น้ำมันรำข้าว คุณประโยชน์จำเป็นจากน้ำมันพืช

น้ำมันรำข้าว

     กระแสการดูแลสุขภาพในปัจจุบันทำให้คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ประกอบมาจากน้ำมัน เพราะน้ำมัน 1 กรัมให้พลังงานถึง 9 แคลอรี (Calorie) ในขณะที่คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)โปรตีน (Protein) ให้พลังงาน 4 แคลอรี แต่อย่างไรเสียร่างกายก็ยังต้องบริโภคน้ำมัน เพราะวิตามินเอ ดี อี เค (Vitamin A D E K) ละลายในน้ำมัน จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อช่วยในการดูดซึมวิตามินเหล่านี้ แต่น้ำมันเองก็มีหลายชนิดให้เราเลือกใช้ทั้งน้ำมันที่มาจากสัตว์ และกลุ่มน้ำมันพืช

     คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันพืชเพื่อดูแลสุขภาพ เพราะในน้ำมันพืชประกอบด้วยกลุ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty acid) สูงและกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty acid) ต่ำ ซึ่งดีต่อสุขภาพกว่าน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เพราะไขมันชนิดนี้ทำให้ร่างกายสะสมคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และลดทอนไขมันดีออกไป (High density lipoprotein : HDL) กล่าวง่ายๆกลุ่มน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงคือน้ำมันหรือไขมันที่มาจากสัตว์ และน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง คือ กลุ่มน้ำมันพืชและหนึ่งในน้ำมันพืชที่กำลังเป็นทางเลือกที่ดี คือ น้ำมันรำข้าวที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำมันที่จุดเกิดควันสูงที่สุดในกลุ่มน้ำมันพืชจึงเป็นน้ำมันที่เสี่ยงกับสารก่อมะเร็งน้อยกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น

     น้ำมันรำข้าว หรือ Rice bran oil เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดรำข้าวดิบ เมื่อข้าวถูกขัดสีจนขาว ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จะหลุดออกมา ซึ่งในน้ำมันรำข้าวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ประกอบด้วย วิตามินอี, แกมม่า-ออริซานอล (Gamma Oryzanol), กรดไขมัน ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty acid : PUFA ) 37%, กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty acid: MUFA) 45%, และกรดไขมันอิ่มตัว 18% (Saturated Fatty acid : SFA), กรดไลโนเลอิด (Linoleic acid) หรือ โอเมกา 6 (Omega 6) และไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)

ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวต่อสุขภาพ

     1. ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในเรื่องชะลอวัย ชะลอความเสื่อม ความแก่ของร่างกาย วิตามินอีที่อยู่ในน้ำมันรำข้าวเป็นสารในกลุ่มแอลฟ่า โทโคฟีรอล (Alpha-Tocopherol) และแกมม่า-ออริซานอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลายจากอนุมูลอิสระซึ่งจะทำให้ร่างกายเสื่อมและแก่ก่อนวัย ป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากรังสียูวี อีกทั้งโอเมก้า 6 และเซราไมด์ (Ceramide) ช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณให้มีความชุ่มชื่น มีความยืดหยุ่น ยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน (Melanin) ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ปัจจุบันจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากน้ำมันรำข้าวขายอยู่ทั่วไป เช่น สบู่ เจล หรือครีมขัด หรือทาผิวกาย แม้กระทั่งครีมทาผิวหน้าก็ตาม

     2. ปรับสมดุลระบบฮอร์โมนของสตรีวัยทอง สารออริซานอล (Oryzanol) ที่พบเฉพาะในน้ำมันรำข้าวเท่านั้นเป็นสารที่มีการวิจัยพบว่าช่วยลดอาการวูบวาบ (Hot Flashes) ในสตรีวัยทอง และลดภาวะ กระดูดพรุน ปัจจุบันมีการสกัดสารออริซานอลบรรจุเม็ดหรือแคปซูลเพื่อใช้เป็นอาหารเสริม

     3. มีผลดีกับผู้ป่วยเบาหวาน โดยในน้ำมันรำข้าวมีสารโครเมียม (Chromium) ซึ่งเป็นสารที่เมื่อจับกับอินซูลิน (Insulin) จะช่วยให้อินซูลินคงตัวอยู่ได้นานขึ้นโดยโครเมียมจะทำงานร่วมกับไนอาซิน (Niacin) และกรดอะมิโนหลายชนิดช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป

     4. ลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวมีวิตามินอี ในกลุ่ม แอลฟ่า โทโคฟีรอลแกมม่า-ออริซานอลและสเตอรอลจากพืช (Phytosterol) สารกลุ่มนี้ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการในการก่อมะเร็ง และสเตอรอลจากพืชยังช่วยต้านการก่อตัวของเนื้อเยื่อผิดปกติหรือเนื้องอกด้วย

     5. บำรุงระบบประสาท ในน้ำมันรำข้าวมีโอเมกา สาม (Omega 3) วิตามินอี และแกมมา-ออริซานอลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารสื่อประสาทช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอัลไซเมอร์(Alzheimer’s Disease) มีการใช้อาหารเสริมสกัดในกลุ่มนี้กับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตเพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูระบบประสาท

     6. บำรุงสายตา วิตามินอี และเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ช่วยบำรุงสายตา ในคนที่ใช้สายตามากทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือบริเวณที่มีแสงน้อยหรือแสงจ้าเกินไปทำให้เกิดตาล้า ตาแห้งแสบตา น้ำมันรำข้าวจะช่วยเสริมการมองเห็นให้ดีขึ้นลดอาการแสบตา ตาล้า

     7. ช่วยการนอนหลับ ในวัยทำงานที่นอนหลับยาก นอนไม่หลับ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกน้ำมันรำข้าวมีสารกระตุ้นการสร้างเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายหลับสนิทและช่วยลดความเครียดอีกด้วย

     8. เหมาะกับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เพราะกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) จะเปลี่ยนเป็นพรอสตาแกนดิน (Prostaglandin) ที่ช่วยลดการบีบตัวของหลอดเลือด ช่วยให้ลิ่มเลือดสลายตัว ผลที่ตามมาคือ ช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักในการบีบรัดตัวอีกทั้งสารโพลิโคซานอล (Policosanol) ที่พบในน้ำมันรำข้าวยังทำหน้าที่เป็นสารป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด (Anti-platelet agent) ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น

การเลือกซื้อน้ำมันรำข้าว

     1. แน่นอนว่าเราต้องเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้ ในฉลากกำกับผลิตภัณฑ์ต้องแจ้งว่าไม่มีสารกันหืนมีการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP : Good Manufacturing Practice) หรือ อย. หรือไม่

     2. ลักษณะน้ำมันต้องใส ไม่มีสารอื่น หรือตะกอนเจือปนขวดต้องไม่บุบ ไม่มีรอยรั่ว หรือรอยน้ำมันซึมออกมา

     3. ในกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวจำเป็นต้องใช้เฮ็กเซน (Hexane) เป็นตัวทำละลายในการสกัดให้ได้สารที่มีประโยชน์ออกมา เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้ายผู้ผลิตจะกำจัดสารนี้ออกไปแต่อาจยังเหลือตกค้างอยู่เมื่อเราซื้อน้ำมันรำข้าวมาใช้ให้ดูฉลากว่ามีสารเฮ็กเซนตกค้างเท่าไหร่ ตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ให้เกิน 30 PPM ( 30 ส่วนใน 1 ล้านส่วน)

     4. สำหรับผลิตภัณฑ์สกัดจากน้ำมันรำข้าว ต้องแจ้งเลขที่ อย. สถานที่ผลิต วันผลิตและวันที่หมดอายุให้ชัดเจน

     อย่างไรก็ดีน้ำมันรำข้าวจัดเป็นสารอาหารเพื่อการบริโภคไม่ใช่การรักษา การใช้น้ำมันรำข้าวทั้งส่วนของน้ำมัน หรือชนิดสกัดเพื่อใช้ในการรักษาโรคจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง การใช้น้ำมันรำข้าวหรือสารสกัดควรเป็นไปเพื่อเสริมอาหาร ไม่มากจนเกินไปเพราะจะก่อโทษต่อร่างกายได้ เช่น การได้รับเมลาโทนินในระดับที่มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น การบริโภคควรใช้ในปริมาณที่จำเป็นเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น