ปวดหลัง โรคน่ารำคาญแต่รุนแรงถึงพิการ

ปวดหลัง

     อาการปวดหลังนับว่าเป็นอาการคุกคามน่ารำคาญอย่างหนึ่ง ถ้ามีอาการปวดหลังเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราทำงานได้ลดลงหรืออาจมีประสิทธิภาพลดลง หากมีอาการปวดหลังมากก็ทำให้ต้องพักงาน ขาดงานทำให้ขาดรายได้ตามมา ยิ่งปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ต้องทำงานหนัก ทั้งพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งติดเก้าอี้หลายๆ ชั่วโมง ทั้งผู้ใช้แรงงานที่ต้องแบกหามของหนักตลอดทั้งวัน อาการปวดหลังนับว่าเป็นโรคที่คนกลุ่มนี้ต้องพบเจอและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

     ถึงแม้อาการรวมเราจะเรียกว่าปวดหลัง แต่อาการปวดหลังยังแยกออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ที่การรักษาแตกต่างกัน ถึงแม้การรักษาเบื้องต้น คือ การรับประทานยาเพื่อบรรเทาปวด แต่การค้นหาต้นตอของอาการปวดก็สำคัญกว่า เพื่อที่จะรักษาได้ถูกต้องและหายขาดจากอาการปวดหลังอย่างถาวร อาการปวดหลัง แบ่งเป็น

1. ปวดหลังจากการเจ็บป่วยต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกระดูก

1.1 โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis) เกิดจากการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะบริเวณกรวยไต โรคนี้มักพบมีอาการไข้สูงหนาวสั่น ปวดเอว กดบั้นเอวแล้วสะดุ้ง ปัสสาวะแสบขัดมีสีเข้มหรือมีตะกอนขุ่นร่วมด้วย

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและลุกลามไปที่กรวยไต เกิดจากการดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะนานๆ และการทำความสะอาดบริเวณขับถ่ายไม่ดี ทำให้เชื้อโรคบริเวณทวารหนักหลุดไปที่ระบบทางเดินปัสสาวะ

การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณขับถ่ายให้สะอาดอยู่เสมอ หากไม่มีปัญหาโรคไต หรือโรคหัวใจ ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว ไม่กลั้นปัสสาวะ

แนวทางการรักษา หากติดเชื้อไม่รุนแรงแพทย์จะแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ แต่หากพบการติดเชื้อมากในระยะแรก แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อชนิดรับประทาน เมื่อรับประทานหมดแพทย์จะนัดตรวจปัสสาวะซ้ำ แต่หากผลตรวจปัสสาวะร่วมกับผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการมีการติดเชื้อมาก อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด อาการปวดหลังจากโรคกรวยไตอักเสบ หลังรักษาการติดเชื้อหายไปจะพบอาการปวดหลังค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 7 วัน

1.2 ไตวายเฉียบพลัน เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังที่ไม่เกี่ยวกับการบาดเจ็บที่กระดูก อาการที่พบจะปวดหลังมากร่วมกับมีภาวะถ่ายเหลว ปัสสาวะออกน้อย หากมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะพบค่าการทำงานของไตสูงขึ้น คือ BUN มากกว่า 44 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 17-43 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) Cr มากกว่า 1.2 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 0.67-1.17 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) หรืออาจพบมีโปรตีน (Albumin) รั่วออกมาทางปัสสาวะซึ่งในภาวะปกติจะไม่พบ

สาเหตุของโรคไตวายเฉียบพลัน
     A. อาจเกิดจากการรับประทานยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยาแก้ปวดแก้อักเสบกล้ามเนื้อมากเกินไป
     B. การรับประทานสมุนไพรบางชนิดโดยไม่ระมัดระวังผลข้างเคียง
     C. การมีก้อนนิ่วไปอุดตันที่ไต

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตวายเฉียบพลัน
     A. ระมัดระวังการรับประทานยาแก้ปวด ไม่รับประทานเกินขนาดหรือติดต่อกันนาน เพราะจะทำให้ไตวายได้
     B. ระมัดระวังการรับประทานสมุนไพร ไม่รับประทานเกินขนาดหรือติดต่อกันนาน หรือหากมีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

วิธีการรักษา ภาวะไตวายเฉียบพลันเป็นโรคที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน หากแก้ไขทันระบบการทำงานของไตก็จะกลับมาทำงานได้ แต่หากแก้ไขไม่ทันจะทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องใช้ยารักษา หรืออาจต้องฟอกไตตลอดชีวิต

