเราดื่มน้ำแช่ผัก ผลไม้ ก่อนอาหารเย็น ใยอาหารทั้งละลายน้ำและไม่ละลายน้ำจะเข้าไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยการโอบอุ้มน้ำ พองตัวทำให้รารู้สึกอิ่ม หลังจากนั้นใยอาหารชนิดละลายน้ำจะทำการดูดน้ำตาล ไขมันบางส่วนไว้กับตัวก่อนจะขับถ่ายออกจากร่างกาย ภายใน 1 เดือน หลังดื่มน้ำผัก ผลไม้รอบเอว ต้นขาจะลดลง
     4. ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารพิษในที่นี้คือปฏิกิริยาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นกรด น้ำแช่ผัก ผลไม้จะปรับสมดุลให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่างซึ่งไม่เหมาะสมกับการเติบโตของเชื้อโรคและสารก่อกลายพันธุ์ หรือเซลล์มะเร็ง

     เพียงคุณดื่มน้ำแช่ผัก ผลไม้คุณจะสามารถลดน้ำหนักลงได้ 2-5 กิโลภายใน 1-3 เดือน โดยที่ร่างกายยังมีสุขภาพดี ไม่ติดเชื้อง่ายจากการอดอาหาร ผิวพรรณสดใสจากวิตามินที่รับประทานเข้าไป หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เร็วและมากกว่านี้ อาจต้องมีกิจกรรมเสริม เช่น

ข้าวซ้อมมือ อาหารที่ควรรับประทานในช่วงลดความอ้วน

ข้าวซ้อมมือ อาหารที่ควรรับประทานในช่วงลดความอ้วน

     1. ลดอาหารจำพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว หรือขนมปังขัดขาวโดยเด็ดขาด หันมารับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ร่างกายดูดซึมได้ช้า เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ธัญพืช ยิ่งเมื่อเราดื่มน้ำผัก ผลไม้เสริมใยอาหารจะไปดักจับแป้ง และน้ำตาลช่วยกำจัดพลังงานส่วนเกินทิ้งไป

การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานส่วนเกินที่อยู่ในรูปไขมันสะสมในบริเวณต่างๆ ได้

การออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานส่วนเกินที่อยู่ในรูปไขมันสะสมในบริเวณต่างๆ ได้

     2. ออกกำลังกายเสริม ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานส่วนเกินที่อยู่ในรูปไขมันสะสมในบริเวณต่างๆ เช่น ต้นแขน เอว ท้อง ต้นขา โดยไม่ต้องออกกำลังกายหักโหมมาก เอาที่เราพอทำได้อย่างที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำคือ ออกกำลังกายให้ได้ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เท่านี้ก็ช่วยเสริมการเผาผลาญไขมันส่วนเกินแล้ว

     อย่างไรก็ดีการเลือกผัก ผลไม้มาทำน้ำแช่ไว้ดื่มเพื่อลดน้ำหนัก ไขมันส่วนเกิน หรือเพื่อสุขภาพควรระมัดระวังสารฆ่าแมลงที่ติดมาด้วย ควรล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด หากไม่แน่ใจว่าผัก ผลไม้เหล่านั้นใส่สารฆ่าแมลงมากหรือไม่ ให้หลีกเลี่ยง อาจเลือกใช้ผลไม้ที่มีเปลือกหนาที่สามารถล้างเปลือก และปลอกเปลือกออกทิ้ง เช่น ส้ม เสาวรส หรือจะให้ดีปลูกไว้รับประทานเองจะปลอดภัยกว่า หวังว่าสูตรลดความอ้วนอย่างเร่งด่วน ปลอดภัย และสุขภาพดีนี้ จะช่วยให้ทุกท่านลดน้ำหนักได้และมีสุขภาพดีกันด้วยนะคะ

แสดงความคิดเห็น