คอลลาเจนผง เส้นใยชะลอความแก่

คอลลาเจนผง ชะลอความแก่

     เรารู้จักคอลลาเจน (Collagen) กันมานับสิบปี เรียกว่าเป็นคำฮอตฮิตของคนที่อยากชะลอวัย และอยากมีผิวเรียบเนียนเต่งตึง ปัจจุบันไม่ว่าอาหาร กาแฟ ชา ครีม หรือแม้กระทั่งขนมต่างก็โฆษณาว่ามีส่วนผสมของคอลลาเจนเพื่อเป็นจุดขาย แล้วเจ้าคอลลาเจนมันสำคัญขนาดที่ต้องมาแทรกซึมเป็นส่วนประกอบกับทุกสิ่งในชีวิตเราเลยหรือ

     จริงๆแล้วคอลลาเจนเป็นเส้นใยโปรตีน ที่ประกอบด้วยเส้นใยของกรดอะมิโน (Amino acid) หลายสาย เส้นใยเหล่านี้จะสานรวมกันเป็นร่างแหเพื่อพยุงกล้ามเนื้อให้แข็งแรง (Connective tissue proper) พบมากที่ผิวหนังชั้นกลางหรือชั้นหนังแท้ (Dermis) จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผิวไม่หย่อนคล้อย ซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่ก่อนวัย ปกติร่างกายเราสามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้เอง แต่จะเริ่มลดลงเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ปีละประมาณ 1% และลดลงมากกว่าครึ่งเมื่ออายุ 40 ปี ซึ่งวัยนี้ผิวพรรณจะเริ่มขาดความยืดหยุ่น เพราะคอลลาเจนลดลงทำให้ผิวไม่เต่งตึงและเกิดริ้วรอยได้ง่าย ปัจจุบันจึงมีการสกัดคอลลาเจนออกมาในรูปแบบต่างๆ ทั้งชนิดเม็ดสกัด ชนิดฉีด และชนิดผงสกัดละลายน้ำ บทความนี้จะนำคุณไปรู้จักกับคอลลาเจนชนิดผงสกัดกัน

คอลลาเจนผงสกัด

คอลลาเจนผงสกัด

     เราพบคอลลาเจนชนิดผงสกัดที่ขายตามท้องตลาด หรือร้านขายยาอยู่หลายชนิด เพราะเป็นชนิดที่รับประทานง่ายที่สุดในปริมาณมิลลิกรัมที่สูง จนอาจทำให้เราสับสนว่าถ้าเราอยากรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมคอลลาเจนให้ผิวเรียบเนียนเต่งตึง เราควรเลือกชนิดไหนจึงจะมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากที่สุด

วิธีการเลือกซื้อคอลลาเจนผงสกัด

     1. แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์นั้นต้องเชื่อถือได้ ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา การโฆษณาควรผ่านสื่อที่น่าเชื่อถือตรวจสอบได้ ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่มาในรูปผงสกัดเราไม่มีทางรู้เลยว่าผลิตภัณฑ์นั้นประกอบด้วยสารอะไร และจะมีอันตรายกับเราหรือไม่

     2. มีวันที่ผลิต วันหมดอายุ และสถานที่ตั้งชัดเจน เพื่อการตรวจสอบและหาคนรับผิดชอบกรณีเกิดอาการแพ้หรือมีปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่แตกร้าว หรือฉีกขาด

     3. จำนวนมิลลิกรัมไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัม เพราะจำนวนมิลลิกรัมของคอลลาเจนที่มากกว่านี้ ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเนื่องจากปริมาณที่เกินความต้องการจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ

     4. ส่วนประกอบที่ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ต้องชัดเจนว่าผสมอะไรบ้าง เช่น วิตามินซี (Vitamin C) วิตามินอี (Vitamin E) โคเอ็นไซม์ คิว เท็น (Co-Enzyme Q 10)ที่ต้องระบุชัดเจนเพราะในบางคนอาจมีอาการแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ แม้แต่ผงคอลลาเจนเองก็ต้องบอกชัดเจนว่าสกัดมาจากปลาทะเล ถั่วเหลือง หรือสารสกัดอะไรเพื่อป้องกันการแพ้ในผู้บริโภค

     5. อ่านส่วนประกอบว่ามีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเท่าไหร่ เพราะคอลลาเจนชนิดผงมักมาในรูปรสต่างๆ เช่น รสส้ม รสสตรอเบอร์รี่ รสองุ่น และสิ่งที่ปนมาในรูปรสเหล่านี้ คือ น้ำตาลที่ไม่เป็นผลดีกับผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก จะให้ดีควรเลือกชนิดที่ไม่ผสมน้ำตาล

     6. ต้องไม่มีสารประกอบที่ก่อโทษ เช่น สารกันบูด สารสเตอรอยด์ ข้อนี้อาจสังเกตยาก แต่หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. จะเป็นการตรวจสอบในชั้นต้นอีกทาง

     7. ผลิตภัณฑ์นั้นต้องไม่โฆษณาเกินจริง ในปัจจุบันข้อห้ามข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ ห้ามโฆษณาเกินความจริง หรือชี้นำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีเกินจริง มีการโฆษณาสรรพคุณของคอลลาเจนในเรื่องช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส หากผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนประกอบของวิตามินซี หรือกลูต้าไธโอน ให้สันนิษฐานว่ามีการโฆษณาเกินจริง หรืออาจใส่สารผสมที่เป็นอันตราย เช่น สเตอรอยด์ เพราะคอลลาเจนช่วยในเรื่องผิวเรียบเนียน เต่งตึง ลดรอยดำ แต่ไม่ช่วยในเรื่องผิวขาวมากนัก

     ปริมาณคอลลาเจนที่แนะนำให้รับประทานเสริมในแต่ละวันอยู่ที่ 2,000-5,000 มิลลิกรัม และไม่เกิน 10,000 มิลลิกรัม ควรรับประทานทุกวันและจะเห็นผลในเรื่องผิวกระชับในสัปดาห์ที่ 6 ขึ้นไป

     ก่อนจะซื้อคอลลาเจนมารับประทานมีข้อห้ามในคนที่แพ้อาหารบางประเภท คือ ในผู้ที่แพ้ถั่วเหลือง อาหารทะเล ไข่ นมวัว หรือเจลาติน เพราะคอลลาเจนสกัดส่วนใหญ่มาจากอาหารเหล่านี้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี คอลลาเจนก็ไม่จำเป็น เพราะถึงรับประทานเข้าไปก็ถูกขับออกหมดทางเหงื่อและปัสสาวะ

     ครั้งต่อไปก่อนซื้อคอลลาเจนผงสกัด อย่าลืมอ่านฉลากคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ เพื่อหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและให้ประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด

แสดงความคิดเห็น