กาบามีประโยชน์อย่างไร

กาบา

     ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสารเสริมอาหารมีการโฆษณาออกมามากมาย บางชนิดมีประโยชน์ บางชนิดอาศัยสื่อโฆษณาจนมีประโยชน์ จนเราเลือกไม่ถูกว่าเราควรรับประทานสารเสริมอาหารตัวไหนดี สารตัวหนึ่งที่เราเห็นโฆษณาทางโทรทัศน์ทุกวันโดยที่ไปผสมกับอาหาร เครื่องดื่มอยู่บ่อยๆ นั่นคือ กาบา (GABA) ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าเจ้ากาบานี่คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร รู้เพียงว่าสื่อโฆษณาบอกมีส่วนผสมของกาบาก็น่าจะดี

     จริงๆแล้วกาบา (GABA) มีชื่อเต็มว่า แกมมา อะมิโนบิวทีริก แอซิด (Gamma-Aminobutyric acid) สารตัวนี้เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านทาน (Inhibitor) เพื่อรักษาความสมดุลของระบบสารสื่อประสาท ทำหน้าที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด สร้างสมดุลการพักผ่อน ช่วยให้นอนหลับสนิท

ประโยชน์ของสารกาบา

     1. เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ หากมีสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นมากเกินไปจะทำให้ร่างกายตื่นตัวตลอดจึงทำให้เครียดง่าย สารสื่อประสาทชนิดยับยั้งจะทำหน้าที่ต้านทานจึงทำให้ผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล นอกจากนี้ยังช่วยให้ความคิดความจำดี

     2. กระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Pituitary Gland) จากสมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary) ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่ส่งเสริมการเจริญเติบโต กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ และกระดูกโครงร่างของร่างกาย

     3. กระตุ้นการสร้างสารไลโปโทปิก (Lipotropic) ซึ่งเป็นสารป้องกันไขมันเกาะตัวในร่างกาย ลดการสะสมไขมันจึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้

     4. ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสารสื่อประสาท เช่น อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) พาร์กินสัน (Parkinson’s disease)

     5. ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ป้องกันการเกิดมะเร็ง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูง

     6. กระตุ้นการสร้างสารที่ช่วยป้องกันไขมันสะสม (Lipotropic) ช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ สร้างเนื้อเยื่อให้มีความกระชับ

     7. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น เลือดจึงไหลเวียนดีขึ้น จึงช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ

     8. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) กระตุ้นการสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นสารประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง (Heme)

แหล่งอาหารที่พบสารกาบา

     โดยปกติแล้วร่างกายของเราสามารถสร้างสารกาบาได้เองโดยการเปลี่ยนสารกลูตาเมต (Glutamate) ในสมองสังเคราะห์เป็นสารกาบา สารเหล่านี้พบมากในระบบประสาทส่วนกลาง แต่สารกลูตาเมตที่พบในอาหารที่ใช้เป็นสารตั้งต้นการสังเคราะห์สารกาบาก็มีความแปรปรวนตามอาหารที่เรารับประทานเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราลองมาศึกษาแหล่งอาหารที่มีสารกาบาสูง ได้แก่

     1. ก่อนจะกล่าวถึงอาหารที่อุดมด้วยสารกาบา เราลองมาดูอาหารที่อุดมด้วยสารกลูตาเมตที่เป็นสารตั้งต้นการสังเคราะห์สารกาบาเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ สาหร่าย เนยแข็ง ชีส มะเขือเทศ หอยพัด ข้าวโพด ถั่วเขียว เป็นแหล่งอาหารอุดมด้วยสารกลูตาเมต

     2. ข้าวกล้องงอกที่กำลังได้รับความนิยมขณะนี้ มีทั้งชนิดที่ต้มรับประทานเอง และชนิดบรรจุขวดหรือกล่องพร้อมดื่ม ถึงแม้ข้าวกล้องงอกจะมีประโยชน์เพราะเป็นแหล่งของสารกาบา แต่ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยง หรือบริโภคแต่น้อย เพราะในยอดผักต่างๆ อุดมไปด้วยสารพิวรีน (Purine) ที่จะแปลงเป็นกรดยูริก (Uric acid) ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณข้อต่างๆ

     3. ชนิดสังเคราะห์และผสมเพิ่มในอาหารต่างๆ เช่น นม ขนม หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์สกัดบรรจุเม็ดพร้อมรับประทาน

     ยังไม่มีการศึกษาว่าคนเราต้องการสารกาบาวันละเท่าไหร่เพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ความจำดี แต่มีการศึกษาว่าร่างกายของเราต้องการสารกลูตาเมตที่ใช้เป็นสารตั้งต้นการสังเคราะห์สารกาบา 10-20 กรัม โดยคิดจากน้ำหนักของอาหารที่สารนี้ไปผสมอยู่เลย นอกจากนี้ยังมีสารการบาชนิดสกัดเม็ดออกวางจำหน่าย โดยเน้นที่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินซัน และผู้มีปัญหาการนอนหลับ วิธีการเลือกซื้อ คือ

     1. ต้องมีฉลากแสดงวันที่ผลิต วันหมดอายุ สถานที่ผลิต ตลอดจนเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้แสดงไว้อย่างชัดเจน
     2. บรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่แตกหัก หรือบุบ
     3. ผลิตภัณฑ์กาบาสกัดชนิดเม็ดเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ต้องผ่านการรับรองจาก FDA (Food and Drug Administration) ของประเทศนั้นด้วย
     4. แสดงจำนวนมิลลิกรัมชัดเจน ปกติสารกาบาสกัดจะมีขนาด 250 -1,500 มิลลิกรัม ต้องระบุวิธีและขนาดรับประทานเพื่อป้องกันอาการข้างเคียง

ข้อควรระวัง

     1. มีการศึกษาการเกิดพิษเฉียบพลันและพิษระยะยาวว่ายังไม่มีรายงานการเกิดพิษจากการรับประทานผลิตภัณฑ์สารกาบาสกัด
     2. อาจมีอาการข้างเคียง คือ หัวใจเต้นเร็ว มีหน้าแดง คอแดง ถ้ามีอาการมากให้หยุดรับประทาน
     3. อาการง่วงนอน หากรับประทานไปนานๆ ให้ระมัดระวังการทำงานกับเครื่องจักร และการขับรถ
     4. หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ไม่ควรรับประทาน

     อย่างไรก็ดีนอกจากผลิตภัณฑ์กาบาสกัดชนิดเม็ดที่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ปัจจุบันยังมีการเติมสารกาบาลงไปในอาหารหลายชนิด เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง นมข้าวโพด ซึ่งการรับประทานผลิตภัณฑ์ประเภทหลังมีความปลอดภัยสูง ยกเว้นผู้ที่มีอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ หากเราไม่ได้มีภาวะ ทุพโภชนาการ หรืออยู่ในแหล่งที่ขาดอาหาร การเลือกรับประทานอาหารที่เติมสารกาบาจึงปลอดภัย นอกจากนี้ในอาหารหลายชนิดก็มีสารกลูตาเมต ซึ่งเป็นสารตั้งต้นการสังเคราะห์กาบา เพราะฉะนั้นอย่าลืมรับประทานอาหารให้หลากหลายก็ช่วยประหยัดค่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและได้สารอาหารครบได้เช่นกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น