ตกขาว ปัญหาผู้หญิงที่ต้องใส่ใจ

ตกขาว

     ปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่เป็นเฉพาะผู้หญิงและสร้างความกังวลไม่แพ้ปัญหาอื่นนั่นก็คือ เรื่องตกขาว ผู้หญิงหลายคนล้วนเคยผ่านประสบการณ์นี้ แน่นอนว่าสร้างความกังวลให้กับเจ้าตัวไม่น้อย เพราะเราไม่รู้เลยว่าเจ้าตกขาวนี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ธรรมชาติสร้างมา หรือมีอะไรผิดปกติกับร่างกายของเรา ถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจ แล้วหากตกขาวเป็นสัญญาณบอกโรคที่อันตราย เราก็จะเสียใจภายหลัง เมื่อทราบดังนั้นเราลองมาทำความเข้าใจกับอาการตกขาวกันดูเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพตัวเอง

อาการของตกขาว

     ตกขาว (Leukorrhea) เป็นของเหลวหรือมูกที่ถูกขับออกมาจากช่องคลอดของผู้หญิง เป็นส่วนประกอบของเซลล์หรือสารคัดหลั่งที่หลั่งออกมาทางช่องคลอด โดยปกติไม่มีกลิ่น อาจมีสีที่แตกต่างกันออกไป และในขณะมีอาการตกขาวเจ้าตัวจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ตกขาวมักเกิดขึ้นตามรอบประจำเดือนโดยมักเกิดในสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 14 หลังประจำเดือนหมด หากมีอาการตกขาวที่แตกต่างไปกว่านี้ก็ถึงเวลาที่ต้องใส่ใจกันมากขึ้น

ลักษณะ และสาเหตุของตกขาวแต่ละประเภท

ตกขาวของผู้หญิงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

     1. ตกขาวปกติตามธรรมชาติ (Physiological Leukorrhea) คือ ตกขาวที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีอาการคันที่ช่องคลอด ไม่มีอาการเจ็บหน่วงหรือปวดท้อง อาจมีลักษณะสีแตกต่างกันไป สัมพันธ์กับรอบประจำเดือน

     2. ตกขาวที่ผิดปกติ แยกออกเป็นการติดเชื้อได้หลายชนิด คือ
          2.1 ตกขาวจากเชื้อไวรัส (Virus) มักเกิดจากการติดเชื้อเริมจากการมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาวร่วมกับมีอาการของโรคเริม คือ มีตุ่มใสที่อวัยวะเพศร่วมด้วย
          2.2 ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) พบได้ร้อยละ 30 -35 มีสีเหลืองออกเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวมาก ร่วมกับมีอาการแสบบริเวณช่องคลอด มักมีอาการปัสสาวะติดขัด แสบเวลาปัสสาวะร่วมด้วย ตกขาวชนิดนี้อาจเกิดหลังมีการติดเชื้อหนองใน
          2.3 ตกขาวจากเชื้อรา (Vaginal Candidiasis) พบได้ร้อยละ 20-25 ตกขาวที่ออกมามีลักษณะเป็นมูกหรือเป็นก้อนสีขาว เกิดจากการสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ ปล่อยให้ช่องคลอดและอวัยวะเพศอับชื้นหรือในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต
          2.4 ตกขาวจากเชื้อโปรโตซัว (Protozoa) พบได้ร้อยละ 10-15 เกิดจากพยาธิ พยาธิตัวนี้ชื่อ ทริโคโมแนส วาจินาลิส (Trichomonas Vaginalis) มีอาการคันร่วมด้วย ตกขาวประเภทนี้มักมีกลิ่นเปรี้ยว

     ถึงแม้เราจะทราบคร่าวๆ ถึงลักษณะของตกขาวว่าอาจเกิดจากสาเหตุใด แต่หากจะให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องก็ต้องเข้ารับการตรวจรักษากับแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการปวดท้อง ปวดหน่วงร่วมกับตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

การป้องกันการเกิดตกขาว

     1. ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาด สบู่อ่อนๆ ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง ไม่สวนล้างช่องคลอด หรือใช้สเปรย์ฉีดบริเวณอวัยวะเพศ เพราะสารเหล่านี้จะทำลายสมดุลกรด-ด่างที่ช่องคลอดทำให้ระบบการป้องกันการติดเชื้อตามธรรมชาติของร่างกายเสียไป
     2. หลังอาบน้ำควรเช็ดทำความสะอาดอวัยวะเพศให้แห้ง การอับชื้นเป็นสาเหตุของเชื้อรา
     3. หลังถ่ายปัสสาวะหากเช็ดอวัยวะเพศให้เช็ดจากบริเวณส่วนหน้าไปหลังแล้วทิ้งกระดาษชำระไปเลย ไม่เช็ดย้อนกลับไปมา เพราะจะเป็นสิ่งนำเชื้อมาสู่อวัยวะเพศโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย
     4. ใส่ชุดชั้นในที่ไม่รัดแน่นเกินไป เพราะชุดชั้นในที่รัดแน่นทำให้อวัยวะเพศอับชื้น ไม่ระบายอากาศ เกิดเชื้อราตามมา
     5. ไม่ใช้ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนอื่น
     6. เพื่อเป็นการปรับสมดุลกรด-ด่างที่ช่องคลอด ควรเสริมการรับประทานโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว
     7. ลดหรืองดการรับประทานของหมักดองในช่วงที่มีอาการตกขาว เพราะอาหารเหล่านี้ส่งเสริมให้ร่างกายมีสภาวะเหมาะกับการเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ
     8. พฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการตกขาว ซึ่งเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือโปรโตซัว

วิธีการรักษาตกขาว

     อาการตกขาวเมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่าเกิดจากสาเหตุใด ก็จะได้รับการรักษาตามสาเหตุนั้น เช่น

1. ตกขาวจากเชื้อรา ยาที่ใช้ เช่น
     1.1 ตกขาวจากเชื้อรา แพทย์จะให้ยาเหน็บทางช่องคลอด ชื่อ โคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ขนาด 500 มิลลิกรัม ใช้เหน็บช่องคลอดก่อนนอนติดต่อกันเป็นเวลา 6 วัน
     1.2 ยาเหน็บอีกชนิด คือ ไนสแตติน (Nystatin) ขนาด 100,000 ยูนิต (Unit) ใช้เหน็บติดต่อกันวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 14 วัน
     1.3 หากใช้ยาเหน็บ แล้วอาการไม่ดีขึ้นอาจใช้ยารับประทานเพื่อช่วยลดการติดเชื้อ ชื่อ ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) ขนาด 150 มิลลิกรัม รับประทาน 1 เม็ด หลังอาหารมื้อเช้าหรือมื้อเย็นเพียงครั้งเดียว
     1.4 ยาที่ใช้รักษาอาการตกขาวจากเชื้อราอีกชนิด ชื่อ คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ขนาด 200 มิลลิกรัม รับประทานหลังอาหารเช้าและเย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน
     1.5 ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) ขนาดที่ใช้ 400 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วัน

2. ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ
     2.1 แพทย์จะให้ยารักษา ชื่อ เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ขนาด 500 มิลลิกรัม รับประทานหลังอาหารเช้าและเย็น ติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน
     2.2 คลินดามัยซิน (Clindamycin) ขนาด 300 มิลลิกรัม รับประทานเช้าและเย็นหลังอาหารติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน

3. ตกขาวจากโปรโตซัว หรือพยาธิในช่องคลอด ยาที่ใช้ คือ
     3.1 ยาเหน็บทางช่องคลอด ชื่อ โคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ขนาด 500 มิลลิกรัม ใช้เหน็บช่องคลอดก่อนนอน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 วัน
     3.2 เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ขนาด 2,000 มิลลิกรัม รับประทานครั้งเดียว

     อย่างไรก็ดีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบยามีไว้เพื่อประดับความรู้ ส่วนการเลือกใช้ยาชนิดใดควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาเพราะตกขาวแต่ละชนิดก็รักษาด้วยยาที่แตกต่างกัน อีกทั้งการใช้ยาไม่ถูกกับชนิดของตกขาว นอกจากจะไม่หายจากอาการตกขาวแล้วยังจะทำให้ดื้อยาอีกด้วย

สมุนไพรรักษาตกขาว

     เนื่องจากประเทศไทยมีสมุนไพรหลายชนิดที่รักษาอาการตกขาวได้ แต่ในบทความนี้ขอเสนอสมุนไพรที่มีความปลอดภัยในการรับประทานสูง เพื่อบรรเทาอาการตกขาว คือ

กระชายดำ สมุนไพรรักษาตกขาว

กระชายดำ สมุนไพรรักษาตกขาว

     1. กระชายดำ มีสรรพคุณลดตกขาวจากเชื้อรา จากสารพิโนสโตรบิน (Pinostrobin) มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อรา รวมทั้งเชื้อแคนดิด้า (Candida albican) ที่เป็นสาเหตุของอาการตกขาว วิธีรับประทานเพื่อลดอาการตกขาว อาจรับประทานสด ประกอบอาหาร และปัจจุบันมีชนิดสกัดบรรจุแคปซูลสะดวกต่อการรับประทาน

ว่านชักมดลูก สมุนไพรรักษาตกขาว

ว่านชักมดลูก สมุนไพรรักษาตกขาว

     2. ว่านชักมดลูก มีสารชื่อไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจน (Estrogen) ช่วยปรับสมดุลกรด-ด่างในช่องคลอด ลดการเกิดตกขาว อีกทั้งว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ลดการอักเสบ วิธีการรับประทานอาจใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียมาต้มดื่ม หรืออาจนำว่านชักมดลูกมาตากให้แห้ง นำมาบดให้ละเอียดใช้ชงดื่มครั้งละ 1 ช้อนช้า 3 เวลาหลังอาหาร เมื่ออาการตกขาวดีขึ้นให้หยุดดื่มน้ำว่านชักมดลูกได้ ปัจจุบันมีว่านชักมดลูกสกัดบรรจุแคปซูลสะดวกต่อการรับประทาน

ย่านาง สมุนไพรรักษาตกขาว

ย่านาง สมุนไพรรักษาตกขาว

     3. ย่านาง เป็นไม้เลื้อยอุดมด้วยคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) และเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) ช่วยปรับสมดุลกรด-ด่าง ใช้ใบย่านาง 5-7 ใบ มาโขลกผสมน้ำ กรองเอาแต่น้ำ เจือจาง 1-3 แก้ว ใช้ดื่ม เมื่ออาการตกขาวดีขึ้นให้หยุดรับประทาน ย่านางนับเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง เพราะใช้ประกอบอาหารจึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่อยากลองรักษาตกขาวด้วยสมุนไพร

รางจืด สมุนไพรรักษาตกขาว

รางจืด สมุนไพรรักษาตกขาว

     4. รางจืด ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรขับพิษ ต้านการอักเสบ และยังช่วยลดอาการตกขาว มีความปลอดภัยในการรับประทานสูง สามารถนำยอดอ่อนและดอกมาปรุงอาหารได้เลย หรืออาจใช้ใบแก่มาชงดื่มโดยใช้ใบรางจืดแห้ง 1 ช้อนช้า ชงในน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง จนกว่าอาการตกขาวจะดีขึ้น นอกจากลดอาการตกขาวแล้วรางจืดยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูง จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์

     การใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการตกขาว ให้ผู้ใช้พึงระลึกไว้ว่าใช้เพื่อบรรเทาอาการ แต่หากอาการตกขาวไม่ทุเลา หรือมีอาการรุนแรงร่วมกับอาการปวดท้องมากให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจมีการติดเชื้อลุกลามไปในช่องท้อง

     มีคำแนะนำว่าในผู้ที่มีอาการตกขาวบ่อยๆ ควรรับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติก (Probiotic) ซึ่งก็คือ อาหารในกลุ่มโยเกิร์ต นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์อยู่ โดยจุลินทรีย์นี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะไปอาศัยอยู่ที่ลำไส้ เจริญเติบโตและช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ที่ลำไส้เดิม กระตุ้นการเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค รวมทั้งต่อต้านการติดเชื้อที่ช่องคลอดทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ลดอาการตกขาวได้

     อาการตกขาวแม้จะเป็นอาการที่สาวๆ ไม่กล้าบอกใคร แต่เราก็สามารถป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากอาการตกขาวได้ หากมีอาการตกขาวที่ผิดปกติก็ควรขจัดความอาย รีบไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้รักษาได้ถูกทาง ลดค่ารักษา ลดเวลาในการรักษา เพื่อที่เราจะได้มีสุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่สดใส

แสดงความคิดเห็น