ผักรสขมประโยชน์มากมายที่มีดีกว่าความขม

ขี้เหล็ก

     ประเทศไทยเราโชคดีที่มีผักให้รับประทานหลากหลายทั้งชนิด และรสชาติแตกต่างจากประเทศในเขตเมืองหนาวที่พืชผักค่อนข้างจำกัด ผักชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานแต่กลับมีประโยชน์มากนั่นคือผักที่มีรสขม ยิ่งโดยเฉพาะเด็กๆด้วยแล้วผักรสขมยิ่งเป็นที่รังเกียจด้วยรสชาติที่ไม่ถูกปากไม่อร่อยเหมือนผัก ผลไม้ที่ให้รสหวานแค่คำนิยามที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ยังใช้ได้กับผักรสขมเหล่านี้ เพราะนอกจากจะใช้รับประทานได้แล้วผักเหล่านี้ยังมีฤทธิ์ทางยาที่เป็นประโยชน์มากมาย

     ประโยชน์นำของผักรสขมที่พบคือช่วยควบคุมระดับน้ำตาลโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต นอกจากนี้ผักที่ให้รสขมยังเป็นกลุ่มยาเย็นจึงช่วยบรรเทาอาการไข้ ช่วยให้เจริญอาหารโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร ผักรสขมที่มีประโยชน์ที่คนไทยเราคุ้นเคยและหาได้ทุกฤดูกาล คือ

มะระขี้นก

มะระขี้นก

     1. มะระขี้นก หรือ Bitter gourd เป็นผักรสขมจัดที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่ามะระขี้นกสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายนิยมนำมารับประทานทั้งผลสดและผลที่ลวกสุกแล้ววิธีลดความขมคือนำไปลวกผ่านน้ำร้อนก่อน

          ประโยชน์ ถึงแม้จะมีรสขมจัดแต่สาร Momodicineที่ให้รสขมกลับช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งและย่อยอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้สารซาลาติน (Chalatin) ในมะระขี้นกยังกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน (Insulin) จากตับอ่อนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยับยั้งเอนไซม์ กลูโคซิเดส(Glucoxydase) ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

          สารอาหารในมะระขี้นกที่พบสูงมาก เมื่อเทียบในน้ำหนัก100 กรัม คือ วิตามิน เอ (Vitamin A) สูงถึง 2,924 IU (ร่างกายต้องการวันละ4,000-5,000 IU) ธาตุเหล็ก (Iron) 9.4 มิลลิกรัม (ร่างกายต้องการวันละ15 มิลลิกรัม) วิตามิน บี 6 (Vitamin B 6) 190 มิลลิกรัม (ร่างกายต้องการวันละ13-18 มิลลิกรัม)

มะระจีน

มะระจีน

     2. มะระจีน หรือ Bitter melon, Balsam pear หรือ Bitter cucumber ลักษณะผลเหมือนกับมะระขี้นกแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ให้รสขมจัดเช่นกัน นิยมนำมาต้ม หรือรับประทานสดรวมทั้งนำมาคั้นเป็นน้ำมะระจีนดื่ม วิธีลดความขมก่อนรับประทานให้นำไปแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ประมาณ20 นาที แล้วนำมาแช่น้ำเปล่า 10 นาทีจะช่วยลดรสขมลงได้

          ประโยชน์มีการศึกษาพบว่ามะระจีนช่วยรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มแรก โดยมะระจีนจะเพิ่มเบต้าเซลล์ (Beta-cell) ที่ตับอ่อนจึงกระตุ้นการสร้างอินซูลินที่เป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด นอกจากนี้มะระจีนยังมีสาร Momodicineที่ให้รสขมช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งและ ช่วยการย่อยอาหารเช่นเดียวกับมะระขี้นกนอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงส่งเสริมการทำงานของตับ

          สารอาหารในมะระจีนที่พบสูงมากเมื่อเทียบน้ำหนัก100 กรัม คือ วิตามิน เอ (Vitamin A) 1,225 IU (ร่างกายต้องการวันละ4,000-5,000 IU)

สะเดา

สะเดา

     3. สะเดา หรือ Neem Tree, Indian Margosa Tree หรือ Pride of china เป็นผักที่รับประทานได้ทั้งใบและดอกทั้งชนิดสดและลวกแล้ว ให้รสขมหากต้องการลดความขมของสะเดาให้ลวกน้ำทิ้ง 2 น้ำ

          ประโยชน์ที่เด่นสุด คือ เป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งโดยสารพอลิแซ็กคาไรด์(Polysaccharide) และสารลิโมนอยด์ (Limonoid)ช่วยปรับสมดุลเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดโดยเฉพาะสารลิโมนอยด์ที่เด่นในเรื่องการยับยั้งเซลล์มะเร็ง

          สารอาหารที่พบมากในสะเดาเมื่อเทียบน้ำหนัก100 กรัม คือ เบต้าแคโรทีน (Betacarotene)3,611 ไมโครกรัม (ร่างกายต้องการวันละ 15 มิลลิกรัม) แคลเซียม (Calcium) 354 มิลลิกรัม (ร่างกายต้องการวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม)

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็ก

     4. ขี้เหล็กหรือ Siamese senna, Siamese cassia หรือ Thai copperpodนิยมนำมาแกงกะทิรับประทานเพื่อลดความขมของใบขี้เหล็ก

          ประโยชน์ในใบขี้เหล็กมีสารบาราคอล (Barakol) ซึ่งมีฤทธิ์ในการกล่อมประสาทช่วยให้นอนหลับนอกจากนี้ยังช่วยบำรุงโลหิต เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิธีลดความขมของขี้เหล็กคือต้มแล้วบีบเอาน้ำออก 2-3 น้ำ จะช่วยลดความขมได้

          สารอาหารที่พบมากในใบขี้เหล็กในน้ำหนัก100 กรัม พบวิตามิน ซี (Vitamin C) 484 มิลลิกรัม(ร่างกายต้องการวันละ 60-90 มิลลิกรัม) เบต้าแคโรทีน(Betacarotene)2,000 มิลลิกรัม(ร่างกายต้องการวันละ 15 มิลลิกรัม)

ใบยอ

ใบยอ

     5. ใบยอหรือ Great morinda, Tahitian noni, Beach mulberry หรือ Indian mulberry นิยมนำมาทำห่อหมก หรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเพื่อรับประทาน มีรสขมน้อยกว่าสะเดา หรือมะระจึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้เลย

          ประโยชน์ของใบยอ มีสาร Scopoletinเป็นสารปฏิชีวนะอย่างอ่อนที่พบในพืชนอกจากนี้ยังมี เบต้าไซโตสเตอรอล (Beta-sitosterol)เป็นสารสเตอรอยด์ (Steroid) ในพืชที่สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเส้นเลือดได้

          สารอาหารที่พบมากในใบยอเมื่อเทียบน้ำหนัก100 กรัม คือ วิตามินเอ (Vitamin A) 40,000 IU (ร่างกายต้องการวันละ4,000-5,000 IU) แคลเซียม (Calcium) 469 มิลลิกรัม(ร่างกายต้องการวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม)ไนอะซิน(Niacin) หรือวิตามิน บี 3 (Vitamin B3) 7.2 มิลลิกรัม (ร่างกายควรได้รับวันละ 6-19 มิลลิกรัม)

เพกา

เพกา

     6. เพกา หรือ Broken Bones Tree หรือ Indian Trumpet flower คนรุ่นปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักเพกากันแล้ว นิยมรับประทานยอดอ่อน ดอก หรือฝักโดยทำให้สุก หรือเผาก่อนรับประทาน มีรสขมจัดวิธีลดความขมของฝักเพกาคือลวกให้สุก หรือนำไปเผาขูดเอาเปลือกออกจะช่วยลดความขมลงได้

          ประโยชน์อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) จึงช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็ง บำรุงธาตุในร่างกายให้สมดุล บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

          สารอาหารที่พบมากในฝักเพกาเมื่อเทียบปริมาณ 100 กรัม คือ วิตามิน ซี (Vitamin C) 484 มิลลิกรัม (ร่างกายต้องการวันละ 60-90 มิลลิกรัม)วิตามิน เอ(Vitamin A)8,300 IU(ร่างกายต้องการวันละ4,000-5,000 IU)

     ประโยชน์ของผักรสขมบางชนิดเราต่างไม่เคยทราบกันมาก่อนนั่นเพราะรสขมไม่อร่อยทำให้เราไม่อยากรับประทาน แต่พอได้ทราบสรรพคุณแบบนี้ครั้งหน้าถ้ามีผักเหล่านี้ขึ้นโต๊ะอาหาร เราอาจเลือกรับประทานเป็นอันดับแรกๆ แถมผักชนิดสุดท้ายที่ชื่อเพกากลายเป็นอาหารที่คนปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักแต่สรรพคุณเป็นสารต้านมะเร็งประสิทธิภาพสูงเสียด้วย เมื่อทราบเช่นนี้เวลาไปตลาดอย่าลืมมองหามารับประทานกันดูนะ แล้วคุณอาจติดใจรสขมก็ได้

แสดงความคิดเห็น