ฟิล์มกันแสงสีฟ้าสำหรับหน้าจอโทรศัพท์ สำคัญไหม

แสงสีฟ้าของหน้าจอโทรศัพท์

     แสงสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน (Blue light) เป็นช่วงคลื่นสีผสมระหว่างสีน้ำเงินและสีคราม เป็นคลื่นแสงที่ได้ชื่อว่าเป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้ดวงตาเสื่อม โดยคลื่นแสงชนิดนี้อยู่ในช่วงคลื่น 415-457 โดยช่วงคลื่นแสงนี้สามารถเข้าไปทำลายเซลล์ในดวงตาทำให้เซลล์ตาย และมีอันตรายมากกับการมองเห็น ยิ่งปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการศึกษาพบว่าคนไทยใช้โทรศัพท์เพื่อต่ออินเตอร์เน็ตถึงวันละ 4.6 ชั่วโมง ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และแสงที่ออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์กลับกลายเป็นอันตรายมากซึ่งก็คือ แสงสีฟ้านี่เอง

     เปรียบเทียบแสงสีฟ้าและแสงจากยูวี (Ultraviolet) โดยที่แสงยูวี เป็นแสงที่ต่ำกว่าการมองเห็นด้วยตา ช่วงคลื่นต่ำกว่า 400 นาโนมิเตอร์ลงมา โดยแบ่งเป็น

     1. รังสียูวี เอ ช่วงคลื่น 320 – 400 คลื่นแสงชนิดนี้สามารถทะลุผ่านกระจกตาเข้าไปทำลายเลนส์ตาและจอประสาทตา
     2. รังสียูวี บี ช่วงคลื่น 290 – 320 รังสีชนิดนี้ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

     จะเห็นว่าช่วงคลื่นแสงที่เริ่มทำลายดวงตาคือคลื่นแสงจากยูวี เอ ซึ่งเป็นช่วงคลื่นแสงที่เริ่มใกล้เคียงกับแสงสีฟ้า กลไกคือ ยูวี เอจะเข้าไปทำลายเซลล์รอบๆ ดวงตาให้เสื่อม แต่แสงสีฟ้าจะเข้าทำลายจอประสาทตาโดยตรง ส่วนรังสียูวี ทั้งเอ และบีสามารถป้องกันได้โดยการสวมแว่นตาป้องกันรังสียูวีที่มีประสิทธิภาพสูง 99-100% โดยประสิทธิภาพของแว่นกันรังสียูวี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มของเลนส์ แต่ขึ้นอยู่กับการรับรองคุณภาพที่ใช้ได้จริง……ถ้าแว่นกันแดดสามารถปกป้องดวงตาจากรังสียูวีได้ แล้วแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์ล่ะ เราจะใช้อะไรป้องกัน

     แน่นอนว่าเรารู้ว่าแสงสีฟ้าทำอันตรายต่อดวงตามาก (Blue light hazard) ถึงขั้นทำให้เซลล์ดวงตาตาย ดวงตาเสื่อมก่อนวัย แต่เราก็ยังต้องใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสาร หรือใช้พิมพ์ข้อความพูดคุยกับผู้อื่นอยู่ดี จึงได้มีการคิดและผลิตฟิล์มกรองแสงสีฟ้าออกมาเพื่อให้ผู้ใช้โทรศัพท์ใช้งานได้อย่างสบายใจขึ้น ว่าอย่างน้อยก็มีตัวกรองแสงป้องกันไม่ให้แสงเข้าไปทำลายดวงตาเราได้โดยตรง

ชนิดของแสงสีฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

     1. Blue-Turquoise Light มีช่วงคลื่น 465-495 ไมครอน เป็นช่วงคลื่นแสงตามธรรมชาติ แสงชนิดนี้ไม่มีอันตรายต่อดวงตาทำงานตามนาฬิกาชีวิต เช่น การที่เราตื่นตอนเช้าทั้งๆที่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง เป็นการรับรู้แสงตามนาฬิกาชีวิต

     2. Blue-Valvet Light มีช่วงคลื่น 415-457 ไมครอน พบได้ในหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ร่างกายมีกลไกการกรองแสงชนิดนี้น้อย แสงสีฟ้าชนิดนี้จึงทำลายได้ถึงจอประสาทตา ทำให้ดวงตาเสื่อมในที่สุด

วิธีการเลือกซื้อฟิล์มกันแสงสีฟ้า

     ฟิล์มติดหน้าจอโทรศัพท์มีหลายชนิด ต้องอ่านคำแนะนำให้ดีว่าเป็นเพียงฟิล์มกันรอย หรือฟิล์มกันแสงสีฟ้า เพราะประโยชน์ในการใช้งานแตกต่างกัน

ฟิล์มติดหน้าจอโทรศัพท์

ฟิล์มติดหน้าจอโทรศัพท์

     1. ฟิล์มกันรอยแบบใส (Clear Screen Protector) ฟิล์มกันรอยแบบใสช่วยในการปกป้องรอยขีดข่วน แต่ไม่มีผลในการลดการกระจายแสงใดๆ จากหน้าจอโทรศัพท์

     2. ฟิล์มกันรอยแบบด้าน (Matte Screen Protector) ฟิล์มชนิดนี้ป้องกันรอยมือได้ ช่วยลดแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ แต่ไม่ช่วยลดแสงสีฟ้า

     3. ฟิล์มกันรอยแบบกันกระแทก (Anti-Shock Screen Protector) ฟิล์มชนิดนี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ากันกระแทก กันรอยขีดข่วน แต่ก็ป้องกันได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และแน่นอนว่าฟิล์มชนิดนี้ไม่สามารถลดแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ได้เลย

     4. ฟิล์มถนอมสายตา (Blue Light Cut) แน่นอนว่าฟิล์มชนิดนี้ป้องกันแสงสีฟ้าเข้ากระทบดวงตา และไม่ทำให้ดวงตาเราเสื่อมก่อนวัย เป็นเทคโนโลยีเพื่อถนอมสายตาที่ค้นพบขึ้นมาเพื่อรองรับหน้าจอสมาร์ทโฟน ถึงแม้จะมีหลายงานวิจัยออกมาแย้งว่าอาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่ก็มีอีกหลายงานวิจัยเช่นกันที่บอกว่าฟิล์มชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า

     จากวิธีเลือกฟิล์มติดหน้าจอโทรศัพท์ดังกล่าวข้างต้น หลายๆ คนคงเลือกได้แล้วว่าจะเลือกฟิล์มชนิดไหนดี หากเราต้องจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือวันหนึ่งเกิน 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่า เราเสี่ยงต่อโรคตาเสื่อมก่อนวัย เราควรเลือกติดฟิล์มถนอมสายตาก่อนจะสายได้แล้ว

     นอกจากการติดฟิล์มกันแสงสีฟ้าแล้ว อย่าลืมเพิ่มประสิทธิภาพให้ดวงตาเพื่อเป็นโล่ห์กำบังอันตรายจากคลื่นแสงนี้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก คือ

     1. การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการมองเห็น ลดความเสื่อมของดวงตา แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอสูง คือ ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ผักกูด ยอดอ่อนมะระ ผักแว่น ผักบุ้ง ใบแมงลัก ใบขี้เหล็ก

     เมื่อรับประทานวิตามินเอ แล้วก็ต้องเสริมด้วยแร่ธาตุสังกะสีหรือซิงค์ (Zinc) เป็นเกลือแร่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ทำงานคู่กับวิตามินเอ (Vitamin A) แหล่งอาหารที่พบสังกะสีมาก ได้แก่ หอย ตับ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ถั่ว ไข่แดง หัวหอม มะเขือเทศ ผักใบเขียว เช่น ตำลึง คะน้า ใบชะพลู ผักกวางตุ้ง

     2. วิตามินซี (Vitamin C หรือ Ascorbic acid) ถึงแม้ยังไม่มีงานวิจัยพบว่าวิตามินซีช่วยป้องกันแสงสีฟ้า แต่วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในดวงตา สามารถดูดซับอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี แหล่งอาหาร คือ มะขามป้อม ฝรั่ง กีวี ส้ม องุ่น และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

     นอกจากนี้อาหารที่ปกป้องดวงตาจากรังสียูวียังมีกลุ่มโอเมกา 3 (Omega 3) แหล่งอาหาร คือ ไข่ กะหล่ำ เนื้อปลาทะเล ปลาแซลมอนผักโขม เมล็ดวอลนัท ถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา

     3. ไม่ควรเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในห้องที่มืด เพราะแสงสีฟ้าจะเข้าทำลายจอประสาทตาโดยตรง และส่งผลในการทำลายดวงตาสูงมากกว่าการใช้โทรศัพท์ในขณะที่มีแสง

     จากคำถามที่ว่าฟิล์มกันแสงสีฟ้าสำคัญไหม….คำตอบ คือ สำคัญ เพื่อเป็นการปกป้องความเสื่อมของดวงตา ตราบใดที่เทคโนโลยียังเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ เราเองก็ต้องเดินตามเทคโนโลยีให้ทัน เพื่อที่จะใช้งานเทคโนโลยีนั้นให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสม แต่อย่างไรเสียก็อย่าลืมนึกถึงอันตรายที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีด้วยเช่นกัน…..อย่าลืมเตือนตัวเองว่าคุณใช้งานโทรศัพท์มือถือมากี่ชั่วโมงแล้ว และอย่าลืมพักสายตาด้วยนะ

แสดงความคิดเห็น