อาการปวดหลังจากไตวายเฉียบพลันจะหายไปได้เอง เมื่อไตกลับมาทำงานปกติ แต่หากจากโรคไตวายเฉียบพลันกลับกลายเป็นไตวายเรื้อรังก็ยังมีอาการปวดหลังเรื้อรังได้

2. อาการปวดหลังที่เกี่ยวเนื่องมาจากกระดูก

2.1 การได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกต้นคอ (Spinal Injury) เป็นภาวะที่มีอันตรายมาก ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะหากล่าช้าอาจเกิดความพิการตามมา อาการที่พบจะมีอาการปวดหลัง ร่วมกับแขนขาชา หรือถ้าอาการบาดเจ็บรุนแรงอาจกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้

สาเหตุ เกิดจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่เกิดจาดอุบัติเหตุ เช่น รถชน ตกจากที่สูง การถูกกระแทกด้วยของหนักบริเวณหลัง คอ

การป้องกัน ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุทางรถ ควรสวมหมวกกันน็อค และรัดเข็มขัดนิรภัยอย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ระมัดระวังการตกกระแทกจากที่สูง

การรักษา การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังจนทำให้เกิดอาการชา หรืออัมพาต แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาแล้วแต่กรณีผู้ป่วย หากเป็นผู้ป่วยที่อายุไม่มากร่างกายแข็งแรงแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกที่เสียหาย หากเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคแทรกซ้อนมากแพทย์จะรักษาตามอาการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของผู้ป่วยและญาติด้วย

2.2 อาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกหลังเสื่อม (Degenerative disc) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาการปวดแบบค่อยเป็นค่อยไป จะมีอาการปวดตื้อ ปวดร้าวตั้งแต่ระดับเข็มขัดร้าวลงไปที่สะโพกด้านข้าง กับอีกประเภท คือ อาการแบบเฉียบพลัน จะมีอาการเกิดขึ้นหลังยกของหนักและเกิดอาการปวดทันที

สาเหตุเกิดจากสาเหตุหลัก 3 ชนิด คือ
     A. ภาวะเสื่อมตามวัย ร่างกายเราจะสะสมมวลกระดูกจนถึงอายุ 30 ปี จะเริ่มมีการทำลายมวลกระดูก พออายุ 45 ปี การสร้างมวลกระดูกลดลงแต่การทำลายมวลกระดูกจะเพิ่มมากขึ้นทำให้ผู้ที่มีอายุมากขึ้นจะมีกระดูกบาง แตก หัก ร้าวง่ายกว่าคนในวัยเด็กหรือหนุ่มสาว
     B. ภาวะเสื่อมจากการยกของหนัก การยกของหนักซ้ำๆ เป็นประจำจะทำให้น้ำหนักกดทับลงที่กระดูกบริเวณเดิม หากนานวันอาจทำให้หมอนรองกระดูกหลังเสื่อม
     C. พฤติกรรมทำลายกระดูก เช่น การสูบบุหรี่จัด การดื่มน้ำอัดลม เหล่านี้เป็นสาเหตุให้มวลกระดูกบางลงได้

การป้องกัน ดูแลสุขภาพกระดูก เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเสริมแคลเซียม (Calcium) งดสุรา แอลกอฮอล์ บุหรี่ ยกของด้วยท่าทางที่ถูกต้อง ระมัดระวังอุบัติเหตุต่างๆ

วิธีการรักษา การรักษาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด อีกวิธี คือ การรักษาโดยการผ่าตัด การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การให้ยาบรรเทาอาการปวด ปรับพฤติกรรมกายภาพบำบัด ส่วนมากผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมจะทุเลาได้โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่หากมีภาวะเสื่อมและปวดมากแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีที่ 2 ของการรักษา

2.3 อาการปวดหลังจากกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) มักมีอาการปวดหลังขณะก้ม เดิน ร่วมกับมีอาการชาบริเวณขา

สาเหตุ
     A. เกิดจากความเสื่อมตามวัย มวลกระดูกบาง ทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อน
     B. เกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด ในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาวอาจไม่มีปัญหาแต่เมื่ออายุมากขึ้นความผิดปกติจะรุนแรงขึ้นตามวัย
     C. เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถ การตกจากที่สูง

การป้องกัน หากเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดก็อาจทำอะไรไม่ได้ นอกจากระมัดระวังตัวไม่ให้เกิดอุบัติซ้ำ

