ปวดฟัน ทำอย่างไรดี

ปวดฟัน

     สิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่อย่างหนึ่งของคนเรานั้นคือฟัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบดเคี้ยวอาหารให้เราได้รับประทานอาหารเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการดำเนินชีวิต หากเราขาดฟันไปหรือฟันโยก ฟันผุ การบดเคี้ยวอาหารย่อมไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อร่างกายไม่มากก็น้อย แต่ที่แน่ๆ เพียงแค่ฟันโยกเล็กน้อยก็สร้างความเจ็บปวดให้เราอย่างเหลือเกินแล้ว

     เชื่อว่าทุกคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์ปวดฟันทั้งนั้น อาการปวดฟันเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้ทุกข์ทรมานมากที่สุดอย่างหนึ่ง ปวดฟันแม้จะเป็นอาการเฉพาะที่แต่ในบางรายรุนแรงจนต้องขาดงาน เพราะนอกจากจะปวดฟันแล้วยังมีอาการปวดร้าวไปที่ศีรษะพาให้ปวดศีรษะมาก จนปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไม่ได้ตามมา บางรายถึงแม้ยังสามารถทำงานได้แต่ก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หงุดหงิดง่ายตลอดเวลา

ตลอดชีวิต ฟันของเราจะแบ่งเป็น 2 ชุด

     1. ฟันน้ำนม เป็นฟันชุดแรกที่เริ่มงอกเมื่ออายุได้ 6 เดือน และจะขึ้นครบเมื่ออายุ 2 ขวบครึ่ง ฟันน้ำนมจะอยู่กับเด็กจนอายุ 7 ปี และจะเริ่มร่วง ผลัดเปลี่ยนเป็นฟันแท้ และฟันน้ำนมจะหมดไปเมื่ออายุ 11 ปี ในช่วงที่เด็กมีฟันน้ำนม ผู้ปกครองต้องช่วยรักษาสุขภาพช่องปากและไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน ป้องกันฟันผุ ฟันเกที่จะส่งผลต่อช่องปากและฟันในอนาคต
     2. ฟันแท้ จะเริ่มขึ้นแทรกฟันน้ำนมเมื่ออายุ 7 ปี และจะขึ้นครบเมื่ออายุ 18-20 ปี ฟันแท้เป็นฟันที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ต้องหมั่นตรวจสุขภาพปากและฟันทุก 6 เดือน เนื่องจากเป็นฟันที่อยู่กับคนเรานานที่สุด จึงเกิดปัญหาฟันผุ หรือโรคในช่องปากได้ตลอดเวลา หากเราไม่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี

สาเหตุของการปวดฟัน

     1. ฟันผุ อาการที่พบจะมีอาการปวดแปลบที่ฟันหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป หากไม่ได้รับประทานอาหารจะรู้สึกเจ็บจี๊ดบริเวณซี่ที่ผุ
     2. ฟันคุด เกิดจากฟันที่ขึ้นผิดรูปจนเอียงไปทับฟันซี่อื่น ทำให้มีอาการปวดฟัน ฟันชนิดนี้มักขึ้นในช่วงวัยรุ่นอายุ 18-22 ปี ฟันคุดมักงอกติดกับฟันกราม มีโอกาสเกิดฟันคุดทั้งบริเวณกรามด้านล่างและด้านบน หากฟันคุดมีลักษณะเอียงหรือนอนจะดันฟันซี่อื่นให้เกผิดรูปได้
     3. การอักเสบของเนื้อเยื่อโพรงประสาทฟัน เกิดจากฟันผุลึกถึงโพรงประสาทฟัน จะมีอาการปวดฟันมากจนปวดศีรษะตามมา เวลาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ จะรู้สึกปวดจี๊ดเข้าไปในเนื้อฟันหรือปวดขึ้นขมับ
     4. ปลายรากฟันอักเสบ มีการติดเชื้อที่ปลายโพรงประสาทฟัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดฟันร่วมกับเหงือก บริเวณที่ติดเชื้อบวม อาจมีไข้ร่วมด้วย
     5. โรคเหงือก การที่เหงือกถอยร่นเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดฟันได้ อาการร่วม คือ อาจมีเลือดออกตามไรฟันหลังแปรงฟัน หรือหลังรับประทานอาหารได้
     6. โรคไซนัส เป็นโรคที่ไม่เกี่ยวกับฟันแต่ก็อาจมีอาการปวดร้าวมาที่ฟันได้ อาการร่วมที่พบคือมีน้ำมูกตลอด ทำให้หายใจลำบาก ในบางรายอาจรู้สึกมีกลิ่นเหม็นในจมูก

วิธีดูแลตนเองไม่ให้เกิดอาการปวดฟัน

     ถึงแม้อาการปวดฟันเป็นอาการทุกข์ทรมานที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอ แต่เราก็สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันอาการปวดฟันไม่ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ได้ คือ

การแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

การแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

     1. รักษาความสะอาดช่องปากและฟัน แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังตื่นนอนตอนเช้าและก่อนเข้านอน และอาจแปรงฟันหลังมื้ออาหารร่วมด้วย ก็จะช่วยให้ช่องปากสะอาด รวมทั้งหลังรับประทานน้ำหวาน ขนมหวานก็ต้องแปรงฟัน เพราะน้ำตาลก็เป็นอาหารเลี้ยงแบคทีเรียในช่องปากเช่นกัน

     2. หลังการแปรงฟัน อย่าลืมแปรงลิ้นด้วยทุกครั้ง เพื่อลดการสะสมแบคทีเรียในช่องปาก

การใช้ไหมขัดฟัน หลังการแปรงฟัน

การใช้ไหมขัดฟัน หลังการแปรงฟัน

     3. ใช้ไหมขัดฟันหลังแปรงฟันให้เป็นนิสัย เพราะการแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากมีเศษอาหารติดตามซอกฟันการใช้ไหมขัดฟันจะทำความสะอาดได้ดีกว่า เศษอาหารที่ติดตามซอกฟันเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุ

การใช้น้ำยาบ้วนปาก

การใช้น้ำยาบ้วนปาก

     4. ใช้น้ำยาบ้วนปากและกลั้วคอในตอนเช้าและก่อนนอน เพื่อทำความสะอาดในส่วนที่การแปรงฟันและไหมขัดฟันเข้าไปไม่ถึง

การเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน

การเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน

     5. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน หรือหลังจากป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด คออักเสบ อีกทั้งควรแช่แปรงสีฟันด้วยน้ำส้มสายชูครั้งละ 5-10 นาที แล้วล้างให้สะอาด ทำ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อลดแบคทีเรียที่ติดอยู่ที่แปรงสีฟัน

พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน

     6. พบทันตแพทย์ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทุก 6 เดือน เพื่อที่หากมีปัญหาหินปูน ฟันผุ จะได้ทำการรักษาก่อนจะเกิดอาการปวดฟัน

วิธีการรักษาอาการปวดฟัน

     การรักษาอาการปวดฟันนั้นมีหลายวิธี แยกกันไปตามแต่สาเหตุของการปวดฟัน วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับการพิจารณาของทันตแพทย์ด้วย โดยเราอาจแบ่งการรักษาออกเป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภท คือ การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน และการรักษาโดยสมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     1. การรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน หรือทันตแพทย์

     1.1 อาการปวดฟันในระยะแรกร่วมกับมีอาการอักเสบบวมของฟันด้วย ทันตแพทย์มักรักษาด้วยการให้ยาบรรเทาปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) บรูเฟน (Brufen) หรือไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ร่วมกับยาลดการอักเสบ เช่น เพนิซิลลิน (Penicillin) อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxicillin) และจะนัดตรวจเพื่อหาสาเหตุของอาการปวดฟันอีกครั้ง

     1.2 ฟันผุ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดฟัน หากฟันผุไม่มากทันตแพทย์จะรักษาโดยการกรอฟันบริเวณที่ผุให้สะอาดและอุดบริเวณนั้นด้วยวัสดุอุดฟัน โดยวัสดุอุดฟันที่ได้รับความนิยม คือ

          A. อมัลกัม (Amalgam) ประกอบด้วยโลหะเงิน ดีบุก วัสดุอุดฟันประเภทนี้จะมีสีเงินหรือออกคล้ำ มีสีแตกต่างจากฟัน นิยมอุดฟันกราม เพราะมีความแข็งแรงเหมาะกับการบดเคี้ยว

          B. คอมโพสิตเรซิน (Composite resin) เป็นวัสดุในกลุ่มเรซิน แข็งแรงพอสมควร สีเหมือนฟัน มักใช้อุดฟันซี่หน้าที่ไม่ต้องรองรับการบดเคี้ยวและมองเห็นชัด

          C. กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ (Glass ionomer cement) เป็นวัสดุผสมระหว่างแก้วและกรดอินทรีย์ นิยมใช้กับฟันที่มองเห็นชัด ไม่เหมาะกับฟันที่ใช้บดเคี้ยว

          D. เรซินโมดิฟายกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ (Resin Modified Glass ionomer cement) เป็นวัสดุผสมระหว่างเรซิน แก้ว และกรดอินทรีย์ ใช้กับบริเวณฟันที่มองเห็นชัด เพราะมีสีเหมือนฟัน

          E. คอมโพเมอร์ (Compomer) เป็นวัสดุผสมระหว่างคอมโพสิตและกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ ใช้สำหรับฟันหน้าที่เห็นชัดเช่นกัน

     วัสดุแต่ละอย่างจะมีความทนและความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่มักใช้อมัลกัมสำหรับฟันบดเคี้ยว และใช้คอมโพสิตเรซินสำหรับฟันหน้า หลังการอุดฟันต้องดูแลรักษาความสะอาดให้ดี ไม่ใช้ฟันที่อุดกัดหรือเคี้ยวของแข็ง เพราะจะทำให้วัสดุที่อุดฟันแตกได้

     1.3 โพรงประสาทฟันติดเชื้อ หรือฟันผุลึกถึงโพรงประสาทฟัน ฟันแตกเป็นสาเหตุของอาการปวดฟันตลอดเวลา อาจปวดร้าวไปทั้งศีรษะ ทันตแพทย์จะพิจารณารักษารากฟัน วิธีการรักษาชนิดนี้ทันตแพทย์จะนัดทำการรักษาประมาณ 3-4 ครั้ง ระหว่างรักษาจะมีอาการปวดฟันมาก แต่ก็เป็นวิธีการรักษาฟันเอาไว้ และเมื่อสิ้นสุดการรักษาอาการปวดฟันจะหายไป

     1.4 การถอนฟัน เป็นวิธีการสุดท้ายในการรักษาอาการปวดฟัน กรณีทันตแพทย์ไม่สามารถรักษาฟันไว้ได้ อาจเกิดจากฟันผุลึกจนทำลายโพรงประสาทฟันและฟันไม่อยู่ในตำแหน่งสำคัญสำหรับบดเคี้ยว ทันตแพทย์จะถอนฟันเพื่อรักษาอาการปวดฟัน

     2. การใช้สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน สำหรับคนไทยสมุนไพรเป็นมรดกตกทอดทางสติปัญญามาช้านาน สมุนไพรเป็นยาแผนโบราณที่คนไทยไว้ใช้รักษาได้หลายโรค รวมทั้งบรรเทาอาการปวดฟัน เนื่องจากคนสมัยก่อนไม่มีทันตแพทย์ให้ไปรักษาเหมือนเช่นคนในยุคปัจจุบัน จึงมีการใช้สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟันหลายสูตร เช่น

มะระขี้นก สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

มะระขี้นก สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.1 มะระขี้นก มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน วิธีใช้นำรากสดของมะระขี้นกมาตำพอแหลก นำไปพอกบริเวณฟันซี่ที่ปวดใช้ลิ้นกดไว้สัก 5 นาทีแล้วคายออก จะช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน สามารถใช้วิธีนี้ได้วันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหารจะช่วยบรรเทาปวด

ข่า และเกลือป่น สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

ข่า และเกลือป่น สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.2 ข่า เกลือป่น ข่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวด ส่วนเกลือทำหน้าที่ปรับสภาพในช่องปากให้ไม่เหมาะกับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย สูตรนี้จึงช่วยบรรเทาปวดและลดการอักเสบ วิธีใช้นำข่าแก่มาตำผสมเกลือ นำไปพอกฟันซี่ที่ปวด สามารถทำได้วันละ 1-2 ครั้ง จะช่วยลดอาการปวดฟันได้

น้ำมันกานพลู สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

น้ำมันกานพลู สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.3 น้ำมันกานพลู ในกานพลูมีสารต้านการอักเสบ บรรเทาปวด คนสมัยก่อนจึงนำมาใช้รักษาอาการปวดฟัน วิธีใช้นำสำลีชุบน้ำมันกานพลูมาพอกบริเวณฟันซี่ที่ปวด ใช้ลิ้นกดไว้ 5 นาทีแล้วคายออก สามารถทำได้วันละ 1-2 ครั้ง เพื่อบรรเทาปวด แต่ปัจจุบันน้ำมันกานพลูอาจหายาก อาจใช้กานพลูแห้ง 2-3 ดอก ตำพอแหลกนำมาอุดฟันซี่ที่ปวดใช้เวลา 5 นาทีเช่นกันก่อนคายออก ก็สามารถบรรเทาอาการปวดฟันได้

ผักบุ้งนา สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

ผักบุ้งนา สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.4 ผักบุ้งนา มีฤทธิ์เย็นใช้ในการถอนพิษ ตำราสมุนไพรนำมาใช้ในการบรรเทาอาการปวดฟัน วิธีใช้นำรากสดของผักบุ้งนามาตำพอแหลกคั้นเอาแต่น้ำ ผสมน้ำส้มสายชู ½ ช้อนชา อมไว้ 5 นาที ใช้กลั้วปากให้ทั่วก่อนบ้วนทิ้ง สามารถใช้สูตรนี้ได้บ่อยๆ ใช้แทนน้ำยาบ้วนปากได้ จะบรรเทาอาการปวดฟัน

ดอกดาวเรือง สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

ดอกดาวเรือง สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.5 ดอกดาวเรือง บรรเทาอาการปวดฟัน ดอกดาวเรืองมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการปวด จึงนำมาใช้บรรเทาอาการปวดฟัน วิธีใช้ คือ นำดอกดาวเรืองแห้ง 5-10 ดอก มาต้มในน้ำ 1 ถ้วย ใช้ดื่มบรรเทาอาการปวด หรือใช้กลั้วปากแทนน้ำยาบ้วนปากระหว่างวัน มีการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของดอกดาวเรือง พบว่า สามารถใช้ทำเป็นอาหารได้

เมล็ดกุยช่ายคั่ว สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

เมล็ดกุยช่ายคั่ว สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.6 เมล็ดกุยช่ายคั่ว มีฤทธิ์ในการยับยั้งการอักเสบ วิธีใช้ คือ นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วก่อนนำมาบดและบีบให้ได้น้ำมันมากที่สุด นำมาอุดบริเวณฟันซี่ที่ปวด หรือใช้เมล็ดที่บดมาอุดทิ้งไว้ 1 คืน จะช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

ว่านหางจระเข้ สมุนไพรบรรเทาอาการปวดฟัน

     2.7 ว่านหางจระเข้ บรรเทาอาการปวดฟัน ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์เย็น ต้านการอักเสบ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดฟันได้ แต่เป็นการบรรเทาอาการปวดฟันเพียงชั่วคราว อาจใช้วิธีนี้ในกรณีไม่สามารถไปพบทันตแพทย์ได้ทันที วิธีใช้นำวุ้นใสของว่านหางจระเข้ล้างให้สะอาด มาเหน็บไว้ที่ซอกฟัน หรือฟันซี่ที่ปวด ทิ้งไว้ได้นานและสามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆ เพื่อบรรเทาปวด

น้ำเกลือ บรรเทาอาการปวดฟัน

น้ำเกลือ บรรเทาอาการปวดฟัน

     2.8 น้ำเกลือ บรรเทาอาการปวดฟัน เป็นวิธีที่ใช้กันมานาน โดยเกลือจะปรับสภาพภายในช่องปากให้ไม่เหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรีย อีกทั้งยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบจึงช่วยบรรเทาปวดได้ วิธีใช้นำเกลือมาครึ่งช้อนชาผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้ว สามารถใช้บ้วนปากได้ทุกๆ 1 ชั่วโมง

     การรักษาอาการปวดฟันหลายๆ วิธี เป็นการรักษาเบื้องต้น และบรรเทาอาการปวดฟันได้เป็นครั้งคราว หากมีโอกาสก็ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดฟันที่แท้จริง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาการปวดฟันอาจลุกลามทำให้เราสูญเสียฟันที่จะต้องอยู่กับเราตลอดชีวิตไป ซึ่งหากต้องสูญเสียฟันไปจริงๆ การรับประทานอาหารของเราก็ลำบากขึ้นแถมเป็นสาเหตุให้ฟันซี่อื่นๆ ผุตามมา และทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนจะเกิดฟันผุ เราต้องไม่ลืมรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี เพราะถ้าเราดูแลปากและฟันเป็นอย่างดีแล้วฟันของเราก็จะอยู่กับเราไปนานๆ โดยไม่สร้างปัญหาปวดฟันปวดหัวให้แน่ๆ

แสดงความคิดเห็น