มะเร็ง

โรคมะเร็ง

     โรคมะเร็ง เป็นโรคที่มีสาเหตุหลักเกิดจากการดำเนินชีวิต คร่าชีวิตคนไทยสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งและเป็นโรคที่ติดอันดับหนึ่งในห้าโรคที่คนไทยป่วยกันมากที่สุดอยู่ในลำดับที่ห้ารองจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และอันดับห้า คือ โรคมะเร็ง โรคนี้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาและการดูแลสูง รวมถึงเมื่อเป็นแล้วมีอัตราตายสูง เราทุกคนจึงควรให้ความสนใจ และดูแลสุขภาพตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

มะเร็ง คืออะไร

     มะเร็ง (Cancer) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งตัวของเซลล์ (Cell) ในร่างกาย เป็นเซลล์ที่ควบคุมไม่ได้ สามารถแบ่งเซลล์เติบโตเข้าไปแทนที่เซลล์ปกติของร่างกาย ก่อให้เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อเดิม เซลล์มะเร็งสามารถเพาะตัวและเติบโตได้ทุกส่วนของร่างกายทั้งในเนื้อเยื่อทั่วไป ในช่องว่างของอวัยวะ ในต่อมน้ำเหลือง หรือแม้แต่ในกระดูก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง

     โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตของเราในทุกๆ วันจนก่อให้เกิดความผิดปกติของการแบ่งเซลล์จนเกิดเป็นโรคมะเร็ง แบ่งเป็น

1. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร
     1.1 การรับประทานอาหารก่อโรค เช่น การดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งในช่องปาก
     1.2 การรับประทานอาหารดิบ เช่น ปลาน้ำจืดที่ใช้ทำลาบปลาดิบ ปลาส้ม มีความเสี่ยงต่อพยาธิใบไม้ในตับ หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งตับ หรือลาบหมู ลาบวัวดิบที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิตัวตืดก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
     1.3 การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งตับจากภาวะไขมันเกาะตับได้
     1.4 การรับประทานแป้งขัดขาวเป็นประจำ รับประทานผัก ผลไม้น้อย ทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร
     1.5 การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารฆ่าแมลง สารกันบูด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้
     1.6 การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยฮอร์โมน สารเร่งการเติบโต มีความเสี่ยงให้เป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งในระบบสืบพันธุ์

2. พฤติกรรมการใช้ชีวิตสมัยใหม่
     2.1 ความเร่งรีบ ความเครียดจากการใช้ชีวิต การทำงานของคนยุคนี้เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งสมอง
     2.2 พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ทำให้มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้มาก เพิ่มโอกาสเป็นโรคมะเร็งระบบสืบพันธุ์

3. สภาพแวดล้อม
     3.1 จากมลภาวะทางอากาศ เช่น การเผาไหม้ ควันไฟ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดลม
     3.2 แสงแดดจัดในปัจจุบันที่เกิดจากการทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนมาก เพิ่มโอกาสการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งการสัมผัสสารเคมีที่ผิวหนังเป็นประจำก็ทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

4. ผู้ที่มาจากครอบครัวที่เป็นโรคมะเร็งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคมะเร็ง ซึ่งยังมีการศึกษากันอยู่ว่าอาจเกิดจากยีนบางตัวที่ทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งมากกว่าผู้อื่น

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งแต่ละประเภท

     1. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะรับประทานอาหารตามปกติ หรือบางรายอาจมีภาวะเบื่ออาหาร คลื่นไส้ รับประทานอาหารได้น้อย
     2. มีแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย หรืออาจลุกลามไปเรื่อยๆ ก็เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งผิวหนัง
     3. กลืนอาหารลำบาก สำลักอาหารบ่อย อาหารไม่ย่อย มีอาการกรดไหลย้อนเป็นประจำ อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร
     4. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียไม่ทราบสาเหตุ ซีด มีจุดจ้ำเลือดที่ผิวหนังโดยไม่ได้กระแทกกับอะไร ร่วมกับมีอาการไข้บ่อยๆ เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
     5. เหนื่อยหอบ เสียงแหบ ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง
     6. ปวดท้องเรื้อรัง ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับ
     7. ปวดท้องเรื้อรัง ถ่ายเหลวสลับกับท้องผูกเรื้อรัง เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งลำไส้
     8. ในผู้หญิงหากมีตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ ร่วมกับอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก
     9. หากคลำพบก้อนที่เต้านม มีอาการเจ็บ มีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเต้านม พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

วิธีดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

     โรคมะเร็งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ชีวิตก่อให้เกิดโรคมะเร็ง การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตจึงเป็นการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง

     1. พฤติกรรมการดำเนินชีวิต
          1.1 พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดการดื่มและรับประทานสิ่งที่เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง คือ เหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารดิบ อาหารไขมันสูง
          1.2 รับประทานผัก ผลไม้ในปริมาณที่สูงขึ้นวันละ 1 ถ้วย เพื่อเพิ่มเส้นใยอาหารในการดูดซับไขมัน น้ำตาลที่เป็นแหล่งอาหารเลี้ยงเซลล์มะเร็ง และช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
          1.3 ลดการรับประทานเนื้อสัตว์หยาบ เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู เพราะเนื้อสัตว์เหล่านี้ก่อสารเคมีทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรดเหมาะกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ให้รับประทานโปรตีนอ่อนย่อยง่าย เช่น เต้าหู้ เนื้อปลาแทนเพื่อลดสภาวะเป็นกรดในร่างกาย
          1.4 ลดการรับประทานอาหารที่ผ่านการหมักดอง การปรุงผ่านความร้อนหลายครั้ง เพราะอาหารเหล่านี้อุดมด้วยดินปะสิว ไขมันทรานส์ที่เป็นสารเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็ง
          1.5 การดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว ในผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดการดื่มน้ำ เพราะน้ำเป็นตัวพาสารพิษออกจากร่างกาย
          1.6 การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายนอกจากจะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อแล้วยังเป็นการลดความเครียด ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย นอนหลับสนิท
          1.7 การนอนหลับอย่างเพียงพอ เป็นการลดความเครียดและเพิ่มความผ่อนคลายให้ร่างกายทำให้สารเคมีในร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล ลดการติดเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง
          1.8 เรียนรู้การผ่อนคลายความตึงเครียด ไม่กดดันตัวเองหรือเครียดมากเกินไป เพราะสภาวะนี้จะกระตุ้นร่างกายให้มีสภาวะเป็นกรด

     2. เมื่ออายุเกิน 35 ปี ให้ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี หากมาจากครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่มีประวัติโรคมะเร็งให้แจ้งแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยงเป็นประจำ

การตรวจหาโรคมะเร็ง

     1. การตรวจร่างกาย โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีความสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งมักพบความผิดปกติ คือ เป็นก้อนที่บริเวณต่างๆ เช่น เต้านม ท้อง หรือเป็นแผลเรื้อรังเหล่านี้ล้วนเป็นอาการนำมาพบแพทย์
     2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความเสี่ยงของโรคมะเร็ง เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูภาวะซีดผิดปกติ การเกิดเม็ดเลือดที่มีลักษณะผิดปกติ การตรวจอุจจาระเพื่อหาเม็ดเลือดแดงที่ติดมาในกรณีสงสัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ หรือแม้กระทั่งการตรวจเลือดเพื่อหาโรคมะเร็งแบบเจาะจง เช่น มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ ถึงแม้การตรวจแบบนี้จะไม่ได้ใช้วินิจฉัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็เป็นแนวทางในการวินิจฉัยต่อ
     3. การตรวจรังสีวินิจฉัย (X-ray) กรณีนี้จะเห็นความผิดปกติในกรณีที่มีภาวะน้ำผิดปกติตามช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปอด หัวใจ หรือความผิดปกติของกระดูก
     4. การใช้คลื่นเสียงในการตรวจหาก้อนเนื้อผิดปกติ หรือที่เรียกว่าอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) การตรวจนี้จะใช้ช่วยในการวินิจฉัยก้อนเนื้อหรือต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติ นิยมตรวจบริเวณช่องท้อง ช่องอก และต่อมน้ำเหลือง
     5. การตรวจเฉพาะ เช่น หากสงสัยมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะอาหารอาจตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องเข้าทางหลอดอาหาร (Esophagogastroduodenoscopy : EGD) หากสงสัยมะเร็งลำไส้ก็จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องผ่านทวารหนัก (Colonoscopy)
     6. กรณีเป็นก้อนผิดปกติ แพทย์อาจทำการเจาะ หรือใช้เข็มดูดเอาชิ้นเนื้อนั้นไปส่งตรวจ เพื่อวินิจฉัยลักษณะของเซลล์ว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่
     7. การตรวจ MRI เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

แนวทางการรักษามะเร็งในปัจจุบัน

     1. การผ่าตัดเพื่อเอาก้อนมะเร็งออก มะเร็งที่รักษาโดยการผ่าตัดได้เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอดมะเร็งตับบางส่วน
     2. การให้ยาเคมีบำบัด มักให้หลังการผ่าตัดเพื่อควบคุมการลุกลามของเซลล์มะเร็ง
     3. การฉายแสงบำบัด เหมาะกับมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งทรวงอก มะเร็งช่องท้อง

     การรักษามะเร็งส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบผสมผสานคืออาจมีทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสงบำบัด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความรุนแรงของโรคมะเร็ง หรือการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาการรักษาเป็นไปตามขั้นตอน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการรักษาแบบคู่ขนานกับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน คือ การรักษาแบบชีวจิต เป็นการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเพื่อให้ร่างกายมีความสมดุล ลดการลุกลามของโรคมะเร็ง

วิธีดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง

     สำหรับผู้ที่ป่วยและกำลังรักษาโรคมะเร็ง การดูแลตัวเองที่จำเป็นและสำคัญมาก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การอยู่ เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับเซลล์มะเร็งและปรับสมดุลร่างกายไม่ให้เหมาะกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

1. ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มะเร็งหลายชนิดเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ส่งเสริมการเกิดเซลล์มะเร็ง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง

     1.1 งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหยุดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพราะทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่นอกจากจะเป็นสาเหตุส่งเสริมการเกิดมะเร็ง ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้การรักษาโรคมะเร็งล้มเหลว และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลุกลาม เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งเสริมสภาพเคมีในร่างกายให้เป็นกรดมากขึ้นซึ่งเหมาะกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง การสูบบุหรี่ทำให้เกิดการระคายเคืองระบบหายใจอย่างมากทำให้อาการของมะเร็งปอดยิ่งแย่ลง

น้ำอัดลม มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง

น้ำอัดลม มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง

     1.2 ลดหรืองดการรับประทานอาหารหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน แป้งขัดขาว เพราะอาหารจำพวกนี้ทำให้สมดุลเคมีในร่างกายเป็นกรด และน้ำตาลยังเป็นสารอาหารอย่างดีในการเลี้ยงเซลล์มะเร็ง

เนื้อวัว เป็นโปรตีนหยาบ ย่อยยาก

เนื้อวัว เป็นโปรตีนหยาบ ย่อยยาก

     1.3 ลดการรับประทานโปรตีนหยาบ ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อหมู เพราะนอกจากจะสร้างกรดให้ร่างกายแล้วของเสียจากกระบวนการย่อยโปรตีนยังทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว ติดเชื้อซ้ำเติมโรคมะเร็งได้ง่าย

     1.4 เนื้อสัตว์ดิบ เช่น ลาบ แหนม เพราะอาหารเหล่านี้เสี่ยงต่อพยาธิและการติดเชื้ออื่นๆ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นกรด ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งมีอาการแย่ลง

     1.5 หากอยู่ในช่วงหลังให้ยาเคมีบำบัด รังสีบำบัด หรือช่วงที่ร่างกายอ่อนแอมาก ให้งดผักผลไม้สด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากผัก ผลไม้เหล่านี้ ให้เปลี่ยนเป็นผักที่ผ่านการปรุงสุกหรือผลไม้ที่อยู่ในเปลือกหนาแทน เช่น ส้ม มังคุด

อาหารที่เหมาะสมกับผู้เป็นมะเร็ง

เนื้อปลา เป็นโปรตีนย่อยง่าย ก่อของเสียน้อย

เนื้อปลา เป็นโปรตีนย่อยง่าย ก่อของเสียน้อย

     1.1 ถึงแม้โปรตีนบางชนิดจะก่อของเสียให้ร่างกาย แต่ร่างกายก็ยังต้องการโปรตีนในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โปรตีนที่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง คือ โปรตีนย่อยง่าย ก่อของเสียน้อย เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ ปลาต่างๆ

ข้าวซ้อมมือ เป็นแป้งโมเลกุลใหญ่ให้น้ำตาลน้อย และไม่เกิดน้ำตาลสะสม

ข้าวซ้อมมือ เป็นแป้งโมเลกุลใหญ่ให้น้ำตาลน้อย และไม่เกิดน้ำตาลสะสม

     1.2 และเช่นเดียวกับโปรตีน ร่างกายของคนเรายังต้องการน้ำตาลเพื่อใช้เลี้ยงสมอง และให้พลังงาน แต่น้ำตาลที่มากเกินไปไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง จึงควรหลีกเลี่ยง แต่ควรรับประทานแป้งที่ไม่ผ่านการขัดขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เพราะอาหารเหล่านี้เป็นแป้งโมเลกุลใหญ่ให้น้ำตาลน้อย ร่างกายต้องอาศัยเวลาในการย่อยทำให้ไม่เกิดน้ำตาลสะสม อีกทั้งเป็นอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจึงช่วยปรับสมดุลเคมีในร่างกาย

ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

     1.3 อาหารที่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอย่างมาก คือ อาหารที่ปรับสมดุลเคมีในร่างกายให้มีสภาพเป็นด่าง ในสภาวะร่างกายเช่นนี้ไม่เหมาะกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อาหารในกลุ่มนี้ คือ ผักและผลไม้ต่างๆ มีคำแนะนำว่าควรรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นวันละ 1 ถ้วย หรือมากกว่า หากอยากดื่มน้ำหวานให้เปลี่ยนเป็นผัก ผลไม้ปั่นไม่เติมน้ำตาลจะดีต่อสุขภาพมากกว่า

2. ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เพื่อลดการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

     2.1 การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆละ 30 นาที เพื่อช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และให้หลอดเลือดขยาย โดยเฉพาะในผู้ที่กำลังรักษาโรคมะเร็งด้วยการให้ยาเคมีบำบัด หรือฉายแสงบำบัดจะเป็นช่วงที่เกิดความไม่สมดุลของสารเคมีในร่างกาย การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยปรับสมดุลแล้วยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดี นำของเสียออกจากร่างกายได้ดี หากร่างกายอ่อนแอ เพลียมากให้ปรับการออกกำลังกายเป็น โยคะ หรือไทเก๊ก

ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว ในกรณีที่ไม่มีโรคไต หรือโรคหัวใจแทรก

ควรดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว ในกรณีที่ไม่มีโรคไต หรือโรคหัวใจแทรก

     2.2 การดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว ในกรณีที่ไม่มีโรคไต หรือโรคหัวใจแทรก เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่มากที่สุดในเซลล์มีความจำเป็นในการลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ และนำของเสียจากเซลล์ออกจากร่างกาย

ควรนอนหลับอย่างเพียงพอในช่วงเวลากลางคืน

ควรนอนหลับอย่างเพียงพอในช่วงเวลากลางคืน

     2.3 การนอนหลับอย่างเพียงพอในช่วงเวลากลางคืนในห้องที่มืดสนิท ในยุคปัจจุบันที่ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสี และการติดต่อผ่านหน้าจอโทรศัพท์ทำให้หลายคนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะเราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆได้ทั้งคืน เล่นโทรศัพท์ได้ทั้งคืน แต่การนอนหลับมีความจำเป็นมากเพื่อให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin Hormone) ที่มีความจำเป็นในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

ควรหัดปล่อยวาง ผ่อนคลายความเครียด

ควรหัดปล่อยวาง ผ่อนคลายความเครียด

     2.4 การหัดปล่อยวาง ผ่อนคลายความเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุให้ร่างกายมีสภาวะเป็นกรดซึ่งเหมาะกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจึงต้องรู้จักปล่อยวาง ซึ่งจะเห็นว่ามีงานวิจัยหลายฉบับที่บอกว่าการทำสมาธิ ผ่อนคลายร่างกายช่วยหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

ควรระมัดระวังการติดเชื้อซ้ำเติม

ควรระมัดระวังการติดเชื้อซ้ำเติม

     2.5 ระมัดระวังการติดเชื้อซ้ำเติม โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านต้องมีการป้องกันตัว อาจสวมผ้าปิดปากปิดจมูก การล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่จะทำให้การรักษาโรคมะเร็งมีแนวโน้มที่แย่ลง

ควรดูแลสถานที่พักอาศัยให้สะอาด

ควรดูแลสถานที่พักอาศัยให้สะอาด

     2.6 การดูแลสถานที่พักอาศัยให้สะอาด ไม่มีฝุ่น หากเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข หรือแมว สัตว์เหล่านี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ก่อโรคกับผู้เลี้ยง

สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัด มีข้อจำกัดในเรื่องโรคแทรกซ้อนต่างๆ มากมาย จึงขอเสนอสมุนไพรดูแลสุขภาพผู้ป่วยในระยะนี้แบบที่ไม่ก่ออันตรายต่อร่างกายหรือรบกวนการรักษา อีกทั้งสมุนไพรที่นำเสนอนี้ยังช่วยลดอาการข้างเคียงหลังการให้ยาเคมีบำบัด ฉายแสงบำบัด เช่น ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ลดอาการวูบวาบ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยสบายตัวมากขึ้น คือ

ใบบัวบก สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

ใบบัวบก สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     1. ใบบัวบก ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งและกำลังอยู่ในช่วงการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือการฉายแสงบำบัด ร่างกายจะมีความร้อนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย อาจเกิดแผลในช่องปาก การรับประทานสมุนไพรที่ให้ฤทธิ์เย็นก็ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ ใบบัวบกเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็นมีสารอะเซียทิโคไซด์ (Asiaticoside) ที่ช่วยให้แผลหายเร็ว กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานได้ทั้งน้ำใบบัวบกที่ไม่ใส่น้ำตาล และรับประทานแบบผักนึ่งจิ้มน้ำพริก ไม่ก่ออันตรายต่อร่างกาย มีการวิจัยพบว่าใบบัวบกให้ผลดีกับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก

มะตูม สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

มะตูม สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     2. น้ำมะตูม ให้ฤทธิ์เย็นเช่นเดียวกัน ช่วยต้านการอักเสบ (Anti-inflammation) ยับยั้งไวรัส (Anti-virus) เหมาะกับผู้ที่เป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์

ขมิ้น สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

ขมิ้น สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     3. ขมิ้น ใช้ประกอบอาหาร หรือใช้แบบผงโรยอาหารช่วยลดการอักเสบ ยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนัง ลำไส้ รังไข่ เหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อน เพราะช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย แม้กระทั่งเชื้อราได้ อีกทั้งขมิ้นยังช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร เพราะผู้ป่วยที่กำลังรักษาโรคมะเร็งโดยการให้ยาเคมีบำบัดมักมีอาการคลื่นไส้ ขมิ้นจะช่วยบรรเทาอาการนี้ได้

กระเพรา สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

กระเพรา สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     4. กระเพรา เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด เพราะกระเพรามีสารเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) สูง จึงช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายจากเซลล์มะเร็ง ลดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจโดยนำใบกระเพราะมาต้มในน้ำเดือดเก็บไว้ดื่มก็ช่วยลดอาการเหนื่อยหอบจากโรคมะเร็งปอด

พลูคาว หรือคาวตอง สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

พลูคาว หรือคาวตอง สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     5. พลูคาว หรือคาวตอง มีการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าพลูคาวออกฤทธิ์ในการลดการลุกลามของมะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาการวิจัยเพื่อที่จะนำสารสกัดจากพลูคาวมาใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากพลูคาวมีฤทธิ์เย็นจึงช่วยปรับสภาพสมดุลเคมีในร่างกายให้ไม่เหมาะสมกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยพลูคาวสามารถนำมาคั้นเป็นน้ำดื่มสมุนไพร หรือรับประทานจิ้มน้ำพริก แต่หากเป็นผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในระหว่างให้ยาเคมีบำบัดหรือฉายแสงบำบัดควรรับประทานแบบปรุงสุกจะดีกว่า

มะขามป้อม สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

มะขามป้อม สมุนไพรที่มีส่วนช่วยรักษาโรคมะเร็ง

     6. มะขามป้อม เป็นสมุนไพรที่มีวิตามิน ซี (Vitamin C) สูง ซึ่งวิตามินซีนี้เป็นวิตามินที่ปรับสมดุลเคมีในร่างกาย ลดสภาวะกรดเพิ่มสภาวะด่าง ทำให้สภาวะในร่างกายไม่เหมาะกับการเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังมีกรดแทนนิก (Tannic acid) และกรดแกลลิก (Gallic acid) ที่มีฤทธิ์ต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาว่ามะขามป้อมช่วยขับเสมหะได้ดีจึงมีประโยชน์กับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหารที่มีเสมหะมาก

     สมุนไพรที่นำมาเสนอเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ ไม่ก่อโทษกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ไม่ใช่ยารักษาโรคโดยตรงมีไว้ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ทำให้ผู้ป่วยลดอาการไม่สุขสบายต่างๆ ได้ การรักษาโรคมะเร็งโดยหลักจึงยังต้องรักษาตามแผนของแพทย์แผนปัจจุบันอยู่เพื่อให้มีผลสำเร็จในการรักษามากที่สุด

     จะเห็นว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการกิน การอยู่ เป็นส่วนใหญ่ และการกิน การอยู่ที่ก่อโรคมะเร็งล้วนมาจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพ การป้องกันโรคมะเร็งที่ดี คือ การลด ละ เลิก พฤติกรรมทำลายสุขภาพเพื่อที่เราจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งน้อยลง เพราะหากเราป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้วนอกจากร่างกายจะทรุดโทรมจากโรคและการรักษาแล้ว เรายังต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงในการรักษาโรคมะเร็ง หากการรักษาได้ผลดีเราก็สูญเสียสุขภาพ เวลา เงินทอง แต่หากการรักษาให้ผลที่ไม่ดีเราอาจต้องสูญเสียถึงชีวิต เมื่อทราบเช่นนี้แล้วเราควรดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งให้มากที่สุด

แสดงความคิดเห็น