วิธีการรักษา ในรายที่อาการไม่รุนแรงแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาอาจเป็นชนิดรับประทาน หรือชนิดฉีด ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด หากมีอาการรุนแรงมากแพทย์จะทำการรักษาโดยการผ่าตัดเชื่อมกระดูก

2.4 อาการปวดหลังจากกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) อาการของโรคไม่เด่นชัดอาจมีอาการปวดเมื่อยคอบ้าง มีอาการบ้านหมุนชั่วคราวเมื่อเงยศีรษะไปด้านหลัง

สาเหตุ เกิดจากความเสื่อมของกระดูกส่วนคอแล้วมีหินปูนไปเกาะ หรือมีกระดูกงอก (Osteophyte)

วิธีป้องกัน แนะนำเรื่องการออกกำลังกายเพราะเป็นการเสื่อมของกระดูกตามวัย หากมีอาการปวดคอมากให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องกระแทก เช่น เปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นเดินเร็วแทน

วิธีการรักษา แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ หากมีอาการไม่มากจะให้ยาบรรเทาปวดชนิดรับประทาน หรือชนิดฉีด การทำกายภาพบำบัด หากมีอาการกระดูกสันหลังส่วนคอกดทับเส้นประสาท คือมีอาการปวดร้าวลงแขนตลอดเวลา แพทย์จะรักษาด้วยการใช้น้ำหนักดึงกระดูกคอ แต่หากมีอาการรุนแรงมากแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเชื่อมกระดูกคอ หรือเปลี่ยนหมอนรองกระดูกคอเทียม

2.5 อาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated disc) อาการที่พบจะปวดเอวส่วนล่างอาจปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง บางรายจะมีอาการปวดชาขา รู้สึกขาอ่อนแรงร่วมด้วย

สาเหตุ
     A. การยกของหนักซ้ำๆ เป็นประจำ เป็นสาเหตุให้เส้นประสาทถูกกดทับบริเวณเดิมตลอดเวลา
     B. การนั่งหรือยืนทำงานในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง นั่งหลังงอ ค้อม หรือการยืนลงน้ำหนักขาข้างเดียว การนั่งหรือยืนทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
     C. น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกต้องแบกรับน้ำหนักมาก เพราะถึงแม้เราจะมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น แต่มวลกระดูกหรือขนาดกระดูกเราไม่ได้โตตาม ยิ่งน้ำหนักมากเท่าไหร่ กระดูกโครงสร้างของเรายิ่งต้องแบกรับน้ำหนักมากตาม
     D. อุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง

การป้องกัน ระมัดระวังการยกของหนักวางท่าทางให้ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้น้ำหนักมากเกินไป ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ

วิธีการรักษา ถ้าอาการไม่รุนแรงมากแพทย์จะรักษาโดยการให้ยาบรรเทาปวดชนิดรับประทานหรือฉีด ทำกายภาพบำบัด หากมีอาการปวดจนรบกวนชีวิตประจำวันแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดหมอนรองกระดูก

2.6 อาการปวดหลังจากโพรงกระดูกสันหลังตีบ (Spinal stenosis) จะมีอาการปวดหลังบริเวณกลางเอวเรื้อรังและมีอาการปวดมากขึ้นเวลายืนหรือเดิน อาจมีอาการชาขา ขาอ่อนแรงร่วมด้วย

สาเหตุ เกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก เอ็น ข้อต่อ

การป้องกัน การป้องกันอาการเสื่อมของกระดูกตามวัย คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม (Calcium) และงดเว้นพฤติกรรมทำลายกระดูกทั้งดื่มสุรา น้ำอัดลม และการสูบบุหรี่

การรักษา แพทย์จะรักษาตามอาการถ้ามีอาการไม่มากจะให้ยาแก้ปวดชนิดรับประทานหรือฉีด อาจทำกายภาพบำบัดร่วม หากมีอาการมากแพทย์จะทำการผ่าตัดโพรงกระดูกเพื่อรักษาอาการ

2.7 อาการปวดหลังจากโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) มักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมากกว่าผู้ชาย อาการที่พบจะมีอาการปวดร้าวทั้งร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวดหลัง

สาเหตุ เกิดจากกระดูกบางจากมวลกระดูกลดลงตามอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลง จะมีการทำลายมวลกระดูกสูง

การป้องกัน อย่างที่ทราบว่ามวลกระดูกจะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้หญิงจึงต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม (Calcium) สูง ลดความเสี่ยงในการทำลายมวลกระดูก คือ งดการดื่มสุรา น้ำอัดลม และการสูบบุหรี่

การรักษา เมื่อแพทย์ได้ตรวจมวลกระดูกแล้ววินิจฉัยว่ามีภาวะกระดูกพรุน การรักษามักให้ยาบรรเทาปวดและเสริมแคลเซียม (Calcium) ชนิดเม็ดรับประทาน ผู้ป่วยต้องระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ

     อาการปวดหลังจากโรคที่เกิดจากกระดูกต่างๆ มักเกิดจากอุบัติเหตุ และอีกสาเหตุ คือ ความเสื่อมของวัยจากการที่มวลกระดูกลดลง การป้องกันความเสื่อมตามวัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง วิธีการ คือ

     1. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุทุกชนิด ทั้งจากแรงปะทะต่างๆ เช่น รถชน ควรสวมหมวกกันน็อค หรือรัดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเพื่อป้องกันแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระมัดระวังการตกกระแทกจากที่สูง
     2. ระมัดระวังการยกของหนัก ไม่ยกของหนักเกินกำลัง หรือยกของหนักเกินกำลังซ้ำๆ หากต้องยกของหนักควรหาผู้ช่วย หรือเครื่องผ่อนแรงช่วย
     3. การจัดท่าทางการทำงาน เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การยืนทำงาน ควรต้องเปลี่ยนอิริยาบถทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันน้ำหนักกดทับกระดูกบริเวณเดิมซ้ำๆ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูกเสื่อมต่างๆ หรือแม้แต่การขับรถติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรพักเพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อและกระดูก
     4. ส่งเสริมการรับประทานแคลเซียม (Calcium) แหล่งอาหารที่มีแคลเซียม ส่วนใหญ่มาจากนมทั้งนมวัว นมแพะ หรือแม้แต่นมถั่วเหลืองล้วนเป็นแหล่งอาหารอุดมแคลเซียม อีกทั้งยังพบมากในปลาเล็กปลาน้อย คะน้า บล็อกโคลี งา ถั่ว ข้าวโอ๊ต เต้าหู้ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้ดื่มนมวัวเป็นประจำ แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลืองจะดีกว่า เพราะถั่วเหลืองมีโปรตีนที่ย่อยง่ายไม่ทำให้อืดท้อง และมีแคลเซียมสูง ในปัจจุบันมีแคลเซียมชนิดสกัดเม็ดเพื่อใช้บริโภคเสริมอาหาร แต่รูปแบบของแคลเซียมที่ขายมีความแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ก่อนเลือกซื้อรับประทาน
     5. การออกกำลังกาย สามารถสร้างมวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยมีการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุควรออกกำลังกาย เช่น เดินสลับวิ่งเบาๆ เดินเร็ว รำมวยจีน ว่ายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม การออกกำลังกายนอกจากจะเสริมสร้างมวลกระดูกยังเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความเสี่ยงจากการพลัดตกหกล้ม
     6. การรับแสงแดดเพื่อเสริมวิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งส่งเสริมการทำงานของลำไส้ให้ดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น
     7. ในผู้สูงอายุหญิงควรเสริมอาหารที่สามารถเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เพื่อป้องกันการทำลายแคลเซียมจากกระดูก ซึ่งอาหารที่ดี คือ ถั่วเหลือง เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ลูกพรุน น้ำมะพร้าว งา แครอท องุ่น
     8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการทำลายกระดูกทุกชนิด เช่น การดื่มสุรา น้ำอัดลม หรือการสูบบุหรี่จัดแม้กระทั่งการดื่มกาแฟจัดก็เป็นสาเหตุให้มวลกระดูกลดลง หากรู้ตัวว่าติดกาแฟก็ให้เสริมนมเข้าไปเพื่อส่งเสริมแคลเซียมให้ร่างกายด้วย

     จะเห็นว่าอาการปวดหลังเป็นอาการที่วินิจฉัยแยกโรคยากมีทั้งสาเหตุที่เกิดจากโรคกระดูก และสาเหตุที่ไม่ได้เกิดจากโรคกระดูก หากมีอาการปวดหลังและรับประทานยาบรรเทาปวดสัก 2-3 วันแล้ว อาการไม่ทุเลา ควรพบแพทย์ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดเพิ่มเองเพราะอาจเป็นอันตรายถึงไตวายดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งโรคปวดหลังที่เกิดจากกระดูกส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกจึงควรมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ไม่มีพฤติกรรมทำลายกระดูก เพื่อที่เราจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ต้องเข้ารับการรักษาให้เสียเวลา และขาดงาน อีกทั้งไม่ต้องทนกับอาการปวดหลังน่ารำคาญอีกด้วย

แสดงความคิดเห็น