น้ำมันมะพร้าวประโยชน์จากภายในสู่ภายนอก

น้ำมันมะพร้าวสกัด

     น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil) จัดเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids) ที่ให้พลังงานต่ำ 8.6 กิโลแคลอรีต่อกรัม เมื่อเทียบกับไขมันชนิดอื่นที่ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม และเป็นไขมันที่มีโมเลกุลปานกลางร่างกายดูดซึมได้ง่าย และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไป อีกทั้งเป็นไขมันที่มีจุดเกิดควันสูงจึงลดการเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ (Trans Fats) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงเป็นน้ำมันตัวที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบันตัวหนึ่ง

     แม้ว่าประโยชน์ต่อร่างกายภายในจะต้องศึกษาค้นคว้าอีกมาก แต่ประโยชน์ต่อร่างกายภายนอกที่เห็นได้ชัดเจนคือ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนทำให้น้ำมันมะพร้าวขายดีในหมู่ผู้ที่รักความสวยความงาม แต่น้ำมันมะพร้าวเองก็แบ่งเป็นหลายประเภทเราต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้ คือ

     1. น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ทำอาหาร น้ำมันมะพร้าวประเภทนี้จะมีสีเหลืองใสและหนืด ผลิตมาจากเนื้อมะพร้าวแห้งผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ผ่านกระบวนการฟอกสี และกำจัดกลิ่นหืนแบ่งออกเป็น 2ประเภท

     1.1 Fractionated Coconut Oil เป็นน้ำมันมะพร้าวที่มีความเสถียรและเก็บไว้ได้นานที่สุดโดยไม่เหม็นหืน เหมาะแก่การนำมาเป็นส่วนผสมโลชั่น สบู่ และยังนำมาทำอาหารได้

     1.2 Refined Coconut Oil ได้จากการสกัดเนื้อมะพร้าวแห้งโดยการบีบ หรือสกัดด้วยตัวทำละลาย น้ำมันที่ได้มีสีใสหรือเหลือง ไม่เหม็นหืน มีจุดเกิดควันสูงจึงเหมาะแก่การนำมาทำอาหารประเภททอด

     2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin Coconut oil) ผ่านกระบวนการสกัดเย็น เป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณทั้งต่อสุขภาพ ผิว ผม รวมทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกัน น้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ผ่านการสกัดที่ซับซ้อนและไม่ใช้ความร้อน หรือใช้ความร้อนไม่สูงทำให้ตัวน้ำมันยังอุดมไปด้วยวิตามินอี มีสีใส และไม่มีกลิ่นเหม็นหืน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

     2.1 Virgin Coconut Oil Fermentation วิธีการ คือ นำเนื้อมะพร้าวมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวเป็นการสกัดจากตัวน้ำมันมะพร้าวเอง ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน น้ำมันมะพร้าวจะแยกชั้น แล้วทำการกรองเพื่อบรรจุขวดสามารถเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง 1-2 ปี หรือจนกว่าสีและกลิ่นจะเปลี่ยน

     2.2 Virgin Coconut Oil Heating วิธีนี้จะนำเนื้อมะพร้าวมาคั้นกะทิ ทำให้ร้อนจนน้ำระเหยออกไปหมด เหลือแต่น้ำมันมะพร้าว จึงนำมาบรรจุขวด สามารถเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง 1-2 ปีหรือจนกว่าสีและกลิ่นจะเปลี่ยน

     3. Hydrogenated Coconut Oil เป็นน้ำมันมะพร้าวชนิดที่ไม่เหมาะกับการทำอาหารกระบวนการสกัดน้ำมันโดยการใช้ความดันสูงเพื่อเติมก๊าซไนโตรเจนเข้าไปเพื่อช่วยยืดอายุ น้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ใช้สำหรับเป็นส่วนผสมของสบู่

     จากประเภทของน้ำมันมะพร้าวข้างต้น จะเห็นว่าน้ำมันมะพร้าวตัวที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงคือ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ทั้งชนิดสกัดร้อนและเย็น เพราะมีสรรพคุณหลากหลายและมีประโยชน์มาก ดังต่อไปนี้

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัด

     1. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นอุดมด้วยวิตามินอี (Vitamin E) มีประโยชน์กับผิวหน้า เพียงใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวทาบางๆ ทั่วผิวหน้าและลำคอ สามารถทาทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออกจะช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จึงช่วยผิวในการป้องกันแสงแดดและความสามารถในการกักเก็บน้ำไว้ในเซลล์จึงลดผิวแห้งแตกเป็นขุยได้

     2. สามารถใช้แทนโลชั่นเช็ดเครื่องสำอาง (Makeup Remover)โดยเฉพาะใช้เช็ดทำความสะอาดอาย แชโดว์(Eye shadow) เพราะน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดเล็กสามารถซึมสู่ผิวเพื่อสลายคราบเครื่องสำอางให้แตกตัวจากกัน ทำให้ทำความสะอาดได้ง่ายและหมดจรด โดยใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเช็ดรอบดวงตา ใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก

     3. ใช้หมักผมเพื่อให้ผมนุ่ม มีน้ำหนัก และช่วยลดอาการคันหนังศีรษะ เพราะน้ำมันมะพร้าวสามารถกักเก็บความชุ่มชื่นจึงช่วยลดรังแค วิธีการ คือ ชโลมน้ำมันมะพร้าวหมักผมไว้ 20-30 นาที โดยใช้หมวกคลุมอาบน้ำ ถ้าอยากให้น้ำมันมะพร้าวซึมเข้าไปเลี้ยงผิวได้ดีขึ้นอาจใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาดพันรอบศีรษะเพื่อเปิดรูขุมขนก่อนได้

     4. ช่วยลดแบคทีเรีย (Bacteria) ในช่องปาก และลดคราบหินปูน (Plug) วิธีการโดยการใช้น้ำมันมะพร้าว1 ช้อนโต๊ะ อมกลั้วให้ทั่วปาก หลังจากนั้นใช้แปรงสีฟันจุ่มน้ำมันมะพร้าวมาแปรงฟันตามปกติ โดยในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (Lauric Acid) ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารโมโนลอริน (Monolaurin) มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงลดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้

     5. มีบางการศึกษาบอกว่าน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยควบคุมน้ำหนัก จากที่ไขมันประเภทอื่นให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อกรัม แต่น้ำมันมะพร้าวให้พลังงาน 8.6 กิโลแคลอรีต่อกรัม และด้วยลักษณะโมเลกุลกรดไขมันอิ่มตัวขนาดปานกลาง ที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี จึงเพิ่มการเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไปได้เร็วขึ้น แต่ยังต้องอาศัยการศึกษาวิจัยเพิ่มอีกมาก แต่การศึกษาที่ยืนยันได้คือ น้ำมันมะพร้าวไม่เพิ่มไขมันเสีย (LDL : Low Density Lipoproteins) แต่เพิ่มไขมันดี (HDL: High Density Lipoproteins) ผู้บริโภคจึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงได้

     6. กระตุ้นการขับถ่าย น้ำมันมะพร้าวจะกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่หดบีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายของเสีย โดยน้ำมันมะพร้าวจะไปกระตุ้นแบคทีเรียโปไบโอติก (Probiotic Bacteria) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ใหญ่ให้ทำงานมากขึ้น บวกกับน้ำมันมะพร้าวที่ช่วยให้ของเสียถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ต้องระวังในผู้ที่มีปัญหาการขับถ่ายอยู่ก่อน เพราะอาจทำให้ถ่ายมากกว่าปกติ

     7. น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับง่าย จากสารประกอบพวกกรดลอริก (Lauric Acid) กรดคาปริก (Capric Acid) กรดคาปิลิก (Caprylic Acid) ที่มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลาย คลายเครียด

วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวสกัด

     1. มีคำแนะนำว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 40-60 กิโลกรัม ให้รับประทานได้วันละ 1 ช้อนโต๊ะ
     2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 60-80 กิโลกรัม ให้รับประทาน 1.5 -2 ช้อนโต๊ะ
     3. ให้แบ่งการรับประทาน 3 เวลา เพื่อป้องกันอาการถ่ายบ่อย

วิธีการเลือกซื้อน้ำมันมะพร้าวสกัด

     1. ฉลากต้องประทับตราผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาหรือ อย.
     2. ฉลากต้องมีวันที่ผลิต วันหมดอายุ และสถานที่ผลิตชัดเจน
     3. บรรจุภัณฑ์ต้องไม่แตก บุบ หรือมีรอยร้าว
     4. ลักษณะของน้ำมันมะพร้าวต้องใส ไม่มีตะกอน หากเปิดขวดดมต้องไม่เหม็นหืน
     5. น้ำมันมะพร้าวจะแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ถ้าจะทำให้น้ำมันมะพร้าวคืนสภาพเป็นของเหลวใส เพียงนำไปแช่น้ำอุ่นจัด แต่ไม่ใช่น้ำเดือด น้ำมันมะพร้าวจะค่อยๆ ละลาย

     แม้ว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดจะมีสรรพคุณมากมาย แต่มีคำแนะนำว่าไม่ควรบริโภคเกินวันละ 3 ช้อนโต๊ะ การรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ เป็นเวลานานอาจทำให้ขาดสารอาหารประเภทอื่น เราควร บริโภคอาหารให้หลากหลายสลับกันไป แต่สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อหวังสรรพคุณภายนอก เช่น ทาผิว หมักผม เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะน้ำมันมะพร้าวสกัดเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดสารเคมี จึงปลอดภัยกับร่างกายเรามากที่สุด

แสดงความคิดเห็น