ชาแบบไทยๆหอมชื่นใจ มากมายประโยชน์

ชาแบบไทยๆ

     ชาเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมานานร่วมพันปี ตำนานแรกๆชานิยมดื่มทั้งในประเทศจีน และอินเดีย หลังจากนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วโลกจนไปโด่งดังถึงประเทศอังกฤษ โดยชาที่นิยมดื่มจนเป็นวัฒนธรรมในประเทศอังกฤษเริ่มขึ้นภายหลังจากที่ประเทศอังกฤษเข้ายึดประเทศอินเดีย และมีการนำใบชากลับประเทศและได้รับความนิยมในวงกว้างในเวลาต่อมา

     สำหรับประเทศไทยมีหลักฐานว่าคนไทยดื่มชามาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งในยุคนั้นกรุงศรีอยุธยาทำการค้ากับประเทศจีน และได้รับเอาวัฒนธรรมดื่มชาเข้ามาด้วย แต่จริงๆแล้วคนไทยเราเองก็นิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนมานานด้วยการนำสมุนไพรตากแห้งมาชงดื่ม ชาแบบไทยๆที่เราคุ้นเคย และมีประโยชน์ไม่ต่างจากชาต่างประเทศ คือ

ชาขิง

ชาขิง

     1. ชาน้ำขิง (Ginger Tea) ขิงเป็นพืชล้มลุก มีแหล่งกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ปัจจุบันปลูกแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะสเปน เม็กซิโก วิธีชงดื่มมีทั้งชนิดใช้เง้าสดต้มดื่มเลย หรือชนิดเป็นผงชาบดละเอียดชงดื่ม เป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเหมาะสำหรับดื่มในฤดูหนาวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และเหมาะกับผู้สูงอายุที่มีภาวะตัวเย็นปลายมือปลายเท้าเย็น

           ประโยชน์ ดีต่อการปรับสมดุลร่างกาย มีฤทธิ์ร้อนช่วยให้ร่างกายอบอุ่น สารเคมีที่อยู่ในน้ำขิงช่วยปรับระดับสารไอโคซานอยด์ (Eicosanoid) ที่บรรเทาอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก นอกจากนี้ขิงยังมีสารที่ยับยั้งเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย โดยเฉพาะ H.Pyloriซึ่งเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดท้อง บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงตับอ่อน และช่วยย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงาน

          ข้อควรระวัง เนื่องจากน้ำขิงมีฤทธิ์ร้อนจึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นร้อนใน หากมีแผลร้อนในแผลจะหายช้า

ชาตะไคร้

ชาตะไคร้

     2. ชาตะไคร้(Lemongrass Tea) ตะไคร้เป็นพืชล้มลุกพบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปอเมริกาวิธีชงดื่มใช้ได้ทั้งชนิดนำลำต้นสดมาต้มชงดื่ม และชนิดผงชงพร้อมดื่ม ตะไคร้ประกอบด้วยเกลือแร่หลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก

          ประโยชน์ช่วยขับปัสสาวะ เนื่องจากช่วยขับปัสสาวะจึงช่วยเพิ่มการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วยขับเหงื่อ บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ บรรเทาอาการเวียนศีรษะ ช่วยต้านมะเร็งต้านการอักเสบจึงบรรเทาอาการปวดข้อ

          ข้อควรระวัง ระมัดระวังการใช้ต้นสดเพราะตะไคร้ยังแบ่งเป็นชนิดรับประทาน และตะไคร้หอม แต่ยังไม่พบพิษรุนแรงจากการรับประทานตะไคร้

     3. ชากระชายดำ (Black Galingale Tea) กระชายดำเป็นพืชล้มลุกได้ชื่อว่าเป็นโสมไทย พบมากในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นชาในกลุ่มให้ฤทธิ์ร้อน ประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)รวมทั้งมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านเชื้อมาลาเรีย ต้านการอักเสบ

          ประโยชน์ ชาในกลุ่มนี้จะช่วยลดอาการอืดเฟ้อ ขับลม ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานบำรุงหัวใจช่วยให้เลือดไหลเวียนดีบรรเทาอาการปวดข้อ ป้องกันโรคสมองเสื่อม

          ข้อควรระวัง ยังไม่มีการวิจัยพบพิษเฉียบพลันและพิษระยะยาว แต่อาจทำให้มีอาการใจสั่นได้บ้าง หากดื่มติดต่อกันนานอาจทำให้เหงือกร่น อาจมีผลกับตับจึงควรสับเปลี่ยนการดื่มชาสมุนไพรบ้าง

ชามะตูม

ชามะตูม

     4. ชามะตูม(Bael Fruit Tea) มะตูมเป็นไม้ยืนต้น พบมากที่ประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรสฝาดเย็นเหมาะกับเป็นเครื่องดื่มฤดูร้อน ประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์(Flavonoid) วิตามิน ซี (Vitamin C) ไทอามีน (Thiamine)ไนอาซิน(Niacin)

          ประโยชน์ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ร้อนใน บรรเทาอาการปวดบิด ท้องเสียป้องกันอาการปลายมือ ปลายเท้าชาจากการขาดวิตามิน ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งไทรอยด์

          ข้อควรระวัง ไม่พบพิษเฉียบพลัน แต่ไม่ควรดื่มน้ำมะตูมเข้มข้นติดต่อกันนานเพราะส่งผลต่อตับและไต

ชาใบเตย

ชาใบเตย

     5. ชาใบเตย(Pandans Tea) ใบเตยเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพืชหอม แม้จะผ่านความร้อนกลิ่นก็ยังหอมละมุนอยู่ เหมาะกับดื่มในฤดูร้อนเพราะให้รสหอมเย็น ประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน (Beta carotene)

          ประโยชน์ มีสรรพคุณดับพิษไข้ แก้อาการอ่อนเพลียเหมาะสำหรับดื่มในฤดูร้อน ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะบรรเทาอาการอ่อนเพลีย

          ข้อควรระวัง ยังไม่พบว่ามีพิษทั้งแบบเฉียบพลันและระยะยาว เป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง

ชาใบบัวบก

ชาใบบัวบก

     6.ชาบัวบก (Gotu kolaTea) ใบบัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่รู้จักกันมานานและแพร่หลายทั่วโลก รับประทานได้ทั้งชนิดน้ำคั้นสดนำมาต้มและชนิดผงชงดื่มประกอบด้วยสารไตรเตอพีนอยด์ (Triterpenoid) สารกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบในร่างกาย

          ประโยชน์ ต้านการอักเสบในร่างกายจึงบรรเทาอาการปวดข้อต่างๆ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) มีสารอะเชียติโคไซด์ (Asiaticoside) มีฤทธิ์ช่วยให้แผลหายเร็ว จึงช่วยสมานแผล ขับปัสสาวะ ขับนิ่วช่วยเพิ่มการไหลเวียนหลอดเลือดส่วนปลาย บรรเทาอาการโรคบิด ท้องเสีย

          ข้อควรระวัง ชาใบบัวบกไม่เหมาะกับคนธาตุเย็น หรือมีอาการท้องอืดบ่อยๆ

ชามะลิ

ชามะลิ

     7. ชามะลิ (Jasmine Tea) มะลิพบมากในประเทศจีน อินเดีย มาเลเซีย และไทย เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็กเป็นอีกหนึ่งชาที่ให้กลิ่นหอมเย็น เราเห็นดอกมะลิบ่อยๆในพวงมาลัยแต่มีน้อยคนจะทราบว่ามะลิจัดเป็นสุคนธบำบัดมะลิแห้งประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์

          ประโยชน์ ช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับดี นอกจากนี้ยังเป็นชาที่ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล (Cholesterol)ในเส้นเลือดขยายหลอดเลือด ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุ

          ข้อควรระวัง ไม่เหมาะกับคนธาตุเย็นเพราะจะทำให้อืดท้อง ยังไม่พบพิษแบบเฉียบพลัน แต่ในปัจจุบันต้องระมัดระวังดอกมะลิที่ซื้อมาเพราะอาจมีสารฆ่าแมลงติดมา

ชากุหลาบ

ชากุหลาบ

     8. ชากุหลาบ (Rose Tea)กุหลาบเป็นดอกไม้ที่อยู่คู่โลกมากนาน ประวัติเป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏมาเมื่อห้าพันปี สมันราชวงค์ฮั่น ประเทศจีน แค่พูดชื่อกุหลาบกลิ่นหอมก็ลอยมาแล้ว เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันทั่วโลก ดอกสวยงามและหอมตรึงใจ แต่จริงๆแล้วกุหลาบมีดีกว่ากลิ่นหอมยิ่งมาอยู่ในรูปชาสรรพคุณยิ่งน่าลองดื่ม กลีบกุหลาบอุดมด้วยวิตามิน ซี (Vitamin C) วิตามิน บี (Vitamin B) วิตามิน เค(Vitamin K) แคโรทีน (Carotene) แคลเซียม (Calcium)โปแทสเซียม(Potassium) ทองแดง(Copper)

          ประโยชน์ บรรเทาอาการเจ็บคอ หลอดลมอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด เหมาะกับผู้ที่เป็นไทรอยด์เพราะมีแร่ธาตุที่กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้สมดุล

          ข้อควรระวัง ไม่พบพิษเฉียบพลัน แต่ต้องระวังหากเป็นกุหลาบที่ซื้อมาทำชาเองเพราะอาจมีสารฆ่าแมลงติดมา

ชาดอกบัว

ดอกบัว

     9. ชาดอกบัว (Lotus Tea) ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่มีสรรพคุณมากมาย พบกระจายไปทั่วโลกบริเวณที่อยู่ในเขตอบอุ่นประกอบด้วยสารกลุ่มฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant)

          ประโยชน์ บำรุงหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือดลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ยับยั้งการเติบโตของเชื้อจุลชีพ

          ข้อควรระวัง ไม่เหมาะกับคนธาตุเย็นเพราะอาจจะทำให้อืดท้อง

ชากระเจี๊ยบ

ชากระเจี๊ยบ

     10. ชากระเจี๊ยบ (Roselle Tea)กระเจี๊ยบเพิ่งนำมาปลูกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2510 เป็นพืชที่พบมากในแถบแอฟริกาใช้ได้ทั้งชนิดสด ชนิดแห้งและชนิดผงสกัดพร้อมดื่มประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)ในกลุ่มแอนโธไซยานิน(Anthocyanin)

          ประโยชน์ มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดไข้ ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเลือดอีกทั้งยับยั้งการเกิดแบคทีเรียในช่องปากจึงช่วยให้แผลร้อนในหายเร็ว ลดการเกิดกลิ่นในช่องปาก

          ข้อควรระวัง ไม่พบข้อมูลการเกิดพิษ แต่ถ้าเป็นกระเจี๊ยบตากแห้งก่อนนำมาต้มหรือชงดื่มให้ระวังเชื้อราที่ติดมา

     11. ชาใบมะรุม(Drumstick Tree Tea)เป็นไม้ยืนต้นที่พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยวิตามิน เอ (Vitamin A) วิตามิน ซี (Vitamin C)โพแทเซียม (Potassium) และแคลเซียม (Calcium) สูงรวมทั้งสารในกลุ่มไนอะซิน (Niacin) ที่มีผลในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ

          ประโยชน์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันมะเร็ง บำรุงสายตาช่วยให้นอนหลับสบายควบคุมความดันโลหิต ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ

          ข้อควรระวัง มีสารโพแทสเซียมสูงไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม หรือไตวายชามะรุมให้ดื่มในขนาดเจือจาง เพราะหากดื่มในขนาดเข้มข้นอาจทำให้ตับอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบได้ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง

ชาใบหม่อน

ชาใบหม่อน

     12. ชาใบหม่อน (Morus Tea) หม่อนปลูกครั้งแรกในประเทศจีน ก่อนจะนำมาปลูกบริเวณภาคเหนือของไทยหม่อนเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ทั้งต้น นอกจากผลจะใช้รับประทานสดได้แล้ว ใบหม่อนยังทำเป็นชาได้ชาใบหม่อนผ่านการวิจัยสรรพคุณมาแล้วว่าประกอบด้วย กรดอะมิโน (Amino acid) ที่จำเป็นหลายชนิด สารไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) รวมทั้งเกลือแร่ โปแทสเซียม(Potassium)โซเดียม (Sodium) แมกนีเซียม (Magnesium) สังกะสี (Zinc) เหล็ก (Iron)

          ประโยชน์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดระดับน้ำตาล ควบคุมความดันให้ปกติ ขับปัสสาวะ

          ข้อควรระวัง ยังไม่พบการเกิดพิษจากชาใบหม่อน ควรเก็บชาไว้ในที่แห้งเพื่อป้องกันการขึ้นราที่อาจทำให้เกิดพิษเมื่อนำมาบริโภค

ชาดอกคำฝอย

ชาดอกคำฝอย

     13. ชาดอกคำฝอย เป็นพืชที่มีมากในบริเวณประเทศตะวันออกกลาง และภาคเหนือของประเทศไทย สรรพคุณเด่นในเรื่องลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงเลือด บรรเทาปวดรอบเดือนในสตรี

          ประโยชน์ ดอกคำฝอยอุดมไปด้วยกรดไลโนเลอิค (Linoleic acid) ที่ช่วยลดไขมันเลวทั้งคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride) ทั้งยังช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจ ลดความอยากอาหาร

          ข้อควรระวัง ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาที่เกี่ยวกับลดภาวะเลือดหนืดไม่ควรรับประทานเพราะจะเสริมฤทธิ์กัน

ฮ่อสะพายควาย

ฮ่อสะพายควาย

     14. ชาฮ่อสะพายควาย หรือกำลังช้างสาร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Suregada multiflorum Baill เป็นสมุนไพรที่แพร่พันธุ์ได้ดีบริเวณประเทศจีนตอนล่างประเทศลาวบางส่วน และภาคเหนือของประเทศไทย นิยมนำมาต้มเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังในกลุ่มนายพรานเมื่อต้องเดินทางในป่า ขณะนี้กำลังมีการค้นคว้าหาสารที่มีประโยชน์ในฮ่อสะพายควาย

          ประโยชน์ แน่นอนว่าเป็นสมุนไพรที่นิยมในหมู่นายพรานจึงช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย บำรุงกำลัง ลดอาการอ่อนล้า

          ข้อควรระวัง ยังไม่พบอาการพิษเฉียบพลันและพิษระยะยาว แต่ให้ระวังในขั้นตอนการเก็บแห้งเพื่อป้องกันเชื้อรา

     จะเห็นว่านอกจากชานำเข้าที่เรานิยมนำมาดื่มกันแล้ว ยังมีชาสมุนไพรแบบไทยๆที่มีกลิ่นกลมกล่อมถูกใจคนไทย อีกทั้งมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายมากมายจนเราไม่ควรมองข้าม แต่อย่างไรก็ดีการรับประทานอาหารซ้ำๆหรือในปริมาณมากเกินไปล้วนไม่ดีทั้งนั้น หากนิยมดื่มชาสมุนไพรแบบไทยๆควรลองเปลี่ยนชนิดไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันการเกิดโทษหรืออาการข้างเคียง ชาแบบไทยๆก็เหมาะกับประเทศไทย เพียงแต่เราเลือกดื่มให้เหมาะกับฤดูกาล เท่านี้เราก็จะมีชาสมุนไพรราคาแบบไทยๆไว้ให้เลือกดื่มมากมายไม่แพ้ชานำเข้าราคาแพงแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น