กลูต้าไธโอนตัวช่วยผิวขาวใส

กลูต้าไธโอนตัวช่วยผิวขาวใส

     ในยุคสมัยที่คนเรามีค่าเฉลี่ยอายุยืนมากกว่าคนสมัยโบราณ เป็นเรื่องธรรมดาที่นอกจากเราจะต้องการมีสุขภาพกายที่ดีแล้วเรายังต้องการคงความเป็นหนุ่มสาวไว้ไห้นานที่สุดเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่ยืนยาวได้เต็มที่ มีการวิจัยพบว่าสาเหตุหนึ่งของความชราภาพ (Aging) คือ การเสียสมดุลของสารกลูต้าไธโอน (Glutathione) ที่อยู่ในเซลล์ร่างกาย และในทางตรงข้ามกันการวิจัยพบว่าการคงความสมดุลของกลูต้าไธโอนไว้จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีทั้งสุขภาพกาย และคงความเป็นหนุ่มสาวให้ยาวนาน

สารกลูต้าไธโอน (Glutathione)

สารกลูต้าไธโอน (Glutathione)

     กลูต้าไธโอน เป็นสารชีวสังเคราะห์ (Biosynthesis) คือ สารที่สิ่งมีชีวิตสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ประกอบด้วยกรดอะมิโน (Amino acid) 3 ชนิด คือ ซิสเทอีน (Cysteine) กรดกลูตามิก (Glutamic acid) และไกลซีน (Glycine) เรียกรวมกันว่าไตรเพปไทด์ (Tripeptides) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญของร่างกายผลิตได้เองและสามารถรับมาเพิ่มจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้เช่นกัน กลูต้าไธโอนพบในทุกเซลล์ของร่างกาย พบมากในเซลล์ตับ มีหน้าที่หลักอยู่ 4 ประการ คือ 1. กำจัดสารพิษ 2. ต้านอนุมูลอิสระ 3. รักษาสมดุลแลกเปลี่ยนกลุ่มไทออล (ThiolExchange) ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บกรดซิสเทอีน และ 4. เป็นโคแฟกเตอร์ (Co-factor) ให้กับเอ็นไซม์ (Enzyme) ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลูต้าไธโอนจึงเป็นสารชีวสังเคราะห์ที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่เป็นอันดับต้นๆของคนเรา

ประโยชน์ของกลูต้าไธโอน

     1. กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ชะลอวัย ทำให้แก่ช้า โดยปกติร่างกายจะเปลี่ยนกลูต้าไธโอนเป็น Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยให้ร่างกายและผิวพรรณคงความสดใสไร้ริ้วรอย
     2. ช่วยให้ผิวใสขาวกระจ่างขึ้น โดยกลไกของกลูต้าไธโอนจะไปยับยั้งการสร้างเอ็นไซม์ Tyrosinase ที่เป็นตัวสร้างเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสี ทำให้เม็ดสีมีจำนวนลดลงจึงลดการเกิดกระ ฝ้า และทำให้ผิวขาว กระจ่างขึ้น
     3. ช่วยขับสารพิษออกจากตับ และร่างกาย (Detoxification) สารพิษนี้มีทั้งโลหะหนักที่เราเผลอรับประทานเข้าไป เช่น สารฆ่าแมลงในผัก ผลไม้ สารกันบูดในอาหาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาที่เรารับประทานเป็นประจำ โดยกลูต้าไธโอนจะช่วยสร้าง Glutathione-S-Transferase เป็นตัวช่วยขับสารพิษเหล่านี้ออกจากเซลล์
     4. กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง (Immune Enhancer) โดยจะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวที่ชื่อ Neutrophils ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซม DNA (Deoxyribonucleic acid) ซึ่งเป็นศูนย์รวมรหัสพันธุกรรมไม่ให้วางโครงสร้างผิดแปลกไปจึงช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

นอกจากประโยชน์ที่เรามักพูดถึงแล้วกลูต้าไธโอนยังมีโทษหากเราใช้ไม่ถูกต้อง

     1. แน่นอนว่ากลูต้าไธโอนที่อันตรายที่สุด คือ กลูต้าไธโอนในรูปแบบฉีดเข้าเส้นเลือด เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ความดันโลหิตต่ำ เวียนศีรษะ หน้ามืด การใช้สารชนิดนี้ฉีดเข้าร่างกายจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ห้ามนำมาฉีดเอง
     2. ส่วนกลูต้าไธโอนชนิดรับประทานจะก่ออาการแพ้หรืออาการข้างเคียงได้น้อยกว่า อาจพบอาการได้บ้าง เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ
     3. สำหรับผู้ที่ใช้กลูต้าไธโอนมาเป็นเวลานานจะทำให้จอตารับแสงได้น้อยและมีปัญหาในการมองเห็น เนื่องจากจอตามีสารเมลานินเช่นกัน เมื่อใช้กลูต้าไธโอนไปนานๆ เม็ดสีที่จอตาจะลดลง วารสารการแพทย์ประเทศสหรัฐอเมริกาจัดให้กลูต้าไธโอนเป็นสารที่มีผลข้างเคียงต่อตา

     อย่างที่ทราบว่ากลูต้าไธโอนนั้นร่างกายเราสามารถผลิตเองได้แต่ก็มีสารบางชนิดหรือบางสภาวะของร่างกายรบกวนการทำงานของกลูต้าไธโอน ทำให้ระดับกลูต้าไธโอนลดลงเพราะสารหรือสภาวะเหล่านี้รบกวนการทำงานของตับแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

     1. บุหรี่ (Cigarette) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ยาโดยเฉพาะพาราเซตามอล(Paracetamol) คาเฟอีน (Caffeine) ที่สารดังกล่าวลดการทำงานของกลูต้าไธโอน เพราะสารต่างๆเหล่านี้จะถูกนำไปทำลายที่ตับ เมื่อของเสียหลายชนิดรวมกันมากๆ และบ่อยครั้ง ระบบการทำงานของตับจะเริ่มเสื่อมทำให้ระดับกลูต้าไธโอนในเซลล์ตับลดลง
     2. การออกกำลังกายที่หนักหน่วงเกินไป เพราะการออกกำลังกายอย่างหนักในแต่ละครั้ง จะสูญเสียพลังงานที่ผลิตจากตับจนสารอาหารที่ตับอาจหมดไป ทำให้ตับต้องไปดึงสารอาหารจากแหล่งอื่นมาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนให้ร่างกาย พอหลายครั้งเข้าของเสียจากการเปลี่ยนพลังงานจะเกาะที่ตับ เช่น ไขมันในตับ ทำให้ตับสูญเสียกลูต้าไธโอนไป นอกจากนี้การออกกำลังกายโดยที่ร่างกายได้รับพลังงานไม่พอ ไม่มีแหล่งอาหารใหม่ให้นำมาใช้จะส่งผลต่อตับได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในผู้ที่อดอาหารเพื่อลดความอ้วน

     นอกจากนี้ยังพบปัจจัยตามธรรมชาติของร่างกายที่ทำให้ระดับกลูต้าไธโอนลดลงนั่น คือ อายุที่มากขึ้นทำให้เซลล์ร่างกายต้องรับอนุมูลอิสระบ่อยขึ้นเซลล์เสื่อมลงเร็ว ระดับกลูต้าไธโอนก็ลดลงตาม หรือสภาวะการเจ็บป่วยติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคตับอักเสบ โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ต่างมีส่วนให้ระดับกลูต้าไธโอนถูกนำมาใช้สูงขึ้นจนปริมาณกลูต้าไธโอนในเซลล์ลดลง

การนำกลูต้าไธโอนสกัดมาใช้ แบ่งเป็น 3 รูปแบบ

     1. กลูต้าไธโอนชนิดรับประทานมีทั้งชนิดเม็ดและชนิดผง สำหรับในประเทศไทยองค์การอาหาร และยามีการอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนกลูต้าไธโอนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยารักษาโรคและทั้งนี้ผู้บริโภค ต้องเข้าใจด้วยว่ากลูต้าไธโอนเป็นสารโมเลกุลใหญ่ไม่สามารถดูดซึมเข้าเซลล์ได้โดยตรง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้จึงเป็นเพียงสารตั้งต้นในการสังเคราะห์กลูต้าไธโอนนั่นคือ เอ็นอะซิติลซีสเทอีน (N-acetyl-cysteine) ซึ่งเป็นสารที่ดูดซึมเข้าในระบบทางเดินอาหารได้ง่ายและรวดเร็วก่อนที่จะไปรวมกับกรดกลูตามิกและไกลซีนผลิตเป็นกลูต้าไธโอน มีการวิจัยเรื่องการใช้กลูต้าไธโอนเพื่อผิวขาว พบว่า การรับประทานกลูต้าไธโอนสกัดวันละ 1,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนจะช่วยลดสีผิว ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลมีประสิทธิภาพที่สุดควรรับประทานขณะท้องว่าง หรือก่อนมื้ออาหาร 30 นาที และควรรับประทานร่วมกับวิตามินซี (Vitamin C) หรือวิตามินอี (Vitamin E) เพื่อให้ร่างกายนำสารกลุ่มนี้ไปใช้ประสานกันส่งเสริมประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเมลานินด้วย
     2. กลูต้าไธโอนที่ผสมในครีม จากเหตุผลเดียวกันกับกลูต้าไธโอนชนิดรับประทาน เนื่องจากสารตัวนี้มีขนาดโมเลกุลใหญ่จึงไม่สามารถซึมผ่านผิวลงไปเพื่อปรับให้ผิวขาวได้แม้จะอยู่ในรูปของสารตั้งต้นก็ไม่ทำให้ผิวขาวขึ้นได้ ครีมที่บอกว่าผสมกลูต้าไธโอนจึงมีสารประกอบอื่นที่ช่วยให้ผิวขาว เช่น วิตามินซี วิตามินเอ หรือวิตามินอี
     3. กลูต้าไธโอนชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ถึงแม้จะมีบางประเทศที่กลูต้าไธโอนขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคได้ แต่สำหรับในประเทศไทย อย.ไม่รับรองและไม่อนุญาตให้นำมาฉีดเข้าเส้นเลือด แต่มีสถานความงามบางแห่งที่ใช้กลูต้าไธโอนชนิดฉีดโดยใช้มาตรฐานรับรองของประเทศผู้ผลิต ผลที่ทำให้ผิวขาวยังไม่มีการวิจัยที่เด่นชัดแต่ผู้ที่ฉีด กลูต้าไธโอนส่วนใหญ่พึงพอใจในผิวที่ขาวขึ้นแต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการฉีดสารชนิดนี้ อีกทั้งการฉีดกลูต้าไธโอนต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

     ร่างกายสามารถสร้างกลูต้าไธโอนขึ้นมาได้เอง และรับเพิ่มได้จากอาหารแต่การรับสารกลูต้าไธโอนจากอาหารที่เรารับประทานประจำวันเสี่ยงต่อการแพ้ และการสะสมน้อยกว่ากลูต้าไธโอนชนิดสกัดเราจึงควรมาทำความรู้จักอาหารที่เป็นแหล่งกลูต้าไทโอน เพื่อใช้เป็นแนวทางเสริมสารตัวนี้กัน เช่น กระเจี๊ยบขาว ธัญพืช หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ อาโวคาโด สตรอเบอรี่ แตงโม ลูกวอลนัท องุ่น ไข่ โยเกิร์ต หางนม (Whey Protein : เป็นส่วนของน้ำนมที่เหลือจากการแข็งตัวเป็นไขของเนยแข็ง)

     การใช้กลูต้าไธโอนเพื่อหวังผลในเรื่องผิวขาว กระจ่างใสนั้นเป็นผลที่เกิดในระยะสั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไประดับกลูต้าไธโอนจะลดลงสีผิวของเราจะกลับมาเหมือนเช่นเดิม ต้องมีการเติมกลูต้าไธโอนสกัดเข้าไปอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงความขาวใส แต่การใช้กลูต้าไธโอนระยะยาวก็ก่อให้เกิดผลเสียดังที่กล่าวข้างต้น การปฏิบัติตัวเพื่อลดผิวหมองคล้ำจึงสำคัญกว่านั่นคือการหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10.00-14.00 น. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้มากกว่า 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายแบบไม่หักโหม และการนอนหลับอย่างเพียงพอจะเป็นส่วนเสริมให้ผิวขาวกระจ่างใสและอ่อนกว่าวัยตามธรรมชาติได้

แสดงความคิดเห็น