การใช้ยาอย่างถูกวิธี

     ยาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สามารถใช้รักษาทำให้หายป่วยและร่างกายรู้สึกดีขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักไว้เสมอคือ ยาทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตรายเฉกเช่นเดียวกับที่มีคุณประโยชน์

     ฉะนั้นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของการใช้ยาคือ ทำอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์จากการใช้ยาและมีความปลอดภัยสูงที่สุด ซึ่งยาแต่ละชนิดก็มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน เช่น ยาทา ยาฉีด ยากิน เป็นต้น หากเราใช้ยาไม่ถูกต้อง หรือใช้โดยไม่ระมัดระวัง ประโยชน์ที่ได้รับจากยาย่อมได้ไม่เต็มที่

     นอกจากนี้อันตรายจากยา ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน เริ่มจากอาการไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงของยา ซึ่งมีทั้งที่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับหรือง่วงนอน จนกระทั่งรุนแรงถึงแก่ชีวิต เช่น การทำลายตับ หรือทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก เป็นต้น

     อันตรายจากยายังอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น เช่น เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างยาตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป (drug interaction) ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม (เช่น วิตามิน หรือ สมุนไพร) ที่รับประทานระหว่างการใช้ยา โดยอาจส่งผลให้ยาที่รับประทานบางชนิดมีประสิทธิภาพลดลงหรือออกฤทธิ์รุนแรงเกินไป เกิดผลข้างเคียงนอกเหนือความคาดหมาย หรืออาจเกิดสารเคมีตัวใหม่ที่มีอันตรายสูง อาจทำให้เกิดโรคอื่นแทรกซ้อนและทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นเราจึงควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยา จึงเป็นที่มาของบทความนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถที่จะศึกษาและปฏิบัติตนเพื่อลดอันตรายจากการใช้ยาได้และได้รับประโยชน์ที่สูงที่สุดจากการใช้ยา

     โดยมีหลักง่ายๆ ด้วยกัน 5 ข้อดังนี้ คือ

     1. ใช้ยาให้ถูกกับคน คือ ก่อนใช้ต้องดูให้ละเอียดก่อนใช้ว่า ยาชนิดใดใช้กับใคร เพศใด และ อายุเท่าใด เพราะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของคนแต่ละเพศ แต่ละวัยมีความแตกต่างกัน เช่น ในเด็กการตอบสนองต่อยาจะเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก ในสตรีมีครรภ์ยาหลายชนิดมีผลทำให้ทารกพิการได้ ในสตรีที่ให้นมบุตรก็ต้องระวังเพราะยาอาจถูกขับทางน้ำนมซึ่งจะส่งผลให้ทารกได้ ในผู้สูงอายุการทำลายยาโดยตับและไตจะช้ากว่าคนหนุ่มสาว

     2.ใช้ยาให้ถูกโรค คือ ใช้ยาให้ตรงกับโรคที่เป็น เราไม่ควรซื้อยาหรือใช้ยาตามคำบอกเล่าของคนอื่น หรือหลงเชื่อคำโฆษณา ควรจะให้แพทย์ หรือเภสัชกรเป็นคนจัดให้ เพราะหากใช้ยาไม่ถูกกับโรคอาจทำให้ได้รับอันตรายจากยานั้นได้ หรือไม่ได้ผลในการรักษา และยังอาจเกิดโรคอื่นแทรกซ้อนได้ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะทั้งที่โรคที่เป็นไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลย ซึ่งทำให้เชื้อโรคเกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้ในภายหลัง

     3.ใช้ยาให้ถูกเวลา เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ช่วงเวลาที่รับประทานยาจึงมีผลให้ยาออกฤทธิ์ได้แตกต่างกัน เช่น

          – การรับประทานยาก่อนอาหาร ต้องรับประทานยาก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ถึงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดี ถ้าลืมกินยาในช่วงดังกล่าวก็ให้รับประทานเมื่ออาหารมื้อนั้นผ่านไปแล้วอย่างน้อย 2ชั่วโมงเพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดี

          – การรับประทานยาหลังอาหารสามารถ รับประทานหลังอาหารได้ทันที

     4. ใช้ยาให้ถูกขนาด ควรรับประทานให้ถูกขนาดตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ จึงจะให้ผลดีในการรักษา ไม่ควรปรับเพิ่มหรือลดขนาดการใช้ยาเอง

     5. ใช้ยาให้ถูกวิธี เนื่องจากยามีหลากหลายชนิด จึงทำให้วิธีในการใช้ยามีความแตกต่างกัน เช่น

          – ยาใช้ทา ให้ทาเพียงบาง ๆ เฉพาะบริเวณที่เป็นหรือบริเวณที่มีอาการ ระวังอย่าให้ถูกน้ำล้างออกหรือ
ถูกเสื้อผ้าเช็ดออก

          – ยาเม็ดที่ให้เคี้ยวก่อนรับประทาน ได้แก่ ยาลดกรดและยาขับลมชนิดเม็ดทั้งนี้เพื่อให้เม็ดยาแตกเป็นชิ้นเล็ก จะได้มีผิวสัมผัสกับกรดหรือฟองอากาศในกระเพาะอาหารได้มากขึ้น

          – ยาที่ห้ามเคี้ยวให้กลืนลงไปเลย ยาดังกล่าวเป็นรูปแบบที่ ต้องการให้ยาเม็ดค่อยๆละลายทีละน้อย

          – ยาน้ำแขวนตะกอน (Suspension) เช่น ยาลดกรดต้องเขย่าขวดให้ ผงยาที่ตกตะกอนกระจายเป็นเนื้อเดียวกัน จึงรินยารับประทาน ถ้าเขย่าแล้วตะกอนยังไม่กระจายตัว แสดงว่ายานั้นเสื่อมคุณภาพแล้ว

          – ยาน้ำใส เช่น ยาน้ำเชื่อม ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ ถ้าเกิดผลึกขึ้น หรือเขย่าแล้วไม่ละลาย ไม่ควรนำมารับประทาน

     ยามีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์หากใช้ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจวิธีการใช้ยาเบื้องต้นให้ดีเพื่อจะได้รับประโยชน์จากยาสูงที่สุดโดยได้รับผลกระทบอื่นๆ จากยาให้น้อยที่สุด

แสดงความคิดเห็น