ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน และแคลเซียม

     โรคกระดูกพรุนรักษาได้อย่างไร

     ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่แนะนำให้ใช้ในการรักษาซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามสภาวะของโรคและอาการของผู้ป่วยแต่ละคน แต่ยาชนิดหนึ่งที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยทุกคนถ้าไม่มีข้อห้ามใช้นั่นคือแคลเซียมโดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของกระดูกทำให้กระดูกแข็งแรงนอกจากนี้ยังช่วยในการคงระดับแคลเซียมตามที่ร่างกายต้องการทำให้ไม่เกิดการสลายกระดูกอันเนื่องมาจากภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำทั้งนี้ขนาดยาที่แนะนำคือรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมและแนะนำให้รับประทานวิตามินดี 400 – 800 ยูนิตร่วมด้วย

     โรคกระดูกพรุนมีวิธีป้องกันหรือไม่

     การป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดคือการทำให้กระดูกมีความแข็งแรงซึ่งต้องเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กนั่นคือจะต้องมีการเสริมสร้างมวลกระดูกตั้งแต่เด็กเพื่อการเจริญเติบโตและทำให้มวลกระดูกมีค่าสูงสุดในช่วงอายุที่ควรมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงที่สุดซึ่งจะเป็นการสะสมต้นทุนให้กระดูกแข็งแรงและมีคุณภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่หลังจากนั้นเมื่อเริ่มมีความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงอย่างช้าๆก็ควรทำการเสริมสร้างกระดูกเพื่อทดแทนการสูญเสียและในที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยทองหรือวัยสูงอายุการเสริมมวลกระดูกยิ่งมีความจำเป็นเพราะมวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลงอย่างรวดเร็วและจะลดลงอย่างต่อเนื่องในวัยสูงอายุยิ่งไปกว่านั้นผู้สูงอายุมีความเสื่อมถอยของร่างกายมีโรคประจำตัวและใช้ยาหลายชนิดจึงมีโอกาสหกล้มง่ายและเกิดกระดูกหักได้บ่อย

     ดังนั้นข้อที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน คือ

          1. ออกกำลังกายโดยการลงน้ำหนักและมีการใช้แรงต้านเช่นวิ่งเหยาะเดินสลับวิ่งเต้นแอโรบิกเดินขึ้นบันไดยกน้ำหนักวอลเลย์บอลฟุตบอลบาสเกตบอลกระโดดเชือกเป็นต้นในกรณีผู้สูงอายุไม่ควรวิ่งหรือเล่นกีฬาหนักๆแต่ควรออกกำลังกายที่เบาลงได้แก่เดินเร็วๆเดินขึ้นบันไดรำมวยจีนและควรออกกำลังกายครั้งละอย่างน้อย 30 นาทีสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

          2. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมตามคำแนะนำของกรมอนามัยโดยให้ได้แคลเซียม 800มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 50 ปีและ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ที่มีอายุ51 ปีขึ้นไป

          3. หากไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมได้มากพอก็ให้รับประทานยาเม็ดแคลเซียมแทนหรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

          4. รับแสงแดดอย่างพอเพียงเพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีซึ่งจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้มีรายงานว่าการรับแสงแดดเพียง 30 นาทีผิวหนังจะสามารถสร้างวิตามินดีให้กับร่างกายได้ถึง200 ยูนิตโดยเวลาที่เหมาะสมคือ 8.00 – 10.00 น. และ 15.00 – 17.00 น.

          5. ลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

          6. ปรับวิถีชีวิตให้มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายเช่นการเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์

          7. ควบคุมโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

          8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

          9. ปรับสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโอกาสการหกล้มเช่นเก็บสายไฟไม่ให้เกะกะตามพื้นเพื่อมิให้สะดุดสายไฟเช็ดพื้นที่เปียกน้ำทันทีติดแผ่นยางกันลื่นในพื้นห้องน้ำ เป็นต้น

แคลเซียม

แคลเซียม

     รับประทานแคลเซียมเท่าไหร่จึงจะพอดีสำหรับโรคกระดูกพรุน

     ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุคือวันละ 1,000 มิลลิกรัมหากรับประทานได้ตามนี้ก็จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้โดยควรแบ่งรับประทานมื้อละ 500 มิลลิกรัมแคลเซียมจึงจะถูกดูดซึมได้ดีหากจะรับประทานแคลเซียมเม็ดควรพิจารณาว่ายาเม็ดแคลเซียมนั้นอยู่ในรูปเกลือใดเพราะเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดให้ธาตุแคลเซียมได้ไม่เท่ากันเกลือที่ละลายดีกว่าก็จะถูกดูดซึมได้เร็วกว่า

     ปัญหาของการใช้แคลเซียม

     ปัญหาสำคัญของการรับประทานยาเม็ดแคลเซียมคือท้องผูก จึงต้องดื่มน้ำตามมากๆและรับประทานผลไม้ให้มากขึ้นแคลเซียมมีปฏิกิริยากับยาได้หลายชนิดเช่นยาต้านจุลชีพหลายๆ กลุ่มโดยจะทำให้ยาเหล่านี้ถูกดูดซึมน้อยลงจึงควรรับประทานยาเม็ดแคลเซียมให้ห่างจากยาอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

     แคลเซียมและประโยชน์ต่อโรคกระดูกพรุน

     โดยสรุปแคลเซียมยังคงมีประโยชน์กับโรคกระดูกพรุนสามารถนำมาใช้ในการป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้โดยควรได้รับแคลเซียมในขนาดที่เหมาะสมคือไม่เกินวันละ1,000 มิลลิกรัมและรับประทานแต่ละครั้งไม่เกิน 500 มิลลิกรัมอย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานในขนาดสูงกว่านี้เนื่องจากการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันว่าการรับประทานแคลเซียมขนาดสูงจะเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกจนถึงขนาดที่จะลดโอกาสการเกิดกระดูกหักได้

แสดงความคิดเห